"6 WEEKS TO MOTHER'S DAY" : หนัง "ฮีโร่" คนไทย


 
"6 Weeks to Mother's Day" หนังสารคดีที่ผู้กำกับฝรั่งตั้งใจสร้างเพื่อเสนอมุมดีๆของไทย ถ่ายทอดเรื่องราวของ ร.ร.หมู่บ้านเด็กที่มี "แม่แอ๊ว" รัชนี ธงไชย เป็นฮีโร่

 

                บางที...เราก็ไม่ใส่ใจโอกาสที่ได้รับ

                จนกระทั่งโอกาสนั้นถูกหยิบยื่นไปให้คนอื่น

                บางที...เราก็หลงลืมสิ่งที่เด็กเป็น

                จนกระทั่งเรามองเข้าไปในแววตาเขา

                และบางที...เราก็หลงลืมว่าฮีโร่เป็นอย่างไร

                จนกระทั่งเราได้เห็นถึงความรับผิดชอบของเขา...

                บทนำที่กินใจจากเทรลเลอร์แนะนำหนังเรื่อง “6 Weeks to Mother's Day”

                แปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่า “6 สัปดาห์ สู่วันแม่”

 

 


 

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี โรงเรียนสำหรับเด็กด้อยโอกาสของมูลนิธิเด็ก ที่ “Marvin Blunte” ผู้สร้างและผู้กำกับหนังชาวแคนาดาบอกว่าอยากทำสารคดีที่เป็น “มุมดีๆ” ของเมืองไทยบ้าง


                “สารคดีเกี่ยวกับประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องมุมลบเช่นเรื่องค้ามนุษย์ ยาเสพติด ลอบวางระเบิด ไม่ค่อยมีมุมบวก ผมต้องการทำหนังสารคดีเรื่องนี้เพื่อให้โลกรู้ว่าประเทศไทยน่าทึ่งเพียงใด” มาร์วินบอกถึงความตั้งใจของเขา


                “ลดาวัลย์ ซอนดัค” โปรดิวเซอร์ที่คอยช่วยมาร์วินในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นล่ามให้มาร์วินด้วย เล่าถึงที่มาของหนังเรื่องนี้ว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มาร์วินมาถ่ายรายการที่เมืองไทย ช่วงนั้นเขาไปพักอยู่แถวสุขุมวิท จึงได้เห็นภาพเด็กเร่ร่อนขอทานและเด็กสาวขายบริการ มาร์วินจึงบอกว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาทำเรื่องที่เป็นมุมดีๆ เกี่ยวกับประเทศไทยบ้าง


                ผ่านไป 5 ปี มาร์วินติดต่อกลับมาพร้อมบอกให้ลดาวัลย์หาข้อมูล สุดท้ายมาจบลงที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ของมูลนิธิเด็ก ซึ่งเป็นโรงเรียนการศึกษาทางเลือกและการศึกษาแบบโฮมสคูล แห่งแรกของประเทศไทย


                มาร์วิน บอกว่า ต้องการให้หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ฮีโร่” ของประเทศไทย ต้องการบอกว่าคนไทยมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง แม้ว่าเป็นประเทศยากจนแต่คนไทยก็สามารถช่วยเหลือคนของประเทศตัวเองได้


                “ฮีโร่” ในหนังเรื่องนี้ที่มาร์วินอยากให้ชาวโลกรู้จัก คือ “รัชนี ธงไชย” หรือ “แม่แอ๊ว” ของเด็กๆ ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ซึ่งร่วมบุกเบิกสร้างโรงเรียนหมู่บ้านเด็กกับสามี คือ “พิภพ ธงไชย” หรือ “พ่อเปี๊ยก” ของเด็กๆ ตั้งแต่ปี 2522 โดย “แม่แอ๊ว” เป็นครูใหญ่มาตั้งแต่ต้น

 



(แม่แอ๊ว - รัชนี ธงไชย)


มาร์วินและทีมงานใช้เวลา 6 สัปดาห์ในการถ่ายทำ ซึ่งบังเอิญเป็นช่วง 6 สัปดาห์ก่อนถึงเทศกาลวันแม่ จึงเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากจะถ่ายทอดสิ่งที่เป็นกิจวัตร กิจกรรมจริงๆ ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก “โดยไม่มีบท ไม่มีการกำกับ” จนเป็นเสน่ห์ของหนัง หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักระหว่าง “แม่” คือครูที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กกับเด็กๆ ที่เปรียบเหมือน “ลูก” ภาพการดูแลเด็กด้วยความรักประหนึ่งแม่เลี้ยงลูกในไส้ของตัวเอง บางครั้งเลี้ยงดีกว่าพ่อแม่แท้ๆ ของพวกเขาด้วยซ้ำ

 


(Marvin Blunte)


  “ผมต้องการบอกให้โลกรู้ว่าประเทศไทยน่าทึ่งเพียงใด หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของหมู่บ้านเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของประเทศไทย วัฒนธรรมไทยซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ผู้ชมจำนวนมากได้เรียนรู้และรักหมู่บ้านเด็ก การทำงานของแม่แอ๊วและพ่อเปี๊ยกเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขา เขามองว่าแม่แอ๊วและพ่อเปี๊ยกคือฮีโร่” มาร์วินบอกผ่านล่ามของเขาระหว่างนำหนังเรื่องนี้มาฉายรอบพิเศษที่เมืองไทย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในโอกาส “40 ปี มูลนิธิเด็ก”

 


(Marvin Blunte)
 
 
 


“ผมต้องการบอกให้โลกรู้ว่าประเทศไทยน่าทึ่งเพียงใด หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของหมู่บ้านเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของประเทศไทย วัฒนธรรมไทยซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ผู้ชมจำนวนมากได้เรียนรู้และรักหมู่บ้านเด็ก การทำงานของแม่แอ๊วและพ่อเปี๊ยกเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขา เขามองว่าแม่แอ๊วและพ่อเปี๊ยกคือฮีโร่” มาร์วินบอกผ่านล่ามของเขาระหว่างนำหนังเรื่องนี้มาฉายรอบพิเศษที่เมืองไทย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในโอกาส “40 ปี มูลนิธิเด็ก”

 

 
(มาร์วิน และ ลดาวัลย์ กับอดีตนายกอานันท์ ปันยารชุน ที่มาร่วมชมภาพยนตร์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา)
 
(ในงานฉายภาพยนตร์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา)


“แม่แอ๊ว” ฮีโร่ในหนังที่ถ่ายทอดมาจากเรื่องจริง เจ้าของใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา ถูกถามบนเวทีว่าเอาพลังใจมาจากไหน ในการดูแลเด็กๆมาตลอด 39 ปี แม่แอ๊วบอกว่า “พอรู้เรื่องราวของเขา เราก็รู้ถึงความทุกข์ของเขา ตอนเด็กเราเป็นลูกคนจนเราก็ทุกข์แล้ว แต่ความทุกข์ของเขามากกว่าเราอีก การอยู่กับเขา เราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากเขา รู้สึกว่าเราก็เติบโตกับการอยู่กับเขาด้วย”

 

 
 
 
 


                แม่แอ๊วพูดคุยกับ “คม ชัด ลึก” เพิ่มเติมถึงการทำงานตลอด 39 ปีในฐานะ “ครูใหญ่” ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ว่า ด้วยความที่เป็นครูมาตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่ปี 2511 เป็นทั้งครูโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐบาล ทำให้เจอเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมจำนวนมาก ครูและคนรอบข้างก็จะโทษว่าเป็นความผิดของเด็ก ไม่มีใครโทษที่การเลี้ยงดู ที่ผู้ใหญ่ ที่การศึกษา หรือที่ครอบครัว


                “รู้สึกว่าเด็กๆ น่าสงสาร เขาเป็นเหยื่อของทุกอย่าง เป็นเหยื่อของสังคม เป็นเหยื่อของทุนนิยม เป็นเหยื่ออารมณ์ของพ่อแม่ กลายเป็นจำเลยของสังคม”


                จนกระทั่ง “แม่แอ๊ว” ได้อ่านหนังสือปรัชญาการศึกษาแบบ “ซัมเมอร์ฮิลล์” ของ เอ.เอส.นีล ชาวอังกฤษ ได้รู้จักแนวคิดในการทำโรงเรียนภายใต้ ความรัก เสรีภาพ และการปกครองตนเอง จึงนำมาสู่การตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และพบว่าทั้ง 3 เรื่องเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กมีความสุข


                "เมื่อเราเห็นหน้าตาเด็กที่เคยมีความทุกข์ เปลี่ยนมาเป็นความสุข และนั่นคือคำตอบที่ว่าทำไมแม่ถึงทำงานนี้อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้” แม่แอ๊วกล่าว

 
 
 
 
 
 


                แน่นอนตลอดเส้นทาง 39 ปีของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เจอปัญหามากมาย เริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คนที่อยู่รอบๆ โรงเรียนไม่เข้าใจเรื่องเสรีภาพ มองว่าโรงเรียนเลี้ยงเด็กแบบตามใจ เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมแบบที่คนอำนาจนิยมไม่ชอบ รวมไปถึงคนในครอบครัวเองก็ไม่เข้าใจ แต่ระยะหลังก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กได้เปิดประตูการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ให้เกิดการศึกษาทางเลือกการศึกษาแบบโฮมสคูลในประเทศไทย


                แม่แอ๊วบอกว่าที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าความตั้งใจจริงทำให้สามารถผ่านอุปสรรคมาได้


