การนำความคิดในพุทธศาสนาไปใช้จัดการศึกษา ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก – มูลนิธิเด็ก


เนื้อหานี้เป็นคำตัดตอนและเรียบเรียงจากเทปบันทึกการอภิปรายธรรมเรื่อง พุทธธรรมนำชีวิต ดำเนินการอภิปรายโดย คุณรัญจวน อินทรกำแหง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๑ ณ ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งบรรยายโดยคุณพิภพ ธงไชย ทางเว็บไซต์มูลนิธิเด็ก นำเนื้อหานี้มาจากหนังสือ “พุทธศาสนากับการศึกษาไทย” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง เพื่อเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป



นมัสการพระคุณเจ้า กราบเรียนท่านผู้ฟังที่อยู่ในที่นี้กับท่านผู้ฟังทางบ้าน

อาจารย์รัญจวนอยากให้พูดในเรื่อง “การนำความคิดในพุทธศาสนาไปใช้จัดการศึกษาที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก” ที่กาญจนบุรี ที่จริงผมมีความรู้ในเรื่องพุทธศาสนาน้อย  หากผมพูดอะไรผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วย

ก่อนอื่นผมอยากจะเริ่มต้นตรงนี้ก่อนว่า  ผมเองนั้นสนใจพุทธศาสนาในแง่เป็นแนวคิด และเป็นแนวคิดที่ถูกตีความโดยพระเทพเวที ผมไม่สนใจพิธีกรรมในพุทธศาสนาเลย ผมสนใจแนวคิดในการที่จะนำมาพิจารณาโลกและชีวิต ผมถือว่าศาสนานั้นเป็นความรู้ดั้งเดิมของมนุษยชาติที่พระศาสดาต่าง ๆ พยายามที่จะคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทำในการมองโลกและชีวิต เพราะมนุษย์เราเกิดมา เราไม่มีความรู้ในเรื่องโลกและชีวิตเลย  เพราะฉะนั้น เมื่อเราเกิดมาแล้ว เราก็ต้องพยายามที่จะเข้าใจโลกและชีวิตรอบ ๆ ตัว  ถ้าไม่เข้าใจแล้ว เราก็จะมีชีวิตซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว  ทำให้เกิดปัญหาได้ วิธีที่จะทำให้เข้าใจได้ก็จะต้องศึกษา ศึกษาว่าโลกและชีวิตเป็นอย่างไร วิธีศึกษาที่ดีที่สุดก็ไปอ่านจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ของผู้รู้ ของศาสดา เพราะฉะนั้น ผมจึงสนใจศาสนาในแง่นี้ ในแง่ที่เป็นแนวคิดในการพิจารณาโลกและชีวิต พิจารณาถึงความเป็นไปของธรรมชาติที่ปรากฏในโลกและชีวิต เพื่อทำความเข้าใจโลกและชีวิตที่เราเป็นส่วนหนึ่ง ใช้พิจารณาเรื่องราวรอบ ๆ ตัว เพื่อกำหนดบทบาทของตนเองให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

ผมสนใจแนวคิดในทุกศาสนาและทุกสำนักแนวคิด ที่สามารถนำมาอธิบายปัญหาเรื่องโลกและชีวิตที่เราเกี่ยวข้องได้ แต่แน่นอน ในฐานะที่ผมเกิดในประเทศไทย ซึ่งมีบรรยากาศของพุทธศาสนา และมีความรู้ของพุทธศาสนามากที่สุด กระแสที่จะสนใจในเรื่องแนวคิดหรือศาสนาจึงพุ่งกระแสไปที่พุทธศาสนาก่อน ผมว่าถ้าเราเข้าใจโลกและชีวิตในพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถใช้สติปัญญาและสามารถทำใจ ตลอดจนนำไปใช้ในชีวิตการงานได้ ชีวิตก็จะมีความสุขขึ้น เพราะฉะนั้นการสนใจในแนวคิดพุทธศาสนา จึงมีความสำคัญสำหรับตัวผมเองมาก


พุทธศาสนา มีคำอธิบายที่ง่าย ๆ และประทับใจ พูดถึงหลักความเป็นจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ พูดถึงชีวิตนั้นคืออะไร ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นส่วนประกอบ ๕ อย่างของชีวิตนั้นเป็นอย่างไร หลักจากบอกว่าชีวิตนั้นคืออะไรแล้ว ยังพูดต่อไปว่าชีวิตนั้นเป็นอย่างไร โดยกล่าวถึงไตรลักษณ์ คือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวง ซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ นอกจากบอกว่าชีวิตเป็นอย่างไรแล้ว พุทธศาสนายังบอกว่าชีวิตเป็นไปอย่างไร โดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาท การที่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นปัจจยาการ ถึงจะเกิดมีขึ้น เมื่อบอกว่าชีวิตเป็นไปอย่างไรแล้ว ยังบอกว่า ชีวิตควรให้เป็นอย่างไร จึงจะนำไปสู่หลักประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้จากชีวิตนี้ ฉะนั้นถ้าอ่านพุทธศาสนาให้ดี จะเห็นว่าพุทธศาสนาได้บอกเราหมด อธิบายให้เราทราบหมด ว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตเป็นอย่างไร ชีวิตเป็นไปอย่างไร ชีวิตควรให้เป็นไปอย่างไร (ข้อมูลเหล่านี้ท่านผู้ฟังควรไปหาอ่านได้ในหนังสือ  พุทธธรรม ของพระราช
วรมุนี* (ปัจจุบันเป็นที่พระเทพเวที) หรือหนังสือหลายเล่มของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ) นอกจากนั้นพุทธศาสนายังบอกเราว่าชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไรด้วย ก็คือข้อปฏิบัติที่เป็นกลางตามกฎธรรมชาติ อันนี้คือสิ่งที่พุทธศาสนามี และผมสนใจในแง่ของแนวคิดที่จะนำมาเป็นหลักการอธิบายโลกและชีวิต ซึ่งเราจะได้อยู่ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ในธรรมชาติของโลกและชีวิต

