บนเส้นทางศิลปะ


ทางเว็บไซต์มูลนิธิเด็กเล็งเห็นว่าหลายครอบครัวให้ลูกๆ ฝึกฝนและเรียนรู้ศิลปะตั้งแต่เล็กๆ ดังนั้น เราจึงคัดสรรบทความนี้ของสุมาลี ชาญมหาพน แม่ที่เป็นทั้งครูและเพื่อนของลูก เราลองอ่านบทบันทึกจากประสบการณ์จริง ในยามที่ลูกของเธอกำลังเรียนรู้ศิลปะ เพื่อเป็นแง่คิดแก่คุณพ่อคุณแม่ได้อย่างน่าสนใจ

 

วิภาวีนำเอาภาพที่ลูกวาดไว้เมื่ออายุสองขวบเศษโชว์ไว้ในตู้กระจก เธอมองภาพของลูกทุกวัน ภาพวาดจึงเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดี ไม่ให้เธอล้มเลิกความพยายามในการแก้ปมที่ค้างคาใจอยู่ตลอดเวลา ว่าเกิดอะไรกับเส้นทางศิลปะของลูก

จากการอ่านหนังสือเป็นจำนวนหลายเล่ม ทำให้เธอเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูก เธออ่านพบคำกล่าวของ พาโบล ปิกัสโซ ซึ่งถูกหยิบยกมากล่าวไว้ในหนังสือ  คู่มือการสอนศิลปะเด็ก ผู้เขียนคือ Nancy Lewis Bartlett ผู้เรียบเรียงคือ บุราณี สุวรรณภิรมย์ ว่า


“พวกผู้ใหญ่ไม่ควรสอนให้เด็ก ๆ ทำการวาดภาพ แทนที่เด็ก ๆ จะถูกปล่อยให้ได้แสดงความคิดริเริ่มของพวกเขาเอง พวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่นั้นแหละควรจะเรียนรู้จากเด็ก ๆ พวกเด็ก ๆ มีความต้องการโดยธรรมชาติที่จะแสดงออก ซึ่งการแปลความหมายของพวกเขาเกี่ยวกับโลก เราสามารถที่จะสำนึกได้อย่างมากมายเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดของเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องชีวิตจากภาพที่เขาเขียน สำหรับเด็กบางคน มันเป็นการง่ายกว่าสำหรับเขาที่จะบอกเราว่าเขารู้สึกอย่างไร โดยใช้ดินสอกับกระดาษ มากกว่าการใช้คำพูดต่าง ๆ”

วิภาวีเชื่อว่าคำกล่าวของพาโบล ปิกัสโซ จิตรกรเอกของโลกผู้นี้ไม่ได้เป็นความจริงในด้านการเรียนรู้ทางด้านศิลปะเท่านั้น แต่ในด้านการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในทุกวิชาก็ควรเป็นไปตามคำกล่าวนี้ด้วย

ที่เธอกล้าพูดเช่นนี้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่เธอทำความเข้าใจในด้านศิลปะเด็ก จนมีโอกาสได้เริ่มต้นเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับลูก โดยมีอาจารย์ธีระพงศ์ วัชรานันทกุล เป็นผู้ชี้นำทางความรู้และความคิดทางศิลปะนั้น วิภาวีพบว่าเธอพูดคุยได้เป็นภาษาเดียวกับอาจารย์ ทั้งที่อาจารย์ธีระพงศ์จะมองจากจุดศิลปะ  ส่วนวิภาวีมองจากมุมของคณิตศาสตร์ และจากการติดตามการเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์และดนตรีของลูก ทำให้วิภาวีมั่นใจว่าคำกล่าวของพาโบล ปิกัสโซ ยังคงใช้ได้กับศาสตร์ทุกแขนงด้วย

อาจารย์ธีระพงศ์เป็นผู้ที่รักศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่ในสมัยนั้นมักจะขัดขวางเด็กที่มีความสามารถด้านศิลปะ แต่อาจารย์ผู้ที่มีความรักในด้านนี้ ได้ฝ่าด่านของผู้ใหญ่ด้วยตัวของตัวเองจนสามารถเรียนจบทางด้านศิลปะ จึงเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อนและเข้าใจจิตใจของเด็ก ๆ อย่างลึกซึ้งมากผู้หนึ่ง

ลูกของวิภาวีมีโอกาสได้ทดลองเล่นสีน้ำกับอาจารย์ธีระพงศ์ ในเดือนมีนาคม หลังจากปิดเทอมใหญ่ปลายปีในชั้นอนุบาล ๒

วิภาวีเสียดายว่า ช่วงที่พาลูกไปฝากเรียนกับอาจารย์ธีระพงศ์นั้นเป็นช่วงที่เธอมีงานแน่นมาก เธอไม่อาจเห็นขั้นตอนและวิธีการสอนที่อาจารย์แนะนำให้ลูก เมื่อลูกเรียนเสร็จ เธอจะเห็นผลงานที่ลูกเล่นสีน้ำเป็นภาพทิวทัศน์ที่ใช้การลงสีน้ำโดยไม่ใช้การร่างรูปเลย ตอนที่อาจารย์ธีระพงศ์พาลูกมาส่งให้วิภาวีพร้อมผลงานลูก อาจารย์ท่านอื่นที่ได้เห็นพากันทึ่งมากกว่าเด็กวาดเองหรือ ?  อาจารย์ธีระพงศ์ยืนยันว่าลูกวาดเอง อาจารย์เพียงแนะนำวิธีให้ ที่ลูกวาดได้ขนาดนี้เพราะลูกมีพื้นฐานมาก่อน อาจารย์ยังชมว่าลูกสาวทำได้ดี มีสมาธิสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน การให้เริ่มจาก “สนุกกับสีน้ำ” ก็เพื่อเชื่อมความรู้สึกที่ลูกเคยเล่นกับสีน้ำในวัยก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล แต่สะดุดหยุดมานานถึง ๓ ปีเต็ม แต่ถึงอย่างไร อาจารย์ธีระพงศ์ก็ยังค้นพบว่า การลากเส้น การตัดสินใจ การใช้พู่กัน ทำได้ดีมาก

เวลาที่ลูกได้เรียนกับอาจารย์ธีระพงศ์สั้นมาก ได้เรียนเพียง ๕ ครั้งเท่านั้น วิภาวีอยากให้ลูกได้เรียนต่อเนื่อง จึงขอให้อาจารย์จัดเวลาสอนในช่วงเปิดเทอมสัปดาห์ละครั้ง

แต่เมื่อเปิดเทอมจริง ๆ อาจารย์มีงานแน่นจนไม่สามารถจัดเวลาสอนได้ และช่วงนั้นลูกได้เรียนนาฏศิลป์และดนตรีไทยอย่างต่อเนื่อง จึงทุ่มเวลาไปในด้านอื่น

แม้การเรียนของลูกจะไม่ต่อเนื่อง แต่วิภาวีก็ได้จัดเวลาไปหาและพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับอาจารย์ธีระพงศ์ในศิลปะทุกแขนง เพราะในช่วงนั้นเธอเริ่มเอาเศษวัสดุมาประดิษฐ์เล่นกับลูกในยามว่าง และเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับด้านศิลปะ นาฏศิลป์ และดนตรีอย่างหลากหลาย เธอบอกใครต่อใครที่รู้ว่าเธออ่านเพราะว่าเธออยากเข้าใจคนที่มีอารมณ์ศิลปิน เพราะเธอคิดว่าลูกมีอารมณ์เหล่านี้อยู่ในตัว แต่เธอได้เรียนรู้มากกว่านั้น เธอได้อ่านประวัติของบุคคลสำคัญในแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกร นักดนตรี นาฏศิลป์ นักประพันธ์ นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ จนเธอได้ข้อสรุปว่า คนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทุกคน จะเริ่มสร้างงานด้วยความสุข ความพอใจ มีจินตนาการ และค้นหาสิ่งใหม่ที่ไม่เหมือนผู้อื่นทั้งสิ้น

เมื่อลูกทราบว่าอาจารย์ธีระพงศ์ไม่มีเวลาจัดสอนให้อย่างเป็นทางการจึงขอเวลาเพียงว่า อย่างน้อยก็ขอมาเพิ่มเติมในช่วงเดือนมีนาคม อีก ๒ ปีต่อมาความหวังของลูกจึงเป็นจริง อาจารย์ธีระพงศ์เปิดคอร์สสั้น ๆ ให้ลูก คือ “เล่นกับสีน้ำต่อ” ในครั้งนี้ วิภาวีก็ได้มานั่งดูการเรียนการสอนด้วย

อาจารย์ธีระพงศ์สอนสีน้ำในเชิงทฤษฏี การระบายสี การปาด การป้าย ฝึกลีลามือ แสดงวิธีวาดภาพฟ้าใส ฟ้าหม่น เป็นการเล่นสีโดยไม่มีการร่างภาพอีกเช่นเคย

ในช่วงนั้น ลูกสนุกกับการกลับมาเล่นสีมาก ทดลองทำสีไหล วาดภาพพุ่มดอกไม้ ภาพทิวทัศน์ ภาพดอกกุหลาบ

วิธีสอนของอาจารย์จะเริ่มต้นจากตัวของลูกเอง เริ่มจากอารมณ์ที่อยากทำ ให้ทดลองทำเอง อาจารย์จะเน้นว่าศิลปะไม่มีผิด ไม่มีถูก จะส่งเสริมความกล้าคิดกล้าทำของลูกตลอดเวลา ระยะเวลาสั้น ๆ ในการเรียนเพียง ๔ ครั้ง จึงให้คุณค่ามหาศาล ประโยคที่ว่าศิลปะไม่มีผิด ไม่มีถูก วิภาวียึดถือไว้เพื่อให้กำลังใจกับลูกในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ทุกเรื่อง

เมื่อมีเวลาว่าง วิภาวีเล่นสีน้ำกับลูกบ้าง แม้ว่าเธอจะต้องลอกเลียนจากภาพเขