๙๙๙ วันปฏิรูปการศึกษา การศึกษาใหม่สำหรับทศวรรษใหม่


พิภพ ธงไชย
กรรมการผู้จัดการสถาบันการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม มูลนิธิเด็ก

“การศึกษาใหม่จะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการทำให้พลเมือง สามารถที่จะเลือกชีวิตของเขาได้ว่าเขาจะดำรงชีวิตอยู่ในกระแสไหนพร้อม ๆ กับที่เข้าใจและเคารพในวีถีชีวิตของอีกกระแสหนึ่ง”


สำหรับเวลา ๑ ปี ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการเพราะปลูกธัญพืช

สำหรับเวลา ๑๐ ปี ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการปลูกต้นไม้

สำหรับชั่วชีวิตคน ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการสร้างคน

ก่วนจ้ง

นักปราชญ์และอัครมหาเสนาบดีแคว้นฉี
เจ้ามหาอำนาจในยุคชุนชิว

 

                ขอเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่า อนาคตโลกจะเป็นสองระบบ (dual tracks) คือ มีกระแสหลักที่เป็นโลกาภิวัตน์(globalization) กับกระแสรองที่เป็นการสร้างชุมชนเข้มแข็ง(localization) ซึ่งกระแสนี้รวมไปถึงกระแสจิตวิญญาณกับศิลปะ

กระแสเช่นนี้ จะครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทย และสิ่งที่กล่าวนี้ไม่ใช่ความนึกฝัน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งความเด่นชัดของสองกระแสนี้มีให้เห็นอยู่ และจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

สองกระแสในโลกใหม่

กระแสโลกาภิวัตน์(globalization) ก็เช่น ในสังคมที่อ้างกันว่าพัฒนาแล้วที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและมีวัฒนธรรมบริโภคนิยมเป็นพื้นอย่างในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน เป็นต้น

ส่วนกระแสชุมชนเข้มแข็ง (localization) ก็เช่น ชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่แม้จะอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ แต่ก็ไม่ได้เป็นโลกาภิวัตน์เต็มตัว ยังมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนให้เห็นอย่างเด่นชัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ก็เช่น ชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ในเมืองไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัด

และชุมชนอีกประเภทหนึ่ง ก็คือที่หลุดออกไปจากกระแสโลกาภิวัตน์เลย อาทิ ชุมชนสันติอโศกในเมืองไทย และชุมชนอามิชในอเมริกา ชุมชนเหล่านี้มีความเชื่อ ปรัชญา ระบบบริหารจัดการชุมชน ระบบเศรษฐกิจ และสังคมเป็นของตัวเอง โดยแยกออกจากวัฒนธรรมโลกาภิวัตน์อย่างเห็นได้ชัด และสามารถอยู่ได้โดยตัวของตัวเอง อย่างชุมชนอามิชก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี

คำว่า อยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่า ชุมชนเหล่านี้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกเลย พวกเขายังคงสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างแน่นอน แต่ในแบบที่ไม่ยอมให้สังคมภายนอกล่วงล้ำเข้ามากลืนกินวัฒนธรรมของพวกเขา

พวกเขายอมให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยมเยือน และตัวพวกเขาเองก็ออกไปเยี่ยมเยือนสังคมภายนอกด้วย ทั้งยังมีการค้าขายกับโลกภายนอกด้วยเช่นกัน ทั้งบางคนก็ออกไปเรียนต่อในสถาบันนอกชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่มีความเชื่อและโลกทัศน์ที่แตกต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาไม่ยอมรับวิถีชีวิต ความเชื่อ วิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของโลกภายนอก

หลายชุมชนปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะรับเอากระแสนอกชุมชนเข้ามาแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม




การศึกษาใหม่


ในอดีตที่ผ่านมา สองกระแสนี้มักจะขัดแย้งกัน โดยกระแสหลักมักเป็นฝ่ายรุกรานเข้ามา

ประเด็นหลัก ๆ ของการรุกรานมักหนีไม่พ้นการแย่งชิงทรัพยากรการปรับเปลี่ยนชุมชนให้เป็นแรงงาน และการพยายามเปลี่ยนชุมชนให้เป็นตลาด (demand) รองรับผลผลิต (supply) ของตน โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม

อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรง เมืองขยายและเติบโต ในขณะที่ชนบทถูกเอาเปรียบ แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมา ชนบทเริ่มตระหนักเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ นักศึกษา และปัญญาชน หัวก้าวหน้าร่วมขบวนการ

การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
(localization) กลายเป็นกระแสที่ทวีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้าทายวัฒนธรรมกระแสหลักและพยายามมองหาที่อยู่ที่อื่นที่ยืนที่มั่นคงของตนภายใต้กระแสหลัก

กระแสเรียกร้องเรื่องการกระจายอำนาจ ผนวกกับความล้มเหลวของภาครัฐ และทุนในการบริหารจัดการประเทศที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายในหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจในหลาย ๆ ครั้ง และผลร้ายของวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งทรงความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่สมาทานลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยมเอง หลายคนก็เริ่มหันมาสนใจด้านจิตวิญญาณมากขึ้น

ก้าวต่อไปใน ๒-๓ ทศวรรษข้างหน้านี้ คือ การผสานเพื่ออยู่ร่วมกันให้ได้อย่างไม่ขัดแย้งกันของสองกระแสนี้ โลกใหม่จะขับเคลื่อนด้วยหนึ่งประชาคมโลกสองระบบ (dual tracks)

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาใหม่จะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการทำให้พลเมืองสามารถที่จะเลือกชีวิตของเขาได้ว่าเขาจะดำรงชีวิตอยู่ในกระแสไหน พร้อม ๆ กับที่เข้าใจและเคารพในวิถีชีวิตของอีกกระแสหนึ่ง

ซึ่งการศึกษาในระบบเก่าที่ใช้กันอยู่นี้ ไม่ตอบสนองระบบสังคมแบบสองระบบ ดังกล่าว

ดังนั้น การศึกษาใหม่ จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกมิติ ทุกคุณภาพ



การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา


ทุกระดับ ทุกมิติ ทุกคุณภาพ

                ทุกระดับ
หมายถึง ระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น ระดับชุมชน ระดับเอกชน ระดับปักเจกชน

ต้องกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และสร้างระบบการจัดการศึกษาใหม่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับยุคสมัยนี้ เพื่อให้การศึกษาไทยมีมิติที่หลากหลายมากขึ้น สามารถตอบสนองกับความต้องการของเยาวชนซึ่งต้องการวิถีการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย

ทุกมิติ
หมายถึง กระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้เข้าถึงความต้องการและความสามารถของเด็ก ของชุมชน และของประเทศ

เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน มีความต้องการที่หลากหลายทั้งในแง่ของการดำรงชีวิต การมีอาชีพ เรื่องภายในของจิตใจและจิตวิญญาณที่จะสร้างมโนธรรมสำนึกและคุณธรรม จริยธรรม และแต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับชุมชนซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันไป และความต้องการนี้ยังรวมไปถึงความต้องการของโลกด้วย เพราะสังคมโลกมีความหลากหลายและสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทว่า การศึกษาที่รวมศูนย์อยู่ที่รัฐ ยังเชื่องช้าและขาดมิติที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของรัฐด้วย จึงไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ได้ การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจึงเป็นยุทธวิธีที่สำคัญและจำเป็นในการศึกษาใหม่

ทุกคุณภาพ
หมายถึง การเพิ่มศักยภาพและความสามารถของเด็ก ของชุมชนของประเทศ โดยใช้รูปแบบการศึกษาหลายรูปแบบที่มีความหลากหลาย ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “การศึกษาทางเลือก” (alternative education) ซึ่งหมายถึง การศึกษาที่มีรูปแบบที่หลากหลายที่มุ่งเน้นการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเด็ก เอกชน ชุมชน และประเทศ เป็นสำคัญ

