เด็กจากสลัมคลองเตย ในหมู่บ้านเด็ก
ทรงพล จิตรบวร
๑๐/๐๘/๒๕๖๑


 

เด็กจากสลัมคลองเตย ในหมู่บ้านเด็ก

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อ ๓๙ ปีที่แล้ว สมัยตอนที่ผมยังเป็นเด็กชาย ซึ่งตั้งแต่ผมยังจำความได้ดี

สมัยนั้นผมได้ไปเรียนหนังสือ ของโรงเรียนครูประทีป ซึ่งตั้งอยู่ในสลัมคลองเตย ทุกๆช่วงหลังพักเที่ยง ผมจะวิ่งกลับมาบ้านเพื่อมากินข้าวคลุกกับน้ำปลา เสร็จแล้วก็จะวิ่งกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนอีกที


ครอบครัวของผมยากจนมากๆ ทุกๆครั้งที่กลับมาบ้านก็จะเห็นแม่กับพ่อเลี้ยง ตบตีกันบ่อย รวมกระทั้งผมเองก็ถูกพ่อเลี้ยงตีเป็นประจำ


เขาสอนให้อ่านหนังสือ อ่านไม่ออกก็จะถูกเฆี่ยนตีเป็นประจำเสมอ ตีเราจนเป็นแผล แม่ต้องเอายาหม่องมาทาให้อยู่เสมอ


นี่จึงเป็นเหตุผล ว่าทำไมผมต้อง ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิเด็ก โดยมี คุณรัชนี ธงไชย คุณพิภพ ธงไชย ซึ่งพวกเราเรียกกันชินปากว่า "พ่อเปี๊ยก แม่แอ๊ว" ซึ่งทั้ง ๒ ท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กนี้ขึ้นมา ณ สถานที่ ที่มีป่าไม้ ภูเขาและแม่น้ำ ที่อำเภอไทรโยค บ้านท่าเสา


ผมจำได้ครั้งแรกที่เริ่มเดินทางมาถึงโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก โดยมีผู้ใหญ่ใจดี ๒ คนไปรับผมกับน้องชาย ซึ่งชื่อของท่านทั้งสอง ผมเองก็ไม่เคยลืมเลยเช่นกัน ท่านทั้งสองชื่อ "แม่แอน กับ แม่อัน"


ตลอดช่วงการเดินทางไปที่บ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค เพื่อจะไปโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ผมรู้สึกเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกของผม ที่ได้นั่งรถไฟ สนุกมากๆเลยครับ


หลังจากที่ได้เดินทางด้วยรถไฟ และก็ต่อรถเข้าไปในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ผมจำไม่ได้ว่าเป็นรถอะไร ที่ได้นำพาพวกเราเข้าไปในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

แต่เมื่อได้ไปถึงที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแล้ว ผมเองกลับไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรกับสถานที่แห่งนี้เลย แถมยังรู้สึกดีอีกด้วยซ้ำ ที่ได้หนีออกมาจากพ่อเลี้ยงที่ชอบตีเราเป็นประจำ อีกอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ คือได้เห็นเพื่อนๆที่เคยอยู่สลัมคลองเตยมาด้วยกัน ได้มาอยู่ก่อนหน้าผมหลายคนเช่นกัน


เช่น หนังยาง เจี๊ยบ แค็มค์ เลยทำให้ผมและน้องชายไม่โดดเดี่ยว ไปถึงโรงเรียนหมู่บ้านเด็กใหม่ๆ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกสนุกและตื่นเต้น ลืมเรื่องที่เลวร้ายที่สลัมคลองเตยไปเลยก็ว่าได้


ในช่วงแรกๆทางโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เขาจะให้พวกเราได้เล่นและสนุกกันเต็มที่ตามประสาเด็ก ในช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งทางโรงเรียนก็จะแบ่งให้พวกเราไปอยู่ตามบ้าน ซึ่งมีไม่กี่หลัง จะมีบ้านแม่แอ๊ว บ้านท่าขี้เป็ด บ้านศาลา บ้านห้องไฟ บ้านห้องครัว บ้านใต้ถุนหกเหลี่ยม และบ้านอาคารเรียน ๒ หลัง


ซึ่งทางผู้ใหญ่ของหมู่บ้านเด็ก หรือที่พวกเราเรียกว่า "พ่อ แม่ และพี่" ต่างๆเหล่านี้ เขาจะจัดให้พวกเรานอนแยกกัน ก็จะมี บ้านผู้หญิง และบ้านผู้ชาย และจะมีผู้ใหญ่คอยดูแลพวกเราในแต่ละหลัง โดยคอยเล่านิทานและให้ขนมพวกเราก่อนนอน


ในแต่ละบ้านก็มีกฎระเบียบของแต่ละหลัง หากใครผิดกติกา ผู้ใหญ่ในบ้านนั้นก็จะไม่แจกขนมให้เด็กคนที่ทำผิดกฎข้อตกลงของบ้าน

การอยู่เป็นชุมชนในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก พวกเรามีกิจกรรมร่วมกันทำมากมาย

๑.จะมีการช่วยกันเก็บกวาดใบไม้ในบริเวณโรงครัวและอาคารหกเหลี่ยม
๒.หาฟืนเพื่อนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร
๓.การดับไฟป่าและช่วยกันกั้นแนวไฟป่าไม่ให้เข้ามาในโรงเรียน
๔.การลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำแควน้อย ซึ่งสมัยนั้นมีแพอยู่ ๒-๓ แพและเรือพาย เพื่อให้พวกเราได้กระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนาน
๕.กิจกรรมการละเล่นตอนวันโกนกิจกรรมนี้คนที่จะสามารถไปเล่นได้นั้น จะต้องไม่ผิดกฎอะไร
๖.สภาโรงเรียน นี้ถือเป็นบทบาทที่สำคัญในการที่พวกเราจะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

ประสบการณ์ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ต้องถือว่าเป็นความจำที่ดีที่ได้มาอยู่ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กแห่งนี้


สมัยนั้นพวกผมมีกันอยู่ ๓๐-๕๐ คน ทั้งโรงเรียนเท่านั้น จึงไม่แปลกที่พวกเราจะรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เด็กผู้ชายก็มักจะชอบยิงนกตกปลา ส่วนเด็กผู้หญิงก็ชอบกระโดดยาง แต่แปลกผมยิงนกไม่เคยตายกับเขาซักที ตกปลาก็พอได้กินกับเขาอยู่


พอได้ปลาได้หอย เราก็เอามาทำกินเอง พอเวลามีผลไม้ป่า เช่น ลูกอีกาดำ ลูกแว้ หรือ ลูกว่า มะกอกป่า และมีผลไม้อีกหลายๆชนิด อีกเยอะมากมายที่จำชื่อไม่ได้ ซึ่งเมื่อถึงหน้าฤดูของผลไม้ป่าต่างๆเหล่านี้ พวกเราก็ไม่รีรอที่จะรีบไปเก็บหามากินจนปากดำปากม่วง ไปต่ามๆกัน


การกลั่นแกลงกันก็มีตามประสาเด็กๆแต่ก็ไม่ค่อยมาก ส่วนตัวผมแล้วจะไม่ค่อยมีใครมาแกล้งซักเท่าไหร่ เพราะเพื่อนๆรู้ดีว่าผมกับน้อง หากใครถูกรังแกก็จะรีบเข้าไปช่วยกันทันที จึงไม่มีเพื่อนๆคนไหนคิดจะมารังแกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ เราสองพี่น้องจะชกต่อยกันเองซะเป็นหลัก แต่ก็นานๆที

ที่โรงเรียนมีการสอนให้พวกเราได้ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อเอาไว้มาทำอาหารให้พวกเราได้กินกันในโรงเรียน


สมัยนั้นโรงเรียนจะจ้างพวกเราถอนขนไก่ขนเป็ด แล้วให้เงินพวกเรา ตัวละ ๑ บาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกหาเงินได้โดยการช่วยถอนขนเป็ดขนไก่


และยังมีงานที่สามารถให้พวกเราได้หาเงินได้อีกนั้น ก็คือ การปลูกผักส่งโรงครัว การตีแมลงวันเพื่อนำมาแลกเงิน พวกผมก็ทำเช่นกัน เพราะตอนนั้นที่โรงครัวมีแมลงวัลเยอะมาก จึงมีผู้ใหญ่จ้างให้พวกเราตีแมลงวันส่ง ๓๐ ตัวต่อ ๑ บาท ถ้าจำไม่ผิด


เมื่อตีเสร็จก็จะเอามานับให้ ผู้ใหญ่ที่รับซื้อดู เสร็จแล้ว เขาก็จะให้เราไปล้างมือด้วยสบู่ แล้วจึงมารับเงิน ผมจำได้สมัยนั้นผมหาเงินได้ ๑๐๐ กว่าบาท แล้วนำเงินที่ได้มาฝากให้ผู้ใหญ่ในบ้าน นำไปซื้อปืนแก๊บมาให้พวกเราได้เล่นกัน


การเล่นปืนแก๊บของพวกเราสมัยนั้น จะเป็นการยิงเพื่อบอกว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า ซึ่งพวกเราจะเดินเข้าป่า และแยกทางกัน มันสนุกแบบนั้นจริงๆ


ต่อมาพวกเราก็เริ่มสร้างของเล่นด้วยมือของพวกเราเอง จะมีอีโป๊ะ และธนู รวมถึง รถลากจูงต่างๆ ที่ทำขึ้นมา และก็ลากเล่นกัน


มันเป็นอะไรที่ภูมิใจมากๆ ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาเล่นเองได้ โดยมีผู้ใหญ่ในห้องเครื่องมือ คอยเป็นผู้แนะนำ

"สภาโรงเรียน" จะเป็นตัวออกกฎ หรือบทลงโทษต่างๆในชุมชนของโรงเรียนเรา ซึ่งจะมีคณะลูกขุน เลขา และประธาน ที่คอยจัดระเบียบให้เป็นไปด้วยดี ทุกๆคนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ เพราะหลักการของซัมเมอร์ฮิล คือการให้สิทธิและเสรีภาพ ในการอยู่ร่วมกัน


ทางพ่อเปี๊ยกและแม่แอ๊ว ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ซึ่งผมถือว่าผมโชคดีกว่าเด็กๆ หลายๆล้านคน ที่ไม่ได้มาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้


ที่นี่ได้ทำให้ผมเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งหนึ่งในชีวิต หากผมยังอยู่ในสลัมคลองเตย โดยไม่ได้มาอยู่ในที่แห่งนี้ ผมก็คงจะเป็นขี้ยา หรือผีการพนัน เสียผู้เสียคนไปแล้ว

ผมได้เติบโตและได้อยู่อาศัย ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก แห่งนี้เป็นเวลาทั้งสิ้น ๒๒ ปี เป็นทั้งเด็ก เป็นทั้งพี่เลี้ยง และได้เป็นทั้งครู


จะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่พวกเราอยากหาความตื่นเต้น ก็จะชอบไปขโมยของในครัวกินกัน พอถูกจับได้ก็ถูกสภาโรงเรียนลงโทษ อดขนมไปตามๆกัน


ทุกๆช่วงของการเจริญเติบในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จะเป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชน


ยุคสมัยของแต่ละช่วงก็มีปัญหาแตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ใหญ่ หรือ แม่แอ๊ว และ พ่อเปี๊ยก จะต้องคอยแก้ไขปัญหาตลอด
รวมทั้งทุกๆคนทั้งในชุมชน ก็ใช้สภาโรงเรียนแก้ไขปัญหาสังคมภายในชุมชนเช่นกัน


นี่คือเรื่องราวคร่าวๆที่ผม ได้เขียนเพื่อเป็นบทความ ในการที่ได้ไปอยู่อาศัย ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ที่มีแนวคิดให้เสรีภาพแก่เด็ก เช่น ซัมเมอร์ฮิล ในประเทศอังกฤษ


ทรงพล จิตรบวร-เก๋
ศิษย์เก่ารุ่นแรกๆ
๑๐/๘/๒๕๖๑


ปล.
ทรงพล จิตรบวร ชื่อเล่น เก๋
ปัจจุบัน อายุ ๔๖ ปี สมัยตอนเข้าโรงเรียนใหม่ ๗-๘ ขวบ เข้าไปอยู่ในโรงเรียน ปี พ.ศ ๒๕๒๑ หลังจากโรงเรียนก่อตั้งมาได้ ๑ ปี


ออกจากโรงเรียน ตอนอายุ ๑๙ ปี หลังจากจบ ม.๖ การศึกษาผู้ใหญ่ ได้มาทำงานในกรุงเทพฯ ๑-๒ ปี แล้วกลับเข้าไปช่วยพ่อเปี๊ยกขับรถ ระยะหนึ่งหลังจากนั้นก็มาช่วยโรงเรียนขับรถ


ได้ศึกษาต่อมหาลัยราชฎัฏกาญจนบุรี โดยเรียนภาคสมทบ เสาร์อาทิตย์ จนจบปริญญาตรี และได้มาเป็นครูอาชีพ เซรามิคส์ ที่หมู่บ้านเด็ก


หลังจากนั้นจึงคิดอยากออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ช่วงอายุ ๒๙ ปี จึงได้ออกมาประกอบธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาที่ด่านเกวียน โคราช มาเจ๊งตอนอายุ ๓๕-๓๖ ปี ช่วงนั้นมีน้ำท่วมใหญ่ ประกอบกับการเมืองไม่ปกติ รวมถึงการคิดมีธุรกิจใหม่ๆเลยเอาที่เข้าธนาคาร เพื่อเอามาลงทุนทำร้านอาหาร แล้วหลานสาวเป็นแม่ครัว แต่ก็เปิดได้ไม่ถึง ๓ เดือนก็เจ๊ง

ปัจจุบันจึงหันมาประกอบอาชีพขับรถทัวร์สายใต้ ๓-๔ ปี และก็ยังขับรถทัวร์เช่นเดิม แต่เป็นรถทัวร์ท่องเที่ยวจีน

 

#โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

#มูลนิธิเด็ก
www.ffc.or.th

 


มูลนิธิเด็ก ๙๕/๒๔ หมู่ที่ ๖ ซ.กระทุ่มล้ม ๑๘ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐
โทร. ๐๒-๘๑๔-๑๔๘๑ ถึง ๗ แฟ็กซ์ : ๐๒-๘๑๔-๐๓๖๙
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220 
TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369


Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th