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งมากในพุทธศาสนาก็คือ วิธีคิดในพุทธศาสนา วิธีคิดในพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อนเลย ในการเรียนในระบบโรงเรียนรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่รับวิธีคิดจากตะวันตกมาก็ไม่มีเรื่องนี้ เมื่อมาพบวิธีคิดในพุทธศาสนา ผมจึงมีความประทับใจ และรู้สึกเป็นเรื่องที่แปลกมาก ซึ่งมีวิธีคิดที่ครอบคลุมไปหมดถึง ๑๐ วิธี เริ่มตั้งแต่วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยหรือหลักอิทัปปัจยตา หรือวิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ แบบรู้เท่าทันธรรมดา แบบแก้ปัญหาที่เรียกว่าอริยสัจ หรือแบบหลักการและความมุ่งหมาย แบบคุณโทษและทางออก แบบคุณค่าแท้จริงและคุณค่าเทียม แบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม แบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน แบบวิภัชชวาท คือการพูดแยกแยะ จำแนก แจกแจง แสดงคำสอนแบบวิเคราะห์ จะเห็นว่าวิธีคิดแบบต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเรานำมาใช้ในการพิจารณาโลกและชีวิต จะเข้าใจโลกและชีวิตโดยเลือกเอาวิธีคิดอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ วิธีตามที่ได้กล่าวมาใช้ให้เหมาะสม

เมื่อผมสนใจวิธีคิด ผมก็สนใจวิธีแก้ปัญหาในพุทธศาสนา วิธีแก้ปัญหาในพุทธศาสนาจะบอกไว้ ๒ วิธี ก็คือ แก้ปัญหาที่เหตุปัจจัยกับแก้ปัญหาของมนุษย์โดยฝีมือมนุษย์เอง พุทธศาสนาจะสอนแก้ปัญหาทั้งด้านนอกและด้านใน ทั้งทางสังคมและจิตใจของบุคคล ทั้งสิ่งแวดล้อมภายนอกกับภายในตัวบุคคล แต่แน่นอนละ ในพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องภายในของตัวบุคคลมากกว่าภายนอก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ละเลยความสำคัญของสิ่งแวดล้อมภายนอก พุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกถิ่นฐานกาลสมัย มีธรรมชาติของปัญหาทางจิตใจเหมือน ๆ กัน คือมีโลภ มีโกรธ มีหลง รักสุขและเกลียดทุกข์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะทำให้เกิดทุกข์ได้ ถ้าศึกษาวิธีคิดของพุทธศาสนาจะทำให้เข้าใจสิ่งเหล่านั้นและทำใจได้

ต่อไป ผมจะพูดเรื่องแนวคิดในพุทธธรรมที่ผมนำมาใช้ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ที่กาญจนบุรี ก่อนอื่นผมขอเล่าสภาพของหมู่บ้านเด็กให้ทราบก่อนว่า โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเป็นโรงเรียนกินนอน รับแต่เด็กกำพร้า และเด็กยากจน และเด็กที่มาจากครอบครัวมีปัญหา แต่เรารับเด็กอายุ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบเป็นอย่างมาก และรับแค่ ๑๐๐ คน แล้วอยู่ประจำ โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเป็นของมูลนิธิเด็ก อาศัยทุนของผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จุดมุ่งหมายของการทำโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก คือเราอยากจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งคิดว่าเหมาะสมกับเด็กในสังคมไทยนั้นเป็นอย่างไร เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีของหมุ่บ้านเด็กเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด แต่เราอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถจะใช้แก้ปัญหาได้ คือ ผมถือว่ามนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีปมปัญหาอันเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย อาจจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิด เกิดจากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ผิด เกิดจากพ่อแม่ไม่เข้าใจตัวเอง มีปัญหาในตัวเอง มีปมอยู่ในจิตใจ ปมนี้ก็จะควบคุมกำหนดบุคลิกภาพและการกระทำของเด็กจนถึงผู้ใหญ่ เพราะถ้าการศึกษาไม่สามารถไปแก้ปมปัญหาภายในตามหลักพุทธศาสนาที่ผมกล่าวไว้แล้ว ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้น ทางโรงเรียนหมู่บ้านเด็กจึงสนใจการแก้ปมปัญหาภายในของเด็ก

เมื่อสนใจการแก้ปัญหาภายในของเด็กแล้ว เราจึงต้องแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาภายในของมนุษย์ เราก็ศึกษาวิธีการต่าง ๆ ผมเกิดความสนใจวิธีแก้ปัญหาภายในของมนุษย์ตามแนวความคิดของฝรั่งที่ชื่อว่า นายเอ เอส นีล ที่ตั้งโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลที่ประเทศอังกฤษเมื่อ ๖๗ ปีที่แล้ว นายเอ เอส นีล มีความไม่เห็นด้วยต่อวิธีการเลี้ยงดูเด็กของคนในยุโรปมาก และเห็นว่าเด็กในยุโรปที่เกิดมามีปัญหา ก็เพราะกระแสความคิดของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กผิด เพราะฉะนั้นจึงเกิดการเลี้ยงดูที่ผิดจนทำให้เกิดมีปัญหา แต่โดยตัวของเด็กเองนั้นเป็นคนที่ไม่มีปัญหา ตามความคิดของนีลนั้น คิดว่าเด็กมีธรรมชาติของฝ่ายดีมาก เกือบจะไม่มีธรรมชาติของฝ่ายเลวเลย แต่ที่เด็กเกิดทำเลวนั้นเหตุมาจากการกระทำของผู้ใหญ่เป็นเบื้องแรก

เมื่อผมสนใจสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็นำเอาความคิดมาทำที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก แต่หลังจากทำไปแล้วระยะหนึ่งก็เห็นว่า คำตอบบางอย่างของโรงเรียนซัมเมอร์ฮีลนั้น ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างของเด็กได้ ทำให้ผมมาสนใจความคิดในพุทธศาสนา ผมเริ่มสนใจที่มโนทัศน์ (concept) ก็คือความคิดที่เรามีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ว่าเราคิดต่อสิ่งนั้นอย่างไร ถ้าเราคิดต่อสิ่งนั้นอย่างไร เราก็กำหนดการกระทำของเราต่อสิ่งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคิดว่าเด็กเป็นทรัพย์สินส่วนตัว เราก็จะทำอะไรกับเด็กก็ได้ตามใจเรา ที่ให้เด็กทำตามที่เรากำหนดโดยไม่คำนึงว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร แต่ถ้าเราคิดอีกแบบหนึ่งว่า เด็กไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว แต่เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีสิทธิที่จะเป็นตัวของตัวเอง และเป็นมนุษย์โดยธรรมชาติ แล้วเขาสามารถที่จะเติบโตได้ ถ้าเราคิดอย่างนี้ เราก็มีหน้าที่เพียงให้โอกาสทางด้านสิ่งแวดล้อมกับเขา

ทีนี้ผมจะมาพูดเรื่องแนวคิดของพุทธศาสนาหรือว่ามโนทัศน์ของพุทธศาสนาต่อเด็ก ที่จริงพุทธศาสนาไม่ค่อยเอ่ยถึงเด็กไว้มากนัก พุทธศาสนาจะเอ่ยถึงมนุษย์ แต่เราก็พยายามจะโยงว่า มนุษย์ก็หมายถึงเด็กและผู้ใหญ่โดยทั่วไป มนุษย์นั้นมีธรรมชาติฝ่ายต่ำและธรรมชาติฝ่ายสูงในตน คือมีสัญชาตญาณอย่างสัตว์และองค์คุณแห่งความรู้ที่ทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อย่างแรกมีอวีชชาเป็นต้นตอและมีตัณหาเป็นแรงขับดัน อย่างหลังมีปัญญาเป็นต้นตอและมีกรุณาเป็นแรงผลักดัน เพราะฉะนั้น กระบวนการศึกษาแบบพุทธจึงเป็นไปเพื่อให้ปัญญาและกรุณางอกงามขึ้นในจิตใจมนุษย์ตามลำดับ เพื่อลดทอนบรรเทาอวิชชาและตัณหา จนในที่สุดชีวิตก็มีปัญญาเป็นเครื่องชี้นำและมีกรุณาเป็นแรงดลใจ ปัญญาในขั้นต้นมุ่งในเรื่องสมองอยู่มาก ส่วนกรุณาเป็นเรื่องทางอารมณ์ ต่อเมื่อพัฒนาสูงขึ้นไปทั้ง ๒ เรื่องนี้ย่อมเป็นเอกภาพกัน