การศึกษาทางเลือก
สามารถจัดได้ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน ชุมชน ครอบครัว และปัจเจกชน โดยให้มีระบบการจัดการใหม่ การจัดงบประมาณในรูปแบบใหม่ ที่หลากหลายและทั่วถึง




โครงสร้างใหม่


ของกระบวนการจัดการศึกษาแนวใหม่ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา

  1. การจัดสรรงบประมาณ

๑.๑ การจัดสรรงบประมาณแนวใหม่ต้องเป็นแบบกระจายตัว และมีหลายรูปแบบโดยให้เด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน สถานที่ สื่อมวลชน ฯลฯ ร่วมกันจัดสรรงบประมาณและมีส่วนร่วมบริหารจัดการการใช้งบประมาณ

๑.๒  การจัดงบประมาณต้องก่อให้เกิดคุณภาพในทุกมิติ
อาทิ ควรมีการคำนวณว่าต้องใช้ค่าใช้จ่ายต่อหัวของเด็กแต่ละคนเท่าไหร่ในความเป็นจริง และอาจจัดงบประมาณตรงไปสู่เด็กโดยจัดในรูปคูปอง (coupon) การศึกษาหรือบัตรเครดิต (credit card) การศึกษาแก่เด็กเป็นรายบุคคล ให้เด็กมีอิสระในการใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาของตัวเอง โดยเด็กสามารถนำเอาคูปองไปจ่ายเป็นค่าเรียนในวิชาที่ตนเองสนใจได้ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเฉพาะโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาเท่านั้น แต่กับสถาบันอื่น ๆ หรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ที่เด็กสนใจก็ได้



๒. กระจายบทบาทการจัดการศึกษา


โดยให้มีหน่วยงานอื่น ๆ และภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษา อาทิ

๒.๑ กระทรวงศึกษาธิการ

ควรต้องเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าของผู้ผูกขาดการศึกษาไปเป็นผู้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือการจัดการศึกษา (facilitator) และดูแลการศึกษาในส่วนที่สนองตอบต่อความต้องการของภาครัฐ อาทิ การศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานราชการ เป็นต้น

๒.๒ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.)
อาทิ เทศบาล องค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) และชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ จะเป็นตัวแทนของท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน

๒.๓ หน่วยงานด้านสื่อมวลชนทุกแขนง

สื่อมวลชนถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในยุคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเฟื่องฟูซึ่งเยาวชนรุ่นใหม่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะวีดีทัศน์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวิธีคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ยุคใหม่ จึงต้องปฏิรูปบริหารการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแก้ไขอิทธิพลด้านลบของสื่อเหล่านี้

๒.๔ หน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา

วัฒนธรรมและศาสนามักเป็นองค์ความรู้ที่เก่าแก่ที่สุดของทุกสังคม ที่มีทั้งความลุ่มลึก งดงาม หลากหลายมิติ และมีคุณค่าที่สอดคล้องกับทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น ศิลปวัฒนธรรมและศาสนาจึงถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐมักให้ความสำคัญก็แต่ในแง่ของพิธีกรรม ในขณะที่เนื้อหาสาระถูกมองข้ามไป จึงทำให้สังคมไทยไม่ได้ใช้ประโยชน์อันดีงามเหล่านี้อย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย

๒.๕ หน่วยงานด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อม

สภาพแวดล้อมมีบทบาทที่สำคัญที่สุดในการพัฒนามนุษย์ การจัดพื้นที่แหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่แค่เรื่องของสมองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจและอารมณ์อย่างมากอีกด้วย การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ จึงควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมอย่างยิ่ง ดังนี้

