พ่อแม่มีโอกาสทองที่จะครอบครองลูกได้กี่ปี?


 
พ่อแม่หลายคนคิดอยากจะหยุดเวลาลูกในวัยเด็กเอาไว้ เพราะเมื่อลูกโตขึ้นก็จะต้องห่างจากอกพ่อแม่ไปมีสังคมของเขา มีอนาคตที่ลูกจะต้องเป็นคนสร้างด้วยตัวเอง โดยมีพ่อแม่กลายเป็นคนเบื้องหลังที่เฝ้ามองลูกเติบโต แท้จริงแล้วคนเป็นพ่อเป็นแม่ครอบครองลูกได้กี่ปีกันนะ

 

          
ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่กับเกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู

         
เราจะมีเวลาดูแลและเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกได้นานถึงแค่ไหน หลายคนบอกว่าลูกเป็นของพ่อแม่เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ดังนั้นจงใช้โอกาสทองเข้าครอบครองลูกในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่เข้าต้องการพ่อแม่ให้คุ้มค่าที่สุดกันเถอะ


เมื่อลูก 3 ขวบ

ความรู้สึกที่ลูกเข้าเรียนอนุบาลวันแรก ลูกของคุณสวมชุดนักเรียนได้น่ารักที่สุดเลย เมื่อคุณมาส่งที่โรงเรียน ลูกเอาแต่ร้องไห้จ้า เอาแต่กอดแม่ไม่ยอมให้แม่จากไป จนคุณครูต้องมาอุ้มไป คุณได้ยินลูกส่งเสียงดังร้องหา “แม่จ๋า แม่จ๋า!” แม้จะห่วงและสงสารลูกแต่ก็ต้องยอม นั่นคือวันที่ลูกห่างพวกพ่อแม่อย่างจริงจังครั้งแรก วันทั้งวันคุณรอเวลาให้โรงเรียนเลิกเพื่อที่จะไปยืนรอรับลูก ให้ลูกได้เห็นว่าคุณไม่ได้ไปไหนไกล และทันทีที่ลูกเห็นหน้าก็รีบวิ่งเข้ามากอด พร้อมกับพูดว่า “แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่จ๋าจังเลย” ในเวลานั้น เมื่อได้กอดลูกก็เหมือนกับกอดโลกทั้งใบไว้ในอ้อมแขน


 
เมื่อลูก 6 ขวบ

ลูกเข้าเรียนชั้นประถมฯ ได้โดยที่คุณแม่ไม่ต้องจูงมือไปส่งถึงห้องเรียน มันช่างเป็นภาพที่น่าจดจำ จากเด็กขี้แยวันแรกเริ่มโตขึ้นมาแล้ว วัยนี้ลูกจะได้เปิดบันทึกชีวิตหน้าใหม่ของเขาแล้ว และเริ่มเป็นก้าวแรกที่ลูกได้ก้าวเท้าออกจากชีวิตของพ่อแม่ เพราะลูกคุ้นชินกับการอยู่ห่างจากพวกคุณเป็นวัน ๆ ได้แล้ว และลูกชอบไปโรงเรียน มีสังคมในแบบของเขา เป็นชีวิตที่เขาเริ่มชอบและเริ่มสนุก บางครั้งคุณอาจจะได้ยินลูกพูดว่า “แม่ ผมไม่ชอบอยู่บ้านเลย ผมไม่มีเพื่อนเล่น”


เมื่อลูก 12 ขวบ

ลูกเป็นเด็กมัธยมต้นแล้ว พ่อแม่บางคนอาจให้ลูกได้เข้าโรงเรียนประจำ กว่าจะได้กลับบ้านก็เมื่อหมดเทอม ลูกในวัยนี้ช่วยเหลือตัวเองได้เยอะแล้ว และเขาไม่จำเป็นต่องพึ่งพวกคุณอีกต่อไป ในบางครั้งลูกก็ชอบจ้องคุณ เวลาที่คุณแม่อยากช่วยทำอะไร คุณอาจจะเจอลูกบอกว่า “ไม่ต้องหรอกครับแม่ เดี๋ยวผมทำเอง!” เมื่อได้ยินประโยคนี้จากปากของลูก คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหมดความสำคัญหรือลูกไม่ต้องการคุณแล้ว!