พูดมาถึงตรงนี้ท่านผู้ฟังก็คงจะเห็นได้ว่า ในระบบการศึกษาที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่เน้นในเรื่องทางจิตใจหรืออารมณ์ หรือไม่สนใจในเรื่องของทางอารมณ์ กรุณานั้นมีเรื่องกระบวนทางจิตใจอยู่ด้วย ต้องสนใจในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่สนใจปัญญาความคิด ซึ่งเป็นทางสมองแต่เพียงอย่างเดียว ในระบบการศึกษาปัจจุบันจะเน้นในเรื่องของปัญญาหรือสมองมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่า จะใช้แนวคิดทางพุทธศาสนามาจัดการศึกษาในเรื่องเด็กแล้ว จะต้องสนใจ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นปัญญาหรือเหตุผล กับส่วนที่เป็นกรุณาหรือด้านอารมณ์ความรู้สึกและจิตใจ จะต้องทำให้ ๒ ส่วนนี้เกิดความสมดุลกันขึ้น เพราะมนุษย์จะมีชีวิตที่สมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสนาได้นั้น จะต้องมี ๒ ส่วนนี้สมดุลกัน คือส่วนของปัญญาและส่วนของกรุณา เพราะถ้าเรามีปัญญามากเกินไปและไม่มีกรุณาอยู่ในจิตใจ เราก็จะใช้ปัญญานั้นไปในทางกอบโกยประโยชน์เข้าตัว เพิ่มความเห็นแก่ตัวของเราขึ้นมา แต่ถ้าเรามีกรุณาเข้าเป็นเครื่องช่วย ปัญญาที่เรามีอยู่ก็จะช่วยให้เราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อมนุษยชาติเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าความสำคัญของกรุณาหรืออารมณ์นั้น มีส่วนสำคัญที่จะต้องเน้นประกอบกับสติปัญญา ปัญหาของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ก็เพราะระบบการศึกษาไปเน้นเรื่องปัญญาหรือความคิดเก่งมากเกินไป ไม่เน้นในเรื่องกรุณาหรืออารมณ์ความรู้สึกเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นมาก ทำให้มนุษย์มีความโลภโมโทสัน และใช้ปัญญาไปในทางที่บำรุงบำเรอความสุขของตัว ที่จริงกรุณาเป็นสัญชาตญาณฝ่ายสูงในแง่ของพุทธ และเราควรจะทำให้สัญชาตญาณด้านนี้ขยายไปเรื่อย ๆ ในทางให้ความเห็นอกเห็นใจยิ่งกว่าการรับความเห็นอกเห็นใจ เมื่อมนุษย์มีทัศนคติที่ถูกต้องเรื่อย ๆ คือปัญญางอกงามขึ้น อวิชชาจะอับเฉาเบาบางลง และตัณหาก็จะหลบทางให้กรุณามากขึ้น จนเป็นสัมมาทิฐิ การมีชีวิตก็จะง่ายเข้า

เมื่อมนุษย์ได้รับการศึกษาตามแนวทางนี้ก็จะเกิดคุณสมบัติประจำตน ปัญญาซึ่งเจริญขึ้นตามลำดับ พร้อมกับการสิ้นสุดของอวิชชา อย่าลืมว่าในทางพุทธศาสนา การที่เราได้ทำอะไรผิดไปนั้น เพราะเรามีอวิชชา เราต้องเสริมปัญญา ปัญญาเมื่อมันเจริญขึ้นแล้ว มันจะช่วยลดอวิชชาลงไป และกรุณาซึ่งเป็นแรงเร้าต่อการกระทำการงานต่าง ๆ จะมีมากขึ้นโดยลำดับ มาแทนที่ตัณหา กรุณานี้จะตรงข้ามกับตัณหา

ท่านผู้ฟัง ฟังมาถึงตรงนี้คงพอจะจับใจความได้ว่า ระบบการศึกษาของเราปัจจุบันนี้เน้นตัณหามากกว่าเน้นกรุณา เน้นสิ่งเร้าซึ่งนำไปสู่ตัณหามากกว่าธรรมฉันทะ

องค์ประกอบที่กำหนดมนุษย์ในทัศนะของพุทธศาสนาที่สามารถเอามาใช้ในการศึกษาของเด็กนั้น ทางพุทธศาสนาจะเน้นองค์ประกอบ ๒ ตัว คือองค์ประกอบภายนอกกับองค์ประกอบภายใน พูดมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ในการให้การศึกษากับเด็กหรือเลี้ยงดูเด็ก บางทีเราไม่ได้เน้น ๒ ตัวนี้ไปพร้อม ๆ กัน องค์ประกอบภายนอกคืออะไร องค์ประกอบภายนอกศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ปรโตโฆสะ หรือ วิธีการแห่งศรัทธา ได้แก่เครื่องชักจูงจากภายนอก โดยเฉพาะก็คือกัลยาณมิตร หมายถึง บิดา มารดา ครู อาจารย์ เพื่อน สื่อมวลชน สิ่งแวดล้อม สิ่งต่าง ๆ ปรโตโฆสะ คือเสียงจากผู้อื่น ปรโตโฆสะ ที่ดี คือเสียงที่ดี หมายถึงกัลยาณมิตร หมายถึงบิดามารดาที่เป็น กัลยาณมิตร บิดามารดาไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกัลยาณมิตรเสมอไป บิดามารดาที่ทำหน้าที่เป็นปาปมิตรก็มี ครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นปาปมิตรก็มี เพราะฉะนั้นประเด็นอยู่ตรงนี้ องค์ประกอบภายนอกจะต้องเน้นที่บิดามารดาที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตร ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตร สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตร องค์ประกอบภายนอกนี้จะช่วยกระตุ้นปัจจัยส่วนดีของมนุษย์ให้เฟื่องฟูขึ้นมา และลดปัจจัยที่เป็นส่วนที่ไม่ดีของมนุษย์ลงไป

