เรื่องเล่าในเช้าวันหนึ่ง บนโบกี้รถไฟ
โครงการพัฒนาครอบครัวคิดดี (KIDS DEE)
๑๕/๐๖/๒๕๖๑


 

เรื่องเล่าในเช้าวันหนึ่ง
บนโบกี้รถไฟ


ฉันเลือกรถไฟ (นฐ.-ศาลายา ) เพื่อเดินทางไปทำงาน ซึ่งหลายคนบ่น ถึงความช้า ชนิดถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง


แต่ภายในขบวนรถไฟ มีเสน่ห์ของความเป็นชุมชน ของคนหลากหลาย ได้มาเจอและใช้ชีวิตร่วมกัน บนโบกี้จึงมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าในเช้าวันหนึ่งบนโบกี้รถไฟ...


เช้าวันหนึ่ง ฉันได้ที่นั่งใกล้ครอบครัวหนึ่ง ที่ขึ้นมาจากภาคใต้ มีย่า น้าชายวัยรุ่นอายุไม่เกิน ๑๔ ปี และเด็กชายอายุ ๒ ขวบ เพราะเดินทางกันมาทั้งคืน ทำให้ย่ากับน้าดูอ่อนเพลีย เลยใช้คลิปการ์ตูนยูทูป เป็นพี่เลี้ยงเด็ก


เสียงเด็กกับเสียงคลิปดังจนทุกคนหันมาสนใจครอบครัวนี้เป็นตาเดียว ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น


ผู้หญิงที่นั่งใกล้ฉันบ่นอย่างรำคาญว่าเปิดโทรศัพท์เสียงดัง น่ารำคาญไม่รู้จักห้ามเด็กซะบ้าง ส่วนฉันนั่งมองชีวิตของครอบครัวนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ …


เมื่อจัดการกับอาหารเช้าเสร็จ น้าซึ่งคาดว่าจะเป็นเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้น อยากเล่นบ้าง จึงแย่งโทรศัพท์จากมือเจ้าตัวเล็กโดยไม่บอกขอ สงครามแย่งชิงมือถือจึงระเบิดทันที เจ้าหนูโกรธ ร้องไห้เสียงดัง ทั้งร้องดิ้น ทั้งกรี๊ดๆ ดังสนั่นไปทั้งโบกี้


เจ้าน้าชายเห็นเป็นเรื่องสนุก ที่ได้แหย่แกล้งให้หลานร้องไห้ ยิ่งร้องยิ่งแกล้ง ส่งมือถือแล้วแย่งคืน เจ้าตัวเล็กทั้งโกรธทั้งโมโห ล้มดิ้นส่งเสียงดัง ย่าก็ไม่ได้เข้ามาจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น จนสถานการณ์แย่จนถึงขั้นสุดยอด


ย่าทนเสียงร้องของเด็กและสายตาของคนทั้งรถไฟไม่ไหว จึงอุ้มเจ้าตัวเล็กที่ดิ้นอยู่ขึ้นมา ทันใดนั้น เจ้าตัวเล็กก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่แก้มย่าดังเพี๊ยะ พร้อมกับด่า “ย่าเหี้- “ ย่าทั้งโกรธทั้งเจ็บ แต่ไม่ได้ห้ามหรือหยุดพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็ก กลับด่าเจ้าน้าชาย


“เป็นเพราะมึงไปแหย่มัน...โอ๋ ย่าด่ามันแล้ว อย่าร้องนะ” ดึงโทรศัพท์ส่งคืนให้เจ้าตัวเล็ก เจ้าตัวเล็กพอได้มือถือกลับมาก็ยิ้มหยุดร้องไห้ หันไปดูคลิปยูทูปสบายใจ


เหตุการณ์นี้ เห็นอยู่เป็นปกติในสังคมไทย จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนมองผ่าน แต่สำหรับฉันแล้ว เหตุการณ์ในเช้าวันนี้ กระตุกต่อมคิดของคนทำงานมูลนิธิเด็ก จนเก็บมาคิดต่อ...


เจ้าหนูรู้ดีว่า นี่แหละคือท่าไม้ตายที่จะทำให้เขาได้ทุกอย่างตามใจ สยบย่าอยู่หมัด ยิ่งถ้าอยู่นอกบ้าน ยิ่งได้ผลเร็ว คราวนี้เจ้าหนูก็จะงัดวิธีนี้มาใช้ตลอด


หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปวันข้างหน้า เราจะได้เห็นวัยรุ่น ขาโจ๋ โวยวาย เมื่อถูกขัดใจ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์ อย่างที่เป็นข่าวให้เราเห็นอยู่


แต่ต้องบอกก่อนว่า การจัดการ "เด็กขี้วีน" ด้วยการตีไม่ได้ผลในระยะยาว แต่จะกลายเป็นการ "ฝังชิบความรุนแรง" มากขึ้น เหมือนปาลูกบอลใส่ผนัง สะท้อนแรงทวีคูณ


ส่วนวิธีที่ได้ผลใช้รับมือ คือ เทคนิคการเพิกเฉย ๔ ขั้นตอน เริ่มจาก


๑. ตั้งสติ ทำใจให้เย็น ไม่ตัดรำคาญ ไม่ใจอ่อนยอม หรือปี๊ดขึ้นตาม เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการควบคุมอารมณ์

