อัยการเตือน พ่อแม่ เผยแพร่ คลิปลูก เรียกยอดไลค์ – แชร์
ระวังผิดพ.ร.บ.เด็ก มีโทษจำคุก


 

จาก กรณีมีการเผยเเพร่คลิปแม่เด็กถ่ายลูกตัวเองกำลังร้องไห้อยากได้ของเล่นอีก ชิ้นโดยเด็กมีลักษณะที่ ร้องไห้อย่างรุนเเรง เเละ กรีดร้อง ได้ถูกแชร์ออกไปมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ซึ่งมีการวิจารณ์กันในโลกโซเชียลว่าเป็นการเรียกความสนใจให้คนเข้ามาดูคลิป เพื่อให้มีการกดยอดถูกใจเเละเเชร์ เพื่อผลทางการค้าออนไลน์


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง เด็กพ.ศ.2546 ว่า ประชาชนทั่วไปมักชอบพูดกันว่าไม่รู้ว่ามีกฎหมายห้ามหรือบัญญัติว่าเป็นความ ผิด การนำภาพเด็กมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งความจริงเเล้วการกระทำดังกล่าวนั้นจะต้อง ระวังผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กพ.ศ. 2546 ในมาตรา 26(5) เเละมาตรา 27


ในมาตรา 26 (5) บัญญัติว่าการ กระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบจากเด็ก เช่น การถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือคลิปเกี่ยวกับตัวเด็กซึ่งแสดงพฤติกรรม ต่างๆ เช่นร้องไห้ ดีใจ เล่นสนุก แล้วนำภาพนั้นมาหาประโยชน์


ซึ่งหากจะมองว่าการกระทำอย่างใดจะถือว่าเป็นการหา ประโยชน์ โดยไม่ชอบ ก็คงจะเป็นดุลย์พินิจของเจ้าพนักงาน ที่มีหน้าที่คุ้มครองเด็ก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะทำการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้นำภาพเด็กมาใช้ โดยพนักงานสอบสวน จะทำหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินคดีกับผู้มีหน้าที่เผยแพร่นำภาพของเด็กมาหาประโยชน์ ว่ามีพฤติกรรมนำภาพมาหาประโยชน์โดยไม่ชอบ


ส่วน มาตรา 27 โดยเผยแพร่ทางสื่อมวลชนสื่อสาระสนเทศซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กโดย เจตนาแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง ซึ่ง มาตรา 27 นี้หมายความรวมถึงการนำภาพเด็กมาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก  หรือ ไลน์ ด้วย ซึ่งหากการนำภาพมาเผยแพร่เป็นไปเพื่อการแสวงหาประโยชน์แล้วจะเป็นความผิด แม้จะเป็นแม่ หรือผู้ใช้อำนาจปกครองเด็ก ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำภาพของเด็กมา แสวงหาประโยชน์  ส่วนการจะพิจารณาว่าเป็นความผิด หรือไม่ พนักงานสอบสวนก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐาน จากเฟซบุ๊ก  หรือไลน์   หรือจากโซเชียล ต่างๆที่ปรากฏเป็นข้อมูล นำมาพิจารณาภาพรวมว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบหรือไม่ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองตัวเด็ก สังคมเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จนเราพบเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่ผู้เป็นพ่อหรือแม่ ก็เริ่มมีพฤติกรรมหาประโยชน์จากเด็กโดยไม่ชอบ
สังคมจึงต้องร่วมมือกันคุ้มครองดูแลเด็ก ต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครอง เด็กพ.ศ.2546 มาตรา 26 (55)บัญญัติ ไว้ว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก


เเละ มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็กหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้ อื่นโดยมิชอบ


นอกจากนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฉบับดังกล่าว ยังได้มีบทกำหนดโทษไว้  มาตรา 78 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  มาตรา 79 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 


 
เรื่อง/ภาพ ที่มา :
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_961237
Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th