ทีนี้องค์ประกอบภายในของมนุษย์อีกตัวหนึ่งที่ชาวพุทธเน้นก็คือ โยนิโสมนสิการ หรือ วิธีการแห่งปัญญา คือการรู้จักคิดหรือคิดให้ถูกวิธี ที่ผ่านมาพูดไปแล้วว่ามีวิธีคิดถึง ๑๐ วิธีเรียกว่า “คิดเป็น” คือสามารถแยกแยะวิเคราะห์ให้เห็นตามเป็นจริงของสิ่งนั้น ๆ สามารถสืบสาวเห็นเหตุผลแต่ต้นจนตลอด นี่เป็นวิธีคิดแบบพุทธที่มองมนุษย์

ผมก็นำวิธีคิดแบบพุทธมามองเด็กว่า เด็กนั้นมีอะไร เมื่อนำวิธีคิดแบบพุทธมามอง ผมก็พบว่า เด็กมีทั้งธรรมชาติฝ่ายสูงและธรรมชาติฝ่ายต่ำ เด็กพร้อมจะทำสิ่งที่เลวก็ได้ ทำสิ่งที่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน อย่างกับองค์ประกอบภายนอกที่บอกไปแล้วเมื่อกี้นี้ ประกอบด้วยบิดามารดาที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร และองค์ประกอบภายในที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งอันนี้จะโดยต่อไปทางวิทยาศาสตร์ได้อีกว่า องค์ประกอบภายในนั้น การให้อาหารที่ถูกตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดเซลประสาทและใยประสาทในระบบประสาทให้เกิดขึ้นมาก ก็ทำให้มีผลต่อการรับความคิดต่าง ๆ ขึ้นมากด้วย

เมื่อผมพูดถึงมโนทัศน์แล้ว ทีนี้อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่า ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเริ่มต้นด้วยการมีมโนทัศน์ต่อเด็ก โดยใช้มโนทัศน์ของนายเอ เอส นีล ที่โรงเรียนซัมเมอร์ฮิล ที่มองว่าเด็กนั้นบริสุทธิ์ เด็กนั้นดีแต่เกิด เด็กนั้นเป็นผ้าขาว หรือเหมือนคำพูดของรุสโซ นักปราชญ์ชาวยุโรปที่ว่า “มนุษย์นั้นเกิดมาเสรี แต่ผันแปรไปเพราะโซ่ตรวนของสังคมรัดรึงไว้” เมื่อมองอย่างนั้น ปัญหาบางอย่างเราทำความเข้าใจได้ไม่แจ่มชัด ผมก็มาสนใจวิธีคิดแบบพุทธ การคิดแบบพุทธมองผิดกับนายเอ เอส นีล พุทธบอกว่ามนุษย์ไม่ใช่ดีทั้งหมด แต่มนุษย์มีทั้งส่วนดีและไม่ดี และมนุษย์นั้นมีอิสระมาโดยกำเนิด

ทีนี้ก่อนที่ผมจะพูดถึงการนำไปใช้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่กาญจนบุรี ผมอยากจะพูดถึงกระบวนการศึกษาตามหลักพุทธสักนิดหนึ่งก่น กระบวนการศึกษาตามหลักพุทธ แบบที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายของพุทธธรรม ถ้าเราเป็นคนถือพุทธเราต้องถามว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตเราคืออะไร ต้องหาคำตอบให้ได้ คำตอบของพุทธจะบอกว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์เราก็คือ การมีชีวิตที่ดี นี่ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ชีวิตที่ดีมันเป็นชีวิตที่ยังไงล่ะ ในทางพุทธบอกว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ประเสริฐชีวิตที่สมบูรณ์ ที่หลุดพ้น อิสระ เป็นสุข นี้เป็นเป้าหมาย เราต้องรู้เป้าหมายก่อน ส่วนเราจะไปถึงหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง

ถ้ามองในแง่การดำเนินชีวิตของผู้มีการศึกษาหรืออารยชน จะต้องมีเป้าหมายนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี ถ้ามองในแง่การสร้างคุณสมบัติของผู้มีการศึกษาหรืออารยชน เราจะมาสร้างคุณสมบัติเพื่อการไปสู่ความเป็นอารยชน ทีนี้กระบวนการจัดการศึกษาจะจัดยังไง ก็จะต้องจัดให้นำไปสู่การมีชีวิตที่ดี อันนี้ผมคงไม่พูดรายละเอียดมากนักเพราะว่ามีเวลาน้อย ชีวิตที่ดีในความหมายของพุทธนี้ไม่ใช่หมายถึงว่ามีรถเก๋ง ตำแหน่งหน้าที่เป็นซีเก้า เป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือเป็นนายกรัฐมนตรี

ผมพูดถึงเป้าหมายของการศึกษาที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีให้เห็นแล้วว่า เป้าหมายของโรงเรียนหมู่บ้านเด็กก็เป็นเป้าหมายอันนี้ ว่าเราต้องการให้เด็กไปสู่การมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ให้เด็กไต่บันไดดารา ผิดกับระบบการศึกษาของโรงเรียนทั่ว ๆ ไปในขณะนี้ ที่เน้นเป้าหมายของชีวิตก็คือการไต่บันไดดาราขึ้นไปเป็นขั้น ๆ โดยไม่คำนึงถึงว่ามันจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีหรือไม่ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของเราก็คืนนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีในทัศนะของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ไม่ว่าเด็กจะเป็นอะไร ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร

เมื่อสักครู่ผมพูดว่า แนวคิดของชาวพุทธบอกว่า จะต้องคำนึงถึงวิธีแก้ปัญหา เด็กโรงเรียนหมู่บ้านเด็กนั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีปัญหา จนกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา แต่ผมพูดอย่างนี้ก็อยากจะขีดเส้นใต้ไว้สักนิดว่า ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กทั้งหมดเป็นเด็กที่มีปัญหา ในความเห็นของผมนั้น เด็กในโรงเรียนทั่วไปในประเทศไทยขณะนี้ มีเด็กที่มีปัญหา แต่เรามักจะไม่พูดกัน และเด็กที่มีปัญหาไม่จำเป็นจะต้องเป็นลูกคนจน เด็กลูกคนรวย คนมีสตางค์ มียศถาบรรดาศักดิ์ก็มีปัญหาได้ ถ้าบุคคลเหล่านั้นหรือว่าสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่เข้าใจเด็ก ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นต้องขีดเส้นใต้ตรงนี้ก่อน เด็กที่โรงเรียนหมู่เด็กก็เป็นเด็กที่มีปัญหาเหมือนกับเด็กในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เมื่อเราทราบแล้วว่าเด็กของเรามีปัญหา เราก็ใช้วิธีคิดแบบพุทธก่อน คือสืบสาวเหตุปัจจัย ใช้หลักอิทัปปัจจยตาว่ามีปัจจัยที่ทำให้เขามีปัญหาเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาเพราะเขาเลวเขาชั่วมาแต่เกิด เพราะเกิดเป็นลูกคนจน เป็นลูกโจร จึงมีปัญหาเราไม่ได้คิดแบบนั้น เราสาวหาสาเหตุไปว่าเด็กมีปัญหาเพราะอะไร ใช้หลักพุทธหาเหตุปัจจัยของสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น มันมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องกันมา ไม่ใช่คนหนึ่งร้องไห้ก็ร้องไห้โดด ๆ คนหนึ่งมีปัญหาฆ่าตัวตายก็มีปัญหาฆ่าตัวตายมาโดด ๆ มันมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องกันมาจนถึงจุด ๆ หนึ่งที่ทำให้เขาฆ่าตัวตาย หรือทำให้เขาบ้า ก่อนที่จะทำให้เขาถึงตรงจุดนั้น เราก็ต้องดุว่าเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกันมาว่าเหตุปัจจัยนั้นเป็นอะไร

เราพิจารณาเด็กที่อยู่ที่หมู่บ้านเด็กว่า ที่เขาเกิดพูดปด พูดคำหยาบลักเล็กขโมยน้อย ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหานั้นมันมีเหตุปัจจัยอย่างไร เมื่อเราพิจารณาดูก็พบว่าเหตุปัจจัยต่าง ๆ นั้นมันทำให้เด็กต้องมีพฤติกรรมแบบนั้น โดยที่เด็กไม่อยากจะทำแบบนั้นเลย ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า เด็กไม่อยากจะลักขโมย เด็กไม่อยากจะพูดคำหยาบ เด็กไม่อยากจะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา อันนี้ผมอยากจะยืนยันไว้ตรงนี้ แต่เด็กทำไปโดยไม่รู้ และเด็กทำไปเพื่ให้เกิดการยอมรับในบางอย่าง เพราะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดของพ่อแม่ เมื่อเราดูเหตุปัจจัยอย่างนี้แล้ว ผมอยากให้คิดในแง่นี้ก่อน แล้วจึงคิดแก้ปัญหาได้ ถ้าเราคิดว่าเด็กชั่วมาแต่กำเนิดแล้วเราจะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นเหตุปัจจัยเราถึงจะรู้ว่า ทำไมเด็กถึงพูดปด ทำไมเด็กจึงลักขโมย ทำไมเด็กจึงใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เมื่อเราเห็นอย่างนี้แล้ว เรากลับไปดูสภาพบ้านของเด็กที่อยู่ในสลัมและลูกของคนจน จะเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ อันเป็นปัจจัยภายนอกมันเร้าให้เด็กมีพฤติกรรมแบบนั้น พ่อแม่ไม่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร แต่ทำหน้าที่เป็นปาปมิตร ผมว่าขีดเส้นใต้ตรงนี้ก่อน ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่คนยากคนจนทำหน้าที่เป็นปาปมิตร ไม่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร พ่อแม่ของเด็กยากจนหลายคนทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรมีอยู่ไม่น้อย และพ่อแม่ของเด็กร่ำรวยหลายคนที่ไม่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรก็มีให้เห็นได้ทั่วไป ผมพูดอย่างนี้ขีดเส้นใต้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าผมดูถูกคนยากคนจน