 
เมื่อลูก 18 ปี

ลูกเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว จะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่กี่ครั้งกันนะ เดือนละครั้งสองครั้ง ปีละครั้งสองครั้ง ก่อนหน้าที่ลูกจะกลับมาในตู้เย็นมีอาหารพอกินแค่คนสองคน แต่เมื่อลูกจะกลับมาคุณจะเตรียมของที่ลูกชอบไว้เต็มตู้ ไม่ว่าเขาจะใช้เวลาอยู่กับพวกคุณเพียงไม่กี่นาทีจากนั้นก็ออกไปหาเพื่อนสมัยเด็ก ในเวลานี้สิ่งที่พวกคุณกลัวที่จะได้ยินที่สุดก็คือ “แม่ ผมไม่กลับมากินข้าวนะ พ่อกับแม่กินกันไปเลย”

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย

ลูกไปทำงานไกลบ้าน กว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านก็ยากเหลือเกิน เมื่อกลับมาก็อยู่กับพ่อแม่ให้ชื่นใจได้เพียงไม่กี่วัน ในช่วงเวลาที่ลูกไม่อยู่ด้วยสิ่งที่คุณรอคอยก็คือเสียงโทรศัพท์จากลูก และหวังจะให้ลูกได้พูดว่า “แม่ ผมสบายดี แม่รักษาสุขภาพด้วยนะ!” แค่นี้ คนเป็นแม่ก็สุขใจแล้ว


เมื่อลูกแต่งงาน

การกลับมาเยี่ยมพวกคุณก็จะถูกแบ่งครึ่งไปกับบ้านแม่ยายครึ่งหนึ่ง และเวลาของพวกคุณก็ลดน้อยลงไปอีก กว่าที่จะคุณชินก็เหลือแต่สองตายายที่เป็นคนแก่เฝ้าบ้าน และในตอนนี้สิ่งที่พวกคุณต้องการได้ยินมากที่สุดจากลูกก็คือ “แม่ครับ ปีใหม่ปีนี้ผมกับบ้านนะ!”

 
และเมื่อเขามีลูก

พ่อแม่ก็ไม่ใช่สมาชิกของคนในครอบครัวของลูกอีกต่อไป ซึ่งถึงเวลานี้พวกคุณคงชินกับชีวิตแบบนี้แล้ว เมื่อมีเวลาว่างคุณก็มักจะเปิดดูอัลบั้มรูปเก่า ๆ ดูรูปครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ไม่ว่าจะลูกจะโตไปอีกกี่ปี ลูกไปอยู่ที่ไหน เขาก็ยังคงเป็นสมาชิกในครอบครัวตลอดไป

อ่านมาถึงตรงนี้ มีใครน้ำตาไหล ถึงแม้ว่าลูกในตอนนี้ยังเป็นเบบี๋ เป็นเด็กหัดเดิน หรือกำลังเข้าอนุบาลกันอยู่ แต่เมื่อมองเห็นอนาคตข้างหน้า คุณจะรู้สึกได้ว่าตอนที่ลูกอยู่ข้างกายเรานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุด แม้บางครั้งเราจะเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก จะต้องคอยบ่นคอยว่า หรือพยายามหาเงินทองส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือไปมากมายก็ตาม

เพราะว่าอีกสิบปีหลังจากนี้ ต่อให้คุณอยากมีบรรยากาศแบบนี้ก็ไม่สามารถมีได้อีกแล้ว เพราะลูกมีวัยเด็กครั้งเดียว และลูกก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

 


 

หลังจากหย่านมลูกแล้ว คุณมักจะคิดถึงเวลาที่ให้นมลูกอยู่ใช่หรือไม่?
ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคุณทั้งคิดว่าเจ็บหัวนมและลำบาก


คุณมักจะยิ้ม เมื่อเห็นภาพถ่ายตอนที่ลูกดูดหัวแม่มือของตัวเองใช่หรือไม่?
ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคุณโมโหทุกครั้งที่เห็นลูกดูดมือ มักจะตีลูกและรีบล้างมือลูก แถมยังบ่นแล้วบ่นอีกว่าอย่าอมนิ้ว


คุณนึกถึงเสียงออดอ้อนของลูกในตอนที่เขาเป็นเด็ก ๆ ใช่หรือไม่?

ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคุณมักจะดุลูกว่าทำไมทำตัวเป็นเด็ก ไม่รู้จักโตสักที


คุณนึกถึงวันที่ลูกกอดขาคุณแน่นในวันที่เขาไปโรงเรียนครั้งแรกใช่หรือไม่?

ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคุณคิดแต่เพียงว่าจะทำยังไงให้ลูกไปโรงเรียนโดยไม่งอแง


กาลเวลาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ที่ผ่านแล้วมันก็จะผ่านเลยไป ดังนั้น 
พ่อแม่มีโอกาสทองที่จะครอบครองลูกได้ไม่กี่ปี 

เวลาที่ลูกอยู่ข้างกายจึงเป็นเวลาที่มีค่ามากที่สุด ใช้เวลาเหล่านี้กับลูกให้คุ้มค่าและมีประโยชน์ที่สุด เพื่อให้คุณได้มีความทรงจำดี ๆ เก็บเอาไว้ และอย่ารอให้มันผ่านไป เพื่อจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง.


แหล่งที่มา : นุสนธิ์บุคส์

 

 

ที่มา: 
Napatsakorn .R

https://th.theasianparent.com/นอนกับลูกดีอย่างไร

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th