ลักษณะสังคมและเด็กในศตวรรษที่ 21


ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างสูงสุด เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นของการปกครองแบบเสรีนิยม ประเทศต่างๆ ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจระบบทุนนิยม มีการเปิดกว้างทางการค้า เป็นยุคที่มีการแข่งขันสูง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ข้อมูลข่าวสารและวิทยาการใหม่ๆ ถูกส่งผ่านและเผยแพร่ไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว คุณภาพของประชากรจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันและพัฒนาในทุกๆ ด้าน

เด็กในศตวรรษที่ 21 จะเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระทั้งในการแสดงความคิดเห็น และการเลือกในสิ่งที่ตนเองชอบ ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ต การส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้จึงต้องตอบสนองความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และต้องสามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง

เมื่อพิจารณาลักษณะของสังคมและลักษณะของเด็กในศตวรรษที่ 21 แล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สร้างให้ลูก มีองค์ประกอบสำคัญ คือ การเป็นคนดี มุ่งทำสิ่งที่ดี มีแรงบันดาลใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่เรียกว่า Motivation ทั้งการดำรงชีวิต การเรียนรู้ รอบรู้ ใฝ่ดี มีความคิดก้าวไกล คิดชอบ ทำชอบ สร้างสรรค์ รวมถึงความรู้จักวิเคราะห์ มีเหตุผล และมีจินตนาการ มีความเห็นอกเห็นใจและรู้จักใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น สอนให้มีความเข้าใจในเรื่องการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต การเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต หรือเกมต่างๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักใช้ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัย รวมทั้งกำหนดเวลาในการใช้ เพื่อให้ลูกรู้จักแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์อื่นๆ ในชีวิตประจำวันด้วย

การเตรียมลูกน้อยให้มีคุณสมบัติดังกล่าว เพื่อนำพาลูกสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยความพร้อมนั้น คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจเกิดความกังวลใจ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้สอนและเลี้ยงดูเอาใจใส่ลูกอย่างรอบด้านแล้ว ลูกก็จะมีความเข้าใจและสามารถปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพอย่างแน่นอน

นอกเหนือจากความฉลาดรอบด้านแล้ว ทักษะสำคัญที่จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ดีในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทั่วโลกกำลังตื่นตัวคือ 3Rs+8Cs+2Ls




3Rs+8Cs+2Ls ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21


Reading ทักษะด้านการอ่าน
การอ่านเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคน พัฒนาชาติ คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นปลูกฝังเรื่องการอ่านตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ เล่านิทานให้ลูกฟัง เลือกหนังสือให้เหมาะกับวัยของลูก เมื่อลูกโตขึ้นก็เปิดโอกาสให้เขาเลือกอ่านหนังสือที่สนใจ ยิ่งปัจจุบันการอ่านทำได้ง่ายขึ้น เพราะเด็กจะไม่ได้รับข้อมูลจากการอ่านผ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว สามารถอ่านผ่านอินเตอร์เน็ต E-book และยังสามารถเรียนหนังสือแบบออนไลน์ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่สอนให้ลูกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ก็จะช่วยเพิ่มพูนคำศัพท์ ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ข้อมูลใหม่ๆ ที่จะนำมาพัฒนาตนเอง ที่สำคัญคือ สร้างนิสัยรักการอ่าน
ในศตวรรษที่ 21 การอ่านเป็นเรื่องสำคัญยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพัฒนาได้มากเท่านั้น ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการอ่านให้ลูกเห็นและซึมซับด้วย

Writing ทักษะด้านการเขียน
การเขียนเป็นพัฒนาการทางภาษาที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการฟัง การพูดและการอ่าน การเขียนของลูกจะเริ่มจากหยิบจับ ขีด เขียน อย่างสะเปะสปะ เพราะยังไม่สามารถบังคับข้อมือได้ จนกระทั่งการทำงานประสานของกล้ามเนื้อมือและตามีความสัมพันธ์กันดีแล้วลูกจะค่อยๆ มีพัฒนาการในการเขียนมากขึ้น สิ่งที่เขียนเริ่มมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น การเขียนเป็นพัฒนาการที่ต้องอาศัยสติปัญญาและความจำ เพราะสมองจะทำหน้าที่รับรู้ สังเกต และจดจำสิ่งที่เขียนจากประสบการณ์รอบตัว ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้านทำให้สมองน้อยๆ ต้องรับรู้และจดจำให้เร็วขึ้นตาม ดังนั้นการเขียนจะช่วยบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีให้กับลูก