                ถึงวันนี้ “แม่แอ๊ว” ในวัย 70 ปี บอกว่าต้องเริ่มเคานท์ดาวน์ คือนับถอยหลังการทำงานในฐานะครูใหญ่แล้ว ซึ่งแม่แอ๊วบอกว่าคงต้องฝากงานโรงเรียนหมู่บ้านเด็กไว้กับลูกชายทั้ง 2 คน ซึ่งลูกชายคนแรกเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กด้วย รวมทั้งผลิตผลของโรงเรียนหมู่บ้านเด็กอีกหลายคนที่วันนี้พวกเขากลับมาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียน


                ในการฉายหนังเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา นอกจาก “แม่แอ๊ว” และผู้หลักผู้ใหญ่ของเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มาดูหนังแล้ว เด็กๆ ที่หมู่บ้านเด็ก ก็ได้มาดูหนังที่พวกเขาร่วมเป็นผู้แสดงด้วย


                ตลอด 90 นาทีของการดูหนัง นอกจากเสียงหัวเราะ มีเสียงร้องไห้แทรกเป็นระยะๆ


                ฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและดูเหมือนจะเป็นฉากเรียกน้ำตาของหลายคน คือฉากที่เด็กพี่น้องฝาแฝดชายหญิงได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่มีอาชีพรับจ้าง บรรยากาศของฉากนี้หดหู่สุดๆ แม่ลูกร้องไห้ แม่เล่าถึงความลำบากยากแค้น ค่าแรงราคาถูก ตอนหลังลูกไปเจอขวดเหล้าของพ่อ จึงพยายามขอร้องให้พ่อซึ่งอยู่ในอาการซึมๆ เลิกกินเหล้า คำตอบของพ่อยิ่งเพิ่มความโศกสลดให้ทั้งลูกและคนดูหนังเพิ่มขึ้นไปอีก


                ฉากการประชุม “สภาโรงเรียน” เพื่อหารือและลงมติในเรื่องต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนแห่งนี้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยมทุกคนในโรงเรียนรวมทั้ง “แม่แอ๊ว” ซึ่งเป็นครูใหญ่ล้วนมีหนึ่งเสียงเท่ากันเวลาออกเสียงและฉากหนึ่งยังได้เห็นว่าข้อเสนอของแม่แอ๊วก็ยังถูกที่ประชุมโหวตไม่เห็นด้วย



 
 
 
 


                ในมุม “เสรีภาพ” นั้น นอกจากเด็กๆ จะมีเสรีภาพในการเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจแล้ว พวกเขายังมีเสรีภาพในการใช้ชีวิตด้วย ฉากที่แม่แอ๊วพูดคุยกับ “น้องเปา” ในเรื่องเพศสภาพของเขา สะท้อนถึงเสรีภาพ ณ ที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี



 
 
 
 
 
 
 
 


                ส่วนเรื่องการดูแลเด็กด้วยความรักซึ่งเป็นหัวใจหลักการทำโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มีแทรกซึมให้เห็นได้ในแทบทุกฉาก โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่เด็กๆ และศิษย์เก่าโรงเรียนหมู่บ้านเด็กมากราบ “แม่แอ๊ว” ในวันแม่ คำพูดของพวกเขาล้วนสะท้อนสะเทือนใจ


                ศิษย์เก่าผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามากราบแม่แอ๊วบอกว่าเธอเพิ่งมาเป็นครั้งแรก เธอกอดแม่แอ๊วแน่นบอกว่า “อยากให้แม่เป็นแม่แท้ๆ ของหนู” พลางสะอื้นไห้ แม่แอ๊วกอดปลอบและบอกว่า “แม่ยินดีรับหนูเป็นลูก”



 
 

“ขอบคุณแม่ที่ให้ชีวิตเด็กน้อยๆ คนหนึ่ง ทำให้ชีวิตเด็กที่ไม่มีโอกาสได้มีโอกาส” ศิษย์เก่าอีกคนที่เป็นผู้ชายพูดพลางกลืนก้อนสะอื้น



 
 


                “มาร์วิน” ได้นำหนังไปตระเวนฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ หลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับความสนใจอย่างมาก โดยฉายครั้งแรกที่ DOC NYC Film Festival ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 และได้เข้าฉายในงานเทศกาลหนังทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาอีกหลายแห่ง และในการฉายที่ Cleveland International Film Festival ในรัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2561 ยังได้รับรางวัล “GREG GUND MEMORIAL STANDING UP COMPETITION WINNER” คือ รางวัลที่มีคนยืนปรบมือหลังภาพยนตร์ฉายจบนานที่สุดด้วย


                จากนี้เขายังต้องนำหนังสารคดี “มุมดีๆ” ของประเทศไทยไปฉายในเทศกาลหนังอีกหลายแห่ง โดยคิวต่อไปจะเป็นประเทศในแถบยุโรป จากนั้นจะเวียนกลับมาแถบเอเชีย 


                อีกไม่นานหนังเรื่องนี้คงจะมาเปิดฉายให้คนไทยได้ชม



เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

ภาพ : 6 Weeks to Mother's Day, Dharn Dhongchai, มูลนิธิเด็ก

ที่มา :
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342390
Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th