เอาล่ะ โดยความเป็นจริงก็คือเด็กที่เรารับมาเป็นเด็กยากจนและมีปัญหา ส่วนใหญ่ก็เกิดจากสภาพการเลี้ยงดูที่ผิด ความรุนแรงที่เด็กกระทำ เพราะเด็กได้เห็นการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงทุกวัน พอพ่อแม่มีปัญหากันก็จะตบตีกัน ใช้ความรุนแรง เมื่อเด็กมาอยู่หมู่บ้านเด็กพอมีปัญหาก็จะใช้ความรุนแรง ในการแก้ปัญหา ปัญหาที่ ๒ คือเด็กหิว เด็กที่มาอยู่หมู่บ้านเด็กนั้นเป็นเด็กที่อด ๒ มื้อกิน ๑ มื้อ มีความหิวเป็นเจ้าเรือน จะหิวอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น แกก็จะลักขโมยบ้าง ส่วนใหญ่จะลักขนม อันนี้อะไรเป็นสาเหตุก่อให้เกิดพฤติกรรมย่างนั้น ปัญหาที่ ๓ เด็กมีความหวาดกลัว หรือรู้สึกว่า พ่อแม่ไม่รัก ก็จะแสดงออกโดยการปัสสาวะรดที่นอนบาง การปัสสาวะรดที่นอนเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน เบี่ยงเบนบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นดัชนีชี้ให้ผู้ใหญ่รู้ แต่บางทีผู้ใหญ่อ่านไม่ค่อยออกก็เลยไปตีเด็ก หาว่าโตแล้วยังปัสสาวะรดที่นอน

ที่ผมพูดปัญหาเรื่องนี้ มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร วิธีการของเราก็คือทำให้ปัญหามันปรากฏออกมา เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร เมื่อจะหาเหตุปัจจัย เราก็ทำให้ปัญหามันปรากฏออกมาก่อน ให้ปัญหามันแสดงตัวมันออกมา วิธีการแรกคือเปิดเสรีภาพ ถ้าไม่ให้เสรีภาพคนจะไม่แสดงออก ไม่แสดงเนื้อแท้ของตัวเอง ทำไมเราต้องการให้คนแสดงเนื้อแท้ของตัวเองออกมา เพื่อเราจะได้รู้ว่าเนื้อแท้ของเขาเป็นอย่างไร เราจะได้แก้ปัญหาถูก ในการจะให้เนื้อแท้ของเด็กแสดงออก ต้องให้เสรีภาพ ให้ความรัก ความเข้าใจ ถ้าไม่ให้เสรีภาพ ความรัก ความเข้าใจ เด็กจะเก็บกดปัญหาของตัวไว้ เพราะเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่นั้นต้องการอะไร ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กพูดไพเราะ เด็กก็จะพูดไพเราะต่อหน้า แต่พูดหยาบลับหลัง เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการให้พูดหยาบก็หยาบทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ได้หมายความว่าเราสนับสนุนให้พูดหยาบ นี่คือวิธีการกระตุ้นให้เหตุปัจจัยที่อยู่ภายในแสดงออกมา ก็คือให้เสรีภาพเป็นตัวเปิดและความรักเป็นตัวทำความเข้าใจ

การให้เสรีภาพนี้ผู้ใหญ่จะต้องลดอัตตา ลดตัวตนลงไป ถ้าผู้ใหญ่ไม่ลดสิ่งเหล่านี้ลงไป เด็กจะไม่มีทางมีเสรีภาพได้ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะอำนาจกับเด็กมาก แล้วใช้อำนาจนั้นกดเด็กไว้ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กก็จะต้องลดอำนาจลงมาด้วย เพื่อเพิ่มอำนาจในตัวเด็ก เพิ่มความเป็นตัวของตัวเองของเด็กขึ้นมา โดยการให้เสรีภาพ เสรีภาพเป็นการเปิดภายใน แล้วก็จะต้องทำให้เด็กสามารถพัฒนาภายในนั้นขึ้นมาได้ โดยการเสริมสิ่งที่เรียกว่า การปกครองตนเองจนเกิด วินัยในตัวเอง ตามหลักพุทธศาสนา

อีกสิ่งหนึ่งที่เราใช้หลักพุทธศาสนาแน่นอนก็คือ สภาพแวดล้อมภายนอก อย่างที่ผมเรียนไว้แล้ว พุทธศาสนาบอกเราว่า การที่จะกระตุ้นธรรมชาติฝ่ายสูงให้เฟื่องฟูได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย ไม่ใช่ปัจจัยภายในอย่างเดียว ปัจจัยภายนอกที่เราทำก็คือ จัดบรรยากาศให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่มีบรรยากาศของโรงเรียนอยู่เลย ตัวผมเองไม่ชอบบรรยากาศแบบโรงเรียน เพราะผมเห็นว่าบรรยากาศของโรงเรียนในประเทศไทยเป็นบรรยากาศของอำนาจที่ผู้ใหญ่กระทำต่อเด็ก เพราะฉะนั้นถึงเราจะทำโรงเรียน แต่เป็นโรงเรียนที่มีบรรยากาศที่ดี เริ่มตั้งแต่มีต้นไม้ การจัดอาคารต่าง ๆ ให้ผสมกลมกลืนกับบ้านในชุมชนและธรรมชาติรอบ ๆ ตัว เป็นต้น ครูต้องทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ครูที่ยังทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรไม่ได้จะต้องพยายามทำให้ได้ ด้วยเริ่มต้นต้องถือศีล ๕ ที่นั่นทุกคนต้องมีศีล ๕ เป็นข้อปฏิบัติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อเป็นพื้นฐานในเบื้องต้นก่อน แล้วยังต้องพยายามปรับปรุงตัวเองให้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร เอาละผมจะพูดทิ้งไว้แค่นี้ในเรื่องปัจจัยภายนอก

ส่วนปัจจัยภายในอีกอันหนึ่งที่จะชี้ให้เห็น คือ การใช้แรงจูงใจในพุทธศาสนา ปกติในนักการศึกษาทั่วไป เราจะมีแรงจูงใจในการกระตุ้นให้เด็กอยากเรียน เด็กอยากทำงาน แต่เมื่อมาพิจารณาการใช้แรงจูงใจโดยที่ผู้ใช้ไม่ศึกษาพุทธศาสนา ปรากฏว่าครูส่วนใหญ่หรือผู้ใหญ่ส่วนมาก ใช้แรงจูงใจกระตุ้นให้เด็กทำตามความประสงค์ของตัว ส่วนใหญ่ใช้แรงจูงใจไปในทางที่กระตุ้นตัณหามากกว่ากระตุ้นฉันทะอันนี้เราลืมไป แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ เมื่อมาศึกษาความคิดในพุทธศาสนาก็ทำให้เห็นว่า แรงจูงใจนั้นมี ๒ ประเภทที่ ไม่ดี ไม่สบาย ไม่เกื้อกูล นั้นถือว่าเป็นอกุศล เรียกว่า ตัณหา ส่วนประเภทที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล เรียกว่าฉันทะ ตันหาท่านคงทราบแล้วว่าหมายถึงอะไร หมายถึงความกระหาย ความทะยานอยาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นครูหรือผู้ใหญ่ เราใช้แรงจูงใจอย่างไม่เข้าใจว่า แรงจูงใจมี ๒ ประเภท ส่วนใหญ่จะใช้แรงจูงใจที่ไปกระตุ้นตัณหามากกว่าไปกระตุ้นฉันทะ เพราะฉะนั้น ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเราระวังเรื่องนี้มาก การให้รางวัลก็ดี การให้การยอมรับเด็กก็ดี การให้แรงจูงใจก็ดี แรงจูงใจนั้นต้องไม่ไปกระตุ้นตัณหา หากแต่ให้กระตุ้นฉันทะให้เกิดเฟื่องฟูขึ้นในตัวเด็ก ต้องพยายามทำให้เด็กมีแรงจูงใจในส่วนของฉันทะด้วยตัวของเขาเองให้มากที่สุด อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้แนวคิดจากพุทธศาสนาที่นำมาใช้ในเรื่องการเรียนการสอน คือเรื่องแรงจูงใจ ซึ่งผมอยากเสนอว่า ครูทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่เราศึกษาแรงจูงใจในวิชาจิตวิทยาตะวันตก น่าจะมาศึกษาแรงจูงใจในพุทธศาสนาดู แล้วเราจะเข้าใจว่าแรงจูงใจที่ไปกระตุ้นตัณหานั้นเป็นย่างไร ซึ่งจะมีรายละเอียดอีกมาก ส่วนแรงจูงใจที่ไปกระตุ้นฉันทะนั้นเป็นอย่างไร แล้วอันนี้ก็ประกอบกันไป ในการจัดสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ซึ่งมีจุดประสงค์อย่างสำคัญก็คือ การกระตุ้นศักยภาพในส่วนที่ดีขงตัวเด็กให้เฟื่องฟูขึ้นมา แล้วลดในส่วนซึ่งไม่ดีให้ค่อยๆ ถดถอยลงไป


สุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าว ว่าผมคงต้องยอรับคำพูดของอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำอธิบายที่ดี ที่ว่า “ชีวิตที่ดี” นั่นหมายถึง การมีชีวิตที่เย็น การที่เด็กทั้งหลายและคนทั้งหลายมีชีวิตที่มีปัญหา ก็เพราะว่าเรามีชีวิตที่ร้อน เพราะฉะนั้น เราควรลดความร้อน ให้มีชีวิตที่เย็น และการที่จะมีชีวิตี่เย็นได้นั้น ผมเชื่อว่าความคิดในพุทธศาสนาซึ่งเราเรียกว่าพุทธธรรมนั้น สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มความเย็นและลดความร้อนลงไปด้วย


คำตัดตอนและเรียบเรียงจากเทปบันทึกการอภิปรายธรรมเรื่อง พุทธธรรมนำชีวิต ดำเนินการอภิปรายโดย คุณรัยจวน อินทรกำแหง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๑ ณ ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์


พิภพ ธงไชย
หนังสือ
พุทธศาสนากับการศึกษาไทย  แนวคิดและประสบการณ์
เรื่อง การนำความคิดในพุทธศาสนาไปใช้จัดการศึกษาที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก-มูลนิธิเด็ก

 

 

 

 

 

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th