 

Arithmetic ทักษะทางคณิตศาสตร์
ทักษะทางคณิตศาสตร์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของจำนวนและตัวเลขเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงรูปทรง การจับคู่ การชั่งตวงวัด การเปรียบเทียบ การจัดลำดับ การจักประเภท เป็นต้น ทักษะทางคณิตศาสตร์ช่วยให้ลูกคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล มีแบบแผน ช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้น คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาความรู้ในสาขาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ให้ลูกได้ตั้งแต่เล็กๆ โดยให้ลูกได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัว อย่างอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตาสองตา จมูกหนึ่งจมูก หูสองหู เป็นต้น หรือ บ้านไหนที่คุณแม่จัดระเบียบ มีการแยกประเภทเสื้อผ้า เช่น ลิ้นชักชั้นล่างใส่กางเกง ชั้นสองใส่เสื้อกล้าม ชั้นสามใส่ผ้าเช็คตัว ฯลฯ ลูกก็จะได้เรียนคณิตศาสตร์เรื่องการจัดกลุ่ม การแยกประเภทไปด้วยเช่นกัน เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการเล่นและการกระทำ จึงควรส่งเสริมทักษะคณิตศาสตร์ให้อยู่ในชีวิตประจำวันของเขา เช่น เวลาคุณแม่จัดโต๊ะอาหารก็เรียกเจ้าตัวน้อยมาช่วยจัดด้วย ว่านี่คือจานของคุณพ่อ จานคุณแม่ จานพี่ เขาก็จะได้เรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เป็นต้น


Critical thinking & problem solving ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา

ทักษะนี้จะช่วยให้ลูกคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น เป็นการคิดอย่างมีเหตุผล ระเบียบ ละเอียดรอบคอบ และคำนึงถึงเป้าหมายเป็นหลัก
คุณพ่อคุณแม่สามารฝึกทักษะนี้ให้ลูก โดยให้เขาได้ใช้ความคิดในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ให้ลูกพยายามแก้โจทย์การบ้านหรือแก้ปัญหาอื่นที่ลูกต้องเจอด้วยตนเองก่อน หากลูกไม่เข้าใจก็ให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ อธิบายแต่ไม่เฉลยหรือบอกคำตอบทั้งหมด หรือให้ลูกจัดเตรียมของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า หรืออุปกรณ์สำหรับไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น เช่น จัดสมุดหนังสือตามตารางเรียน และเครื่องเขียนต่างๆ ด้วยตนเอง เป็นต้น

 

Creativity & Innovation ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม
จินตนาการเป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ สร้างเด็กให้เป็นคนมีชีวิตชีวา อยู่บนโลกด้วยความหวังและคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรปิดกั้นจินตนาการซึ่งจะนำมาซึ่งทักษะด้านนี้ของลูก
กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะนี้ให้ลูก เช่น ชวนลูกร้องเพลงที่แต่งกันเอง ฝึกแต่งนิทานกันเอง หรือทำกิจกรรมศิลปะทั้งการวาดภาพ ระบายสี การปั้น พับกระดาษ ตัด-แปะกระดาษสีเป็นการ์ดรูปภาพ หรือเป็นเรื่องราวต่างๆ การนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของเล่นหรือของใช้ เป็นต้น


Collaboration, teamwork & Leadership ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ

ทักษะนี้จะช่วยฝึกให้ลูกทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น มีการเปลี่ยนแปลงและยอมรับความคิดของคนอื่นซึ่งอาจจะแตกต่างจากของตนเองได้
คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะนี้ให้ลูกผ่านการเล่นเกมในบ้าน โดยแบ่งทีมเล่นเกมล่าสมบัติกับลูกๆ เช่น คุณพ่อกับน้องคนเล็ก คุณแม่กับพี่คนโต หรือสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน แล้วช่วยกันวางแผนว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้สมบัติที่ตามหา หากเกิดปัญหาหรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกันจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร หรือเล่นเกมวิ่งสามขา ซึ่งสอนเรื่องการมีส่วนร่วมได้ดี เพราะการวิ่งสามขาถ้าทำงานเป็นทีม ก็จะถึงเส้นชัยได้ไม่ยาก เป็นต้น


Cross-cultural understanding ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์

ทักษะนี้จะช่วยให้ลูกรับรู้สิ่งที่เป็นจริง โดยการมองหรือคิดเรื่องนั้นจากมุมของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความต่างได้มากขึ้น
ควรปลูกฝังให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม คือ สอนให้ลูกเข้าใจว่าคนเราล้วนมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่ศัตรู และทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขท่ามกลางความแตกต่างนั้น
คุณพ่อคุณแม่อาจใช้สื่อเข้ามาเป็นตัวช่วยในการสอน เช่น เปิดเว็บไซต์หรือคลิปวีดีโอดูว่าประเทศต่างๆ มีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร หรืออาจสอนจากนิทานซึ่งมีทั้งของไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งหนังสือ ดีวีดี หรือภาพยนตร์ รวมทั้งในชีวิตประจำวันที่อาจพบเห็นชาวต่างชาติที่อาจแต่งตัว ใช้ภาษา มีบุคลิกลักษณะหรือกริยาท่าทางบางอย่างที่ต่างจากคนไทย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกสอนให้เห็นถึงความแตกต่างเพื่อปลูกฝังทักษะด้านนี้ให้ลูกได้


Communication, Information & Media Literacy ทักษะด้านการสื่อสารข้อมูล สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ

นับวันการสื่อสารและสื่อต่างๆ ยิ่งสะดวกรวดเร็วและมีผลต่อชีวิตประจำวันของทุกคนมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ นอกจากการสื่อสารด้วยความจริง สุภาพและเหมาะสมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักเลือกรับข่าวสารที่มีประโยชน์ และรู้จักวิเคราะห์ข่าวสารที่ได้รับก่อนตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นๆ เช่น ดูสื่อต่างๆ ไปพร้อมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละคร เกมโชว์ โฆษณา ฯลฯ แล้วตั้งคำถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เช่น โฆษณาที่พึ่งดูไปเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือหากเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับในภาพยนตร์หรือละครที่ดูลูกคิดว่าจะทำอย่างไร โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถแน่นำเพิ่มเติมหลังจากที่ลูกแสดงความคิดเห็นแล้ว


Computing & Media Literacy ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในศตวรรษที่ 21 และศตวรรษต่อๆ ไป เพราะช่วยอำนวยความสะดวกและเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำความรู้จักและเรียนรู้อย่างเหมาะสม โดยเลือกเนื้อหาให้เหมาะสมกับวัยของลูก สอนให้ลูกรู้จักเลือกรับข้อมูลและกลั่นกรองข้อมูล อีกทั้งสอนให้ลูกรู้จักระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากโลกออนไลน์ และอีกเรื่องที่สำคัญคือ แม้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์จะเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมแบบที่เข้าใจอารมณ์ ใจเขาใจเรา มีความเอื้ออาทรต่อกัน ก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมปลูกฝังให้ลูกด้วย


Career& Learning Self-Reliance ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้

ฝึกลูกน้อยให้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่นในการเรียนหรือทำสิ่งที่ได้รับหมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จ และหมั่นเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความสามารถของตนเองอยู่เสมอ
คุณพ่อคุณแม่อาจสอนด้วยนิทานที่มีตัวละครประกอบอาชีพต่างๆ แล้วตั้งคำถามกับลูกพร้อมสอดแทรกคำแนะนำ เช่น แต่ละอาชีพมีหน้าที่ทำอะไร ต้องทำอย่างไรถึงจะถือว่าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี และลูกอยากประกอบอาชีพอะไร โดยอาจเชื่อมโยงกับหน้าที่ในปัจจุบันของลูก เช่น ตอนนี้ลูกเป็นนักเรียนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีด้วยการตั้งใจเรียน หมั่นศึกษาหาความรู้ เมื่อโตขึ้นจะได้ทำอาชีพที่ลูกตั้งใจ เมื่อกลับบ้านก็ทำการบ้านหรือทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะไปเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น


Change ทักษะการยอมรับและเข้าใจการเปลี่ยนแปลง

ทุกอย่างในศตวรรษที่ 21 จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วลูกต้องมีทักษะในการเปลี่ยนแปลงและปรับให้ทัน และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข
ต้องสอนให้ลูกเห็นและเรียนรู้ว่าทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งลูกจะต้องเปิดใจ เตรียมพร้อม ยอมรับ สามารถปรับตัวให้ทันและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อาจเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่างร่างกายของลูกที่เติบโตขึ้น ต้นไม้ที่ผลิใบใหม่จนใบแก่ร่วงไปตลอดจนวิวัฒนาการของสิ่งต่างๆ เช่น การสื่อสารด้วยวิธีต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ บ้านเรือนที่เปลี่ยนแปลงไป ความคิดของผู้คนในยุคสมัยต่างๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพโดยใช้หนังสือ นิทาน ภาพยนตร์ พาลูกไปพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เป็นสื่อการสอนพร้อมแนะนำลูกว่าหากคนเราไม่รู้จักปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงจะเกิดผลเสียอย่างไร เช่น ลูกต้องตั้งใจเรียน ใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ และสนใจข่าวสารรอบตัวจะทำให้ลูกมีความคิดเท่าทันคนอื่นๆ

 

Learning skills ทักษะการเรียนรู้
เพราะความรู้ใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน และเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้นคว้าหาคำตอบได้เองในสิ่งที่อยากรู้ โดยไม่ต้องรอให้ครูหรือพ่อแม่คอยป้อนให้ตลอดเวลา
ทักษะนี้เริ่มปลูกฝังได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ด้วยการพูดคุยกับลูก ตั้งคำถามสนุกๆ ด้วยเกมอะไรเอ่ย หรือถามคำถามจากสิ่งที่ลูกพบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยท่าทีที่ไม่กดดัน และไม่ต้องคาดหวังกับคำตอบของลูก เช่น ถั่วงอกในอาหารของลูกมาจากไหน หากลูกไม่รู้คำตอบก็ชักชวนกันไปหาคำตอบจากการอ่านหนังสือ เปิดเว็บไซต์ หรือจากการลงมือปฏิบัติด้วยการเพาะถั่วงอก เป็นต้น


Leadership ทักษะความเป็นผู้นำ

ลูกต้องใช้ทั้งสติปัญญา วุฒิภาวะทางอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม และไม่เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เมื่อสอนให้ลูกมีความเป็นผู้นำแล้ว ก็ไม่ควรละเลยบทบาทของการเป็นผู้ตามที่ดีด้วย
คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกเป็นผู้นำได้จากที่บ้าน ด้วยกิจวัตรง่ายๆ เช่น วันนี้จะทานอะไร จะไปขี่จักรยานที่สวนสาธารณะหรือไปให้อาหารปลาที่วัด ก็ให้ลูกเป็นคนเลือกแล้วคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ตาม ครั้งต่อไปก็ให้คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนเลือกแล้วลูกเป็นผู้ตาม
หากลูกโตขึ้นอีกนิด คุณพ่อคุณแม่อาจส่งลูกไปเข้าค่ายทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงปิดเทอม ทั้งค่ายแบบวันเดียวหรือแบบค้างคืนก็ได้ เพราะการทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนอื่นๆ ลูกจะได้เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามและยังได้การฝึกเล่นหรือทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว การเข้าสังคม การปรับตัว และฝึกการแก้ปัญหาให้ลูกอีกด้วย
เพื่อให้ลูกมีทักษะ 3Rs+8Cs+2Ls การพัฒนา IQ EQ และ SQ ของเด็กยังเป็นสิ่งที่จำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้
เนื่องจากสังคมที่มีความเจริญทางเทคโนโลยี และมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กๆ ควรได้รับการปลูกฝังในเรื่องของ IQ EQ และ SQ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จและอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีความสุข


การพัฒนา
IQ EQ และ SQ ช่วยเด็กในศตวรรษที่ 21 ฉลาดรอบด้าน
ใครๆ ก็อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ดี การเสริมสร้างความฉลาดให้ลูก จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ และสำหรับในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่ห้องเรียนเป็นหลัก ความฉลาดที่ได้รับในห้องเรียนเพียงด้านเดียวคงไม่พอ แต่ต้องฉลาดรอบด้าน ด้วยการเสริมสร้าง IQ EQ และ SQ

IQ + EQ +SQ = success


IQ (Intelligence Quotient)

คือ ความฉลาดทางสติปัญญา ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรม 50% ส่วนอีก 50% เกิดจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม


EQ (Emotional Quotient)