๒.๕.๑
ควรจัดให้สถานศึกษาอยู่ใกล้ชิดกับที่อยู่อาศัยของผู้เรียน เพื่อพ่อแม่ลูกและรวมไปถึงญาติพี่น้อง จะได้มีส่วนร่วมในการเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ตั้งแต่การรับส่งบุตรหลานไปเรียน การที่เด็กไม่ต้องตื่นนอนแต่เช้าเกินควรเพื่อเดินทางไปเรียน และการมีส่วนร่วมในหลักสูตร เป็นต้น

๒.๕.๒
ให้สถานศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ผู้เรียนและผู้สอน รวมไปถึงผู้บริหารสถานศึกษา ไม่แยกตัวออกห่างไปจากชุมชน

๒.๕.๓
สถานศึกษาควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ ทั้งด้านร่างกาย สมอง จิตใจ และอารมณ์

๒.๕.๔
ควรจัดพื้นที่ให้สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ พิพิธภัณฑ์ศาสนา ศูนย์ศิลปะ และห้องสมุดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถสะดวกต่อการค้นคว้าหาความรู้ และเกิดบรรยากาศการเรียนรู้ และยิ่งถ้าสามารถจัดให้แหล่งเรียนรู้ ครอบครัวทั้งของผู้สอนและผู้เรียน และชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ก็จะก่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก นั่นคือสร้างชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งชุมชน



๓. หลักสูตร


๓.๑ สร้างหลักสูตรร่วมกันระหว่างความต้องการของเด็ก ชุมชน และประเทศ

ในอัตราส่วน ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ ปล่อยว่าง ๑๐ % เพื่อเพิ่มเติมหลักสูตรอื่น ๆ และให้มีหลักสูตรเฉพาะทางที่เพิ่มความสามารถและความถนัดของเด็กที่เพิ่มขึ้นตามลำดับชั้น

๓.๒ เนื้อหาหลักสูตร


๓.๒.๑
เนื้อหา เรียนจากเรื่องใกล้ตัวไปหาเรื่องไกลตัว ให้เรียนรู้จากวิถีชีวิตรอบ ๆ ตัวผู้เรียนไปสู่เรื่องของชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศและระดับโลก

๓.๒.๒
หลักสูตรเฉพาะสำหรับความสามารถของเด็กและความต้องการของชุมชน

๓.๒.๓
จัดขบวนการเรียนรู้และการจัดการความรู้ใหม่ โดยใช้จิตวิทยา สังคมวิทยา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ศาสนา เข้ามาบูรณาการ

๓.๒.๔
สร้างเนื้อหาให้เกิดระบบการศึกษาและขบวนการเรียนรู้ที่สร้างความเป็นพลเมือง (Civic Education) ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและของประเทศ การเรียนรู้ให้รู้จักเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ การมีส่วนร่วมในทางการเมือง และความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการเมืองระบอบประชาธิปไตย และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นประเทศที่น่าอยู่


๔. บทบาทของครู

ในการศึกษาใหม่นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนไป เพื่อรองรับกับระบบใหม่และสังคมโลกใหม่ ดังนี้

๔.๑
ปรับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กใหม่ ควรจะต้องเป็นความสัมพันธ์แบบประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างครูกับเด็ก ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจดังแต่ก่อน

๔.๒
ครูไม่ใช่ผู้บอกความรู้อีกต่อไป แต่เป็นผู้รักความรู้ สนใจแสวงหาความรู้ชักชวนผู้เรียนให้รักการแสวงหาความรู้ และช่วยผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ ดังนั้น ครูจึงต้องเป็นผู้ที่ชำนาญในช่องทางของการหาความรู้ และแนะนำเครื่องมือ วิธีการ และช่องทางในการแสวงหาความรู้แก่ผู้เรียน สร้างโอกาสให้การเข้าถึงความรู้แก่นักเรียน

๔.๓
ครูไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกผิดในความรู้ ไม่ใช่ผู้ให้คำตอบแบบเบ็ดเสร็จอีกต่อไป แต่เป็นผู้ที่ชี้ชวนผู้เรียนให้มองเห็นแง่มุมใหม่ๆ

๔.๔
บทบาทใหม่ของครู จึงควรเป็นผู้ช่วยเหลือผู้เรียน (facilitator) ไม่ใช่ผู้บอกความรู้ (teacher) ในบทบาทเก่าอีกต่อไป เป็นผู้แสวงหาและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็ก

๔.๕
บทบาทที่สำคัญอีกอันหนึ่งของครูก็คือ การแนะแนวและการวางแผนชีวิต สิ่งสำคัญสำหรับเด็กก็คือ การได้รู้เมื่อโตขึ้นเขาจะสามารถเป็นอะไรได้บ้าง ทำงานอะไรได้บ้าง และควรจะใช้ชีวิตแบบไหน และการเตรียมการณ์เพื่อสิ่งนั้นแต่เนิ่น ๆ

๔.๖
ครูยุคใหม่ต้องมีทัศนคติที่ยอมรับว่าความรู้ในโลกมีมากมาย ไม่มีใครที่สามารถรอบรู้ไปได้หมดทุกเรื่อง แม้แต่ความรู้ในสาขาที่ครูผู้นั้นร่ำเรียนมาหรือมีความถนัด ก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการค้นพบใหม่ ๆ และมีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นตลอดเวลา จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งที่สามารถจะรอบรู้ไปทุกอย่างและเป็นผู้ผูกขาดการให้คำตอบได้

๔.๗
หน้าที่อันหนึ่งของครูก็คือ กระตุ้นร่วมกับผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ไม่ใช่จมปลักติดกับอยู่กับความรู้เก่า ๆ ที่นับว่าจะพ้นสมัยไปทุกที ซึ่งอาจจะใช้วิธีการวิจัยหรือการค้นคว้าร่วมกับเด็กและกับชุมชน



๕. จัดกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ใหม่


มุ่งเน้นการเรียนด้วยตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพื่อให้เยาวชนและคนยุคนี้ ก้าวทันโลก เราควรเน้นไปที่การสนับสนุนให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวันเรียน สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้ เพื่อที่จะได้ตกผลึกความคิดของตน ดังนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม อาทิ

๕.๑ ห้องสมุด

ควรปรับปรุงห้องสมุดที่มีอยู่ให้มีสื่อที่มีคุณภาพและหลากหลาย อาทิ รัฐควรสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนหนังสือหลัก ๆ (classic) ของโลกไว้ในห้องสมุดทุกห้องสมุด รวมไปถึงหนังสือเกี่ยวกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ เป็นต้น และควรมีสื่ออื่นๆ อาทิ ภาพยนตร์ดี ๆ สารคดีต่าง ๆ รายการกีฬา มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ในปริมาณที่มากพอ เป็นต้น
และควรสร้างห้องสมุดอย่างห้องสมุดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่บริเวณริมถนน เพื่อให้คนนอกสามารถเข้ามาใช้ได้ และปรับปรุงให้สวยงาม สะอาด น่าใช้ เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หรือเก็บให้ถูกที่สุด รวมทั้งให้มีบรรณารักษ์ที่เห็นคุณค่าของห้องสมุดและนิสัยรักการอ่าน เป็นต้น

๕.๒ พิพิธภัณฑ์

นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากรัฐบาลไทยที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์มาก ยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารที่ความรู้จำนวนมากเป็นแบบเสมือนจริง การมีแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสัมผัสกับของจริงจะเป็นประโยชน์มาก

๕.๓ ศูนย์ศิลปะ งานประดิษฐ์ และงานสร้างสรรค์

โลกยุคใหม่เป็นยุคของการแข่งขันกันในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้แล้ว ศิลปะยังมีคุณค่าที่สำคัญในการยกระดับจิตใจ ทำให้มนุษย์มีความละเอียดอ่อนในจิตวิญญาณ ประเทศที่มีอารยธรรมในโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีงานศิลปะอันทรงคุณค่าทั้งสิ้น


