การจัดการศึกษาบนฐานชุมชน ...หลักสูตรเพื่อวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง...

 

โรงเรียนบ้านเขาขวาง ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เคยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกปล่อยปละรกร้าง ขาดชีวิตชีวา ซึ่งคงเหมือนโรงเรียนขนาดเล็กอีกหลาย ๆ แห่ง ที่เด็กลดน้อยถอยลง ทำให้ขาดทั้งงบประมาณ และขวัญกำลังใจของผู้บริหารและคณะครูที่จะฟื้นฟูโรงเรียนให้ทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ไม่ว่าจะมีเด็กมากหรือน้อยอย่างไรก็ตาม

นายมนูญ ชัยสูงเนิน ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เพิ่งย้ายมาเป็นผู้บริหารในปี ๒๕๕๔ เริ่มต้นฟื้นฟูและพัฒนาโรงเรียน โดยการทำความรู้จักสร้างความคุ้นเคยและสำรวจสภาพชุมชน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาโรงเรียน และได้พบข้อมูลของเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านว่า ตลอด ๔๐ ปี ที่ผ่านมาของการจัดการศึกษาในโรงเรียน มีเด็กที่จบการศึกษา และสามารถเรียนจบระดับปริญญาตรีได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น จึงเป็นคำถามว่า แล้วเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อไปทำอะไร

เด็กส่วนหนึ่งประกอบอาชีพตามพ่อแม่ เป็นเกษตรกรไร่อ้อย ไร่มัน ปลูกข้าว ส่วนหนึ่งทำงานในโรงงาน ซึ่งเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของผู้อำนวยการโรงเรียน ที่มองว่าโรงเรียนไม่ควรเป็นเพียงสถานที่จัดการศึกษาเพื่อให้ความรู้เท่านั้น แต่ควรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างทักษะต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาไปสู่งานอาชีพ ให้เด็กได้มีโอกาสฝึกฝนการทำงาน ความรับผิดชอบ เรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตได้

แปลงนา เลี้ยงกบ

ผักไฮโดรโปนิกส์

สมุนไพรฟักข้าว เลี้ยงปลาดุก

จากความคิดนี้จึงเกิดการจัดการศึกษา เพื่อวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาจัดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างแหล่งเรียนรู้มากมายในโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุกด้านตามความชอบความสนใจ ตัวอย่างเช่น การเพาะถั่วงอก เลี้ยงไก่ เลี้ยงนกกระทา เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำส้มควันไม้ สวนสมุนไพร ทำไข่เค็ม เพาะเห็ด และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนเป็นงานที่เด็กทุกคนในโรงเรียนบ้านเขาขวางต้องเรียนรู้ ตาม นโยบาย ๑ ชั้นเรียน ๑ อาชีพ เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งทุกขั้นตอนของการทำงานเป็นการเรียนรู้ จากงานที่ง่ายไปหางานที่ยากขึ้นตามลำดับ เด็กจะค่อย ๆ สะสมความรู้และประสบการณ์การทำงาน ไปจนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และจากการได้ฝึกฝนเรียนรู้จากการทำงาน ทำให้เด็กๆได้สะท้อนสิ่งที่ค้นพบอย่างน่าสนใจ

เด็กชายอนุชิต เชยชม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ อายุ ๑๑ ปี

เล่าถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า “ผมเริ่มจากการทำน้ำยาอเนกประสงค์ ต่อมาก็เป็นน้ำส้มควันไม้ และเลี้ยงกบ แต่สิ่งที่ชอบที่สุดดือน้ำยาอเนกประสงค์ เพราะมันทำง่าย เสร็จไว ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ส่วนน้ำสมควันไม้ผมก็เคยทำ แต่ไม่ชอบ เพราะหัวเปื้อนยางมะตอย เสื้อผ้าก็เปื้อนเลอะเทอะ ใช้เวลารอนานทั้งวันกว่าจะเสร็จ ผมชอบและสนุกกับแหล่งเรียนรู้ เพราะมีเพื่อนๆ หลายคนมาช่วยกันทำ ตอนนี้ผมเริ่มเลี้ยงกบ ช่วยกัน ๓ คน ผมอยากเลี้ยงกบให้เก่ง จะได้เลี้ยงขายเป็นอาชีพได้ ”