ห้ามทำขณะมีอารมณ์ เพราะจะทำให้การเพิกเฉย กลายเป็นทอดทิ้ง


๒. ทำให้ลูกมองหน้าสบตาให้ได้ โดยย่อตัวให้อยู่ในระดับสายตา จับไหล่ของเด็ก เพื่อให้สบตา พูดสั้นๆ น้ำเสียงนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย

“แม่จะรอให้หนูเงียบ แล้วเรามาคุยกัน”


๓. เริ่มเพิกเฉย ถ้าเด็กร้องดิ้น กรี๊ดซึ่งเกิดจากความเอาแต่ใจ จัดพื้นที่รอบๆ ตัวให้ปลอดภัย ปล่อยให้เด็กดิ้นร้อง ยืนหรือทำงานง่ายๆ อยู่ใกล้ๆ สีหน้าสายตาเพิกเฉย ไม่พูดอธิบายให้เหตุผล ไม่อุ้มไม่กอดไม่โอ๋ ทำให้เด็กรู้สึกว่า "ไม่สนใจ"

แต่ถ้ามีการปาข้าวของ ตีตัวเองหรือคนอื่น ให้รวบจับมือเด็กไว้แน่นๆ ซัก ๑๐ วินาที สบตาแล้วบอกว่า ไม่ตี/ไม่ปาของ เอาของจากมือเด็กมา เพิกเฉยต่อจนเด็กสงบ


๔. คืนความสัมพันธ์ เมื่อเด็กเงียบ ให้ชม “หนูเก่งมากที่เงียบแล้ว” ให้ชมเชยพฤติกรรมที่เด็กทำได้ตามที่เราต้องการ


ที่นี้เรามาคุยกัน “หนูเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น” เพื่อให้เด็กทบทวนและเข้าใจตนเอง ซึ่งจะดีกว่าสอนอย่างเดียว แถมยังช่วยกระตุ้นความฉลาดด้านความเข้าใจตัวเองด้วย

จากนั้นจึงสรุปสั้นๆ ว่า “แม่รู้ว่าหนูไม่ชอบให้แม่ทำแบบนี้ แม่ก็ไม่อยากทำเหมือนกัน เรามาช่วยกันคิดแก้ปัญหากัน จะได้ไม่ต้องเป็นแบบนี้อีก” เพื่อฝึกให้ลูกคิดเองเป็น ไม่ใช่รอฟังคำสั่งอย่างเดียว


แต่ถ้าเด็กเล็กมาก ๑ – ๒ ขวบ ใช้พูดยาวๆ เหตุผลเยอะไม่ได้ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจภาษา เปลี่ยนมาใช้วิธีสรุปสั้นๆ ว่า “หนูเงียบแล้ว ดีจ๊ะ...อย่างนั้นเรามาเล่นหรือจะเล่านิทานกัน" เพื่อให้เด็กรู้ว่า ถ้าร้องไห้แล้วเงียบ พ่อแม่จะเล่นด้วยทันที เป็นการปลอบใจและเสริม"บวก" ให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ แต่ไม่ควรให้เป็นสิ่งของ เพราะเด็กจะเห็นเป็นการเรียกร้องเพื่อต่อรองให้ได้สิ่งของที่ต้องการ


กลับมาที่เหตุการณ์เดิม แต่ใช้เทคนิคการเพิกเฉย เมื่อเห็นเจ้าหนูดิ้นร้องไห้ ย่ายึดโทรศัพท์มาเก็บไว้ ใจเย็น นั่งสบตาเจ้าหนู แล้วบอกว่า


“ย่าจะรอให้เงียบ แล้วค่อยคุยกัน”


นั่งรอหรือทำอะไรอยู่ไม่ห่าง ไม่สนใจ ไม่โอ๋ รอจนเมื่อเจ้าหนูหยุดร้อง พูดชมว่า


“หนูเงียบแล้ว ดีมากจ๊ะ” แต่ยังไม่กอด ไม่โอ๋


"ย่ารู้ว่าหนูโกรธ แต่หนูตี-ด่าย่าไม่ได้...เมื่อหนูเงียบดีแล้ว ย่าจะเล่านิทานให้ฟัง"


ที่นี้เจ้าหนูจะเริ่มเข้าใจว่า วิธีไม้ตายร้องดิ้น ไม่ได้ผลอีกต่อไป และจะเลิกพฤติกรรมร้องไห้อาละวาดได้ไปในที่สุด


เทคนิคการเพิกเฉย เหมือน "ยา" ต้องใช้เวลานานพอสมควรและอดทนมาก ต้องทำสม่ำเสมอ


ผู้ใหญ่ที่อยู่ในครอบครัวต้องเข้าใจและทำเหมือนกัน


รับรองว่า เทคนิคนี้ สามารถปรับพฤติกรรม "เด็กขี้วีนอาละวาด" อย่างได้ผลแน่นอน




 

ศิวพร ถิระวันธุ์ - เอ๋
โครงการพัฒนาครอบครัวคิดดี (KIDS DEE)
มูลนิธิเด็ก
Tel. 02-814-1481
๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๑
Editor : Pibhop Dhongchai



#มูลนิธิเด็ก
www.ffc.or.th



 


มูลนิธิเด็ก ๙๕/๒๔ หมู่ที่ ๖ ซ.กระทุ่มล้ม ๑๘ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐
โทร. ๐๒-๘๑๔-๑๔๘๑ ถึง ๗ แฟ็กซ์ : ๐๒-๘๑๔-๐๓๖๙
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220 
TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369


Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th