คือ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือความสามารถในการเรียนรู้อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดของตนเองและผู้อื่น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ อีกทั้งยังสามารถเข้าใจและรับมือกับอารมณ์คนอื่นได้เป็นอย่างดี


SQ (Spiritual Quotient)

คือ ความฉลาดทางจิตใจ เป็นความสามารถในการพัฒนาจิตใจให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กัน รวมถึงการพัฒนาให้เด็กสามารถอยู่ในสังคมได้ ด้วยการมีความอ่อนน้อม ถ่อมตน มีความอ่อนโยน มีความเมตตา ไม่มีอคติ ไม่แบ่งแยก มีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวม
การที่คุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝัง SQ ให้กับลูก ต้องเข้าใจก่อนว่า ลูกมีโครงสร้างสองส่วน คือ โครงสร้างทางร่างกายและโครงสร้างทางจิตใจ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความเคลื่อนไหวและมีการเจริญเติบโต คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ เพราะหากลูกมีทักษะด้านอื่นดี แต่ขาด SQ ลูกอาจเป็นคนที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าสัตว์เลี้ยงที่ลูกรักตายไป ลูกอาจจะฟูมฟายไม่ยอมรับ ตรงกันข้ามหากลูกมี SQ ดี ลูกจะเข้าใจและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
การฝึกให้ลูกมี SQ ที่ดีนั้นเริ่มจากกิจกรรมง่ายๆ เช่น ให้ลูกช่วยงานบ้าน ปลูกฝังเรื่องจิตอาสา พาไปให้อาหารสัตว์ หัดให้ลูกได้สวดมนต์ก่อนนอน ฯลฯ จะช่วยให้เขาสามารถมีสติรับรู้ในการกระทำต่างๆ และสามารถยับยั้งการกระทำที่ไม่ดีทั้งกับตัวเองและสังคมได้

เคล็ดไม่ลับ สร้างลูกฉลาดรอบด้านด้วย IQ EQ และ SQ
IQ

  • ให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ได้เล่นและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อให้เซลล์สมองได้เจริญเติบโตเต็มที่
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม
  • เตรียมกิจกรรมหรือการเล่นที่สร้างสรรค์ และหากิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกได้ฝึกสมอง
  • ไม่เบื่อที่จะตอบคำถามลูก อาจตั้งคำถามกลับเพื่อกระตุ้นให้ลูกฝึกคิด และค้นคว้าหาคำตอบ
  • เมื่อลูกเกิดปัญหา ลองปล่อยให้ลูกได้แก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ
  • พาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อเรียนรู้ เรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ๆ

EQ

  • สัมผัสโอบกอด พูดคุย ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรก จะทำให้ลูกมีความมั่นคงทางอารมณ์ เคารพและเห็นคุณค่าของตนเอง มีความเชื่อมั่น
  • ปลูกฝังกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย เช่น เล่นแล้วต้องเก็บให้เรียบร้อย
  • สอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ตนเองและวิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านั้น เช่น หากอารมณ์ไม่ดีให้ทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย เช่น วาดรูป ปลูกต้นไม้
  • สอนให้ลูกรู้จักอดทนรอคอยและควบคุมตนเอง เช่น เข้าคิวเล่นเครื่องเล่น
  • ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน เช่น กินข้าว แต่งตัว
  • เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงอารมณ์ด้านบวกและจัดการกับอารมณ์ด้านลบ

SQ

  • สอนให้ลูกเคารพตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง คือสอนให้รู้ว่าตนเองมีคุณค่า มีความหมาย มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมผู้อื่น
  • สอนให้ลูกรู้ว่าความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่ความล้มเหลว
  • สอนให้ลูกรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นซึ่งอาจแตกต่างจากของตนเอง
  • ปลูกฝังความเมตตา เช่น ให้ลูกมีหน้าที่ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือพาไปบริจาคอาหารให้สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ
  • ฝึกให้ลูกมีความยับยั้งชั่งใจ เช่น ลูกอยากได้ของเล่นใหม่แต่ของเดิมยังเล่นได้ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่
  • ปลูกฝังเรื่องจิตอาสา เช่น ช่วยทำงานบ้านโดยไม่บังคับ หรือพาไปบำเพ็ญประโยชน์นอกบ้าน

 

ชื่อหนังสือ            เตรียมพร้อมลูกน้อยสู่ศตวรรษที่ 21



Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th