เด็กชายบุญนันท์ อนันสลุง อายุ ๑๒ ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนลงมือทำแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักชีวภาพ เลี้ยงไส้เดือน จิ้งหรีด ทำนา สวนสมุนไพร แต่ที่ชอบมากและมีความชำนาญเป็นพิเศษคือ การทำน้ำส้มควันไม้ และทำนา


“ผมชอบตอนนำฟืนเข้าไปเผา และนั่งมองควันที่มันลอยออกมา บางทีมันก็ลอยออกมาตามรอยรั่วเตา ผมจะชอบเอาดินเหนียวผสมน้ำนิดหน่อยไปทาปิดไม่ให้ควันออกมา ผมมีความสุขมากที่สุดก็ตอนปิดเตาเผา เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบของผมเสร็จแล้ว “มันนานมากเลยนะตอนทำน้ำส้มควันไม้ เพราะมันต้องทำทั้งวัน”

บุญนันท์เป็นหัวหน้าทำน้ำส้มควันไม้ เพราะเป็นคนที่มีความชำนาญในการทำมากที่สุด เขาบอกว่า “เป็นเพราะขยันจึงทำให้เก่ง ส่วนการทำนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บุญนันท์ชอบ เพราะที่บ้านพ่อและแม่ทำนา และเขาก็ได้ไปช่วยทำนาด้วย บุญนันท์บอกว่า “การทำนาที่โรงเรียนจะแตกต่างจากผืนนาจริง ๆ เพราะนาที่โรงเรียนต้องคอยดู พอน้ำแห้งก็ต้องเอาน้ำใส่นา แต่พอน้ำมากน้ำก็กัดเซาะทำให้นารั่ว ต้องคอยเอาดินอุด”

เด็กชายนเรนทร์ฤทธิ์ อย่างถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ อายุ ๑๑ ปี

“ ผมชอบเลี้ยงนกกระทา สนุกดีเวลาให้อาหาร นกกระทาจะชอบจิกมือ จั๊กกะจี๋ดี เหมือนมดกัดเลย เวลากวาดมูลนก เพื่อน ๆ จะชอบแย่งไม้กวาดกัน เพราะมีอันเดียว จริง ๆ แล้วมีหลายอัน แต่ขี้เกียจไปหยิบกัน เลี้ยงนกกระทาต้องกวาดมูลทุกวัน ต้องรีบกวาด เพราะจะได้ทำอย่างอื่นได้ จะได้ให้อาหาร ให้น้ำ ถ้าให้น้ำก่อน เวลากวาดมูล มูลจะหล่นลงน้ำ เลี้ยงนกกระทาเก็บไข่ยังสนุกน้อยกว่าให้อาหารมัน เวลาไข่ออกเยอะ ๆ รู้สึกว่าเราทำสำเร็จ ”

ได้ลองถามนเรนทร์ฤทธิ์ว่า ถ้าเปรียบนกกระทากับตัวเขา เขาเรียนรู้อะไรจากนกกระทาบ้าง เขาตอบว่า “นกกระทามันเหมือนเราตรงที่มันมีชีวิต มันชอบวิ่งหนีออกมานอกกรง มันก็อยากไปโน่นมานี่เหมือนเรานั้นล่ะ”



การเรียนรู้เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กจดจำและประทับอยู่ในความรู้สึกอย่างยาวนาน เพราะเป็นความทรงจำที่ไม่ใช่การท่องจำ แต่ได้มาจากการลงมือปฏิบัติ ได้เห็นจริง ได้หยิบจับสัมผัสจริง ได้ทดลองแก้ไขและพัฒนาความรู้ที่ได้จากทั้งประสบการณ์เดิมและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่นำมาผสมผสานกัน เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่จะพัฒนาความคิดความเข้าไปสู่การลงมือทำเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

ผลผลิตจากวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง ทำให้เกิดพืชผักอาหารเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและชุมชน จากแหล่งเรียนรู้โรงเรียนได้กลายเป็นตลาดชุมชน ทุกเช้าและเย็นเมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กมารับและส่งลูก ก็จะซื้อผลผลิตกลับไปประกอบอาหารรับประทานที่บ้าน<



ปาริชาติ สุขชื่น อายุ ๓๐ ปี เป็นลูกค้าคนหนึ่งของผลิตผลจากโรงเรียนบ้านเขาขวาง กล่าวว่า “ผักที่โรงเรียนปลอดภัยไม่ใช้สารเคมี ซื้อเพราะอยากอุดหนุนโรงเรียนด้วย ลูกเรียนอยู่ ป.๒ ทำเป็นทุกอย่าง รู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบดี เขาทำเห็ด และมาบอกแม่ ...ทำไมที่บ้านไม่ปลูกเห็ดบ้าง เขาอยากให้ที่บ้านปลูกผักเหมือนที่โรงเรียน... ตอนนี้ผอ.จะขยายพันธุ์แจกชาวบ้าน ให้เด็กไปทำที่บ้านด้วย”

 

เด็กหลายคนที่ได้ลงมือทำเกษตรอย่างจริงจัง ก็พบว่าตนเองมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เด็กชายณัฐวุฒิ บัวศรี ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อายุ ๑๒ ปี เล่าว่า

“เมื่อก่อนผมไม่ค่อยขยัน ไม่รับผิดชอบอะไร พอทำแหล่งเรียนรู้ต้องรับผิดชอบ ทำให้ขยันขึ้น เวลาทำงานกลุ่ม ชอบมีปัญหาเกี่ยงงานกัน เลี่ยงงาน ครูต้องบังคับ ทำให้ต้องปรับตัว ถ้าไม่มีแหล่งเรียนรู้ ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรอย่างอื่นเลย นอกจากอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว ถ้าเรียนอยู่แต่ในห้อง ก็ไม่ดี ได้เรียน แต่ไม่ได้ทำ พอได้ทำก็เอาความรู้จากที่โรงเรียนไปทำที่บ้านได้ ปลูกผักสวนครัว ทำกินเองที่บ้าน ซื้อกันเองก็ไม่แพง และยังปลอดภัยด้วย”


แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนบ้านเขาขวาง นอกจากสร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็กแล้ว ยังได้สร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนด้วย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๘ นางสมพร เพ็ชรพลอย ได้คัดเลือกครอบครัวจำนวน ๒๕ ครอบครัว โดยงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน SML ทดลองให้ชาวบ้านได้เรียนรู้การปลูกผักปลอดสาร ไว้รับประทานในครอบครัว โดยมีเด็ก ๆ จากโรงเรียนบ้านเขาขวางแนะนำวิธีการปลูกให้



ความสำเร็จนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนที่เข้ามาร่วมจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการเรียนรู้ที่เด็กจะได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีหนทางในการเลือกที่จะประกอบอาชีพที่เป็นนายตนเอง ซึ่งจะทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม หรือจะปลูกเพื่อสร้างแหล่งอาหารที่ปลอดภัยไว้ใช้บริโภคในครัวเรือน และในชุมชน ก็ถือเป็นการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน ที่สามารถนำการเรียนรู้ที่ได้มาใช้ เพื่อวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง ที่เพียงพอต่อการดำรงอยู่อย่างพึ่งพาตนเอง และเป็นสุขร่วมกันในชุมชน

โครงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเด็กและชุมชน มูลนิธิเด็ก
ภาพ / เรื่อง
จรีวรรณ สาสีโภชน์ ....... มูลนิธิเด็ก


Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th