๕.๔ สื่อทุกแขนง

สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญมากในทุกยุคทุกสมัย ดังต่างประเทศจะมีสื่อวิชาการที่ทรงคุณค่าให้คนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ เป็นต้น ดังนั้น การปฏิรูปสื่อและการพัฒนาสื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษายุคใหม่

๕.๕ สื่ออิเล็กทรอนิกส์
รัฐควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหาความรู้ ให้สื่อเหล่านี้มีราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

๕.๖ จัดสิ่งแวดล้อม
ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

๕.๗ จัดชุมชนและศาสนสถาน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

“สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญมากทุกยุคทุกสมัยดังต่างประเทศจะมีสื่อวิชาการที่ทรงคุณค่าให้คนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ ดังนั้น การปฏิรูปสื่อและการพัฒนาสื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษายุคใหม่”



๖. จัดโครงสร้างของโรงเรียน และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน
เพื่อส่งเสริมการเคารพในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ


๗. ส่งเสริมการจัดการศึกษาทางเลือกของภาคประชาชน
เพื่อสร้างความหลากหลาย และเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ของประชาชน


๘. สำหรับเด็กพิเศษ
ควรให้มีการศึกษาที่เหมาะสมกับพวกเขา โดยเฉพาะคนพิการ ต้องได้รับการศึกษาตั้งแต่แรกพบความพิการ และต้องมีสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบบริการที่เหมาะสมให้แก่คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และเด็กที่ต้องการการศึกษาพิเศษ

๙. ปรับระบบการประเมินผลงานของครูและโรงเรียน
เพื่อให้เอื้อต่อการจัดการศึกษาทางเลือก และการศึกษาผู้ด้อยโอกาส


๑๐. สร้างแรงจูงใจ
ให้เจ้าของสถานประกอบการร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษาระดับพื้นฐาน การอาชีวศึกษา และฝึกทักษะทางอาชีพให้แก่ประชากรวัยแรงงาน


๑๑. สนับสนุนให้องค์กรส่วนท้องถิ่นและชุมชน
ร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษาระดับพื้นฐาน และฝึกอาชีพให้แก่ประชากรวัยแรงงาน


๑๒. ยอมรับประสบการณ์การทำงาน
เพื่อให้โอกาสประชากรวัยแรงงานได้เทียบโอนระดับชั้นเพื่อการศึกษาต่อทางสายอาชีพ


๑๓. สนับสนุนให้องค์กรอาชีพต่าง ๆ สามารถจัดการศึกษาให้กับลูกจ้างของตนเองได้
เพื่อที่ลูกจ้างจะสามารถมีความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) และทัศนคติ (attitude) ที่เหมาะกับงานที่พวกเขาทำ และระบบเศรษฐกิจที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ เนื่องจากระบบการศึกษาที่มีอยู่เป็นสถาบันที่รองรับเศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถตอบสนองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่โลกาภิวัตน์รอบใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากเดิมกำลังไหลบ่าเข้ามา


๑๔. สถาบันการศึกษาต้องปรับรอบเวลาการเรียน
ให้เหมาะสมต่อเวลาของการประกอบอาชีพในความเป็นจริง อาทิ โรงเรียนที่เด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวเกษตรกรรม ก็ควรปิดเทอมในช่วงทำนา เป็นต้น

 

บทสรุป
ยุทธศาสตร์การประสานความเป็นโลกาภิวัตน์(globalization) กับ ชุมชนเข้มแข็ง (localization) ให้ดำรงร่วมไปด้วยกันได้ อาจเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดในทศวรรษนี้ เพราะทั้งสองกระแสจะหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ให้ประเทศไทยและโลกก้าวต่อไปได้อย่างสันติ เข้มแข็ง และยั่งยืน

 



พิภพ ธงไชย

เรื่อง       ๙๙๙ วันปฏิรูปการศึกษา การศึกษาใหม่สำหรับทศวรรษใหม่
ชื่อหนังสือ            สร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ใน ๙๙๙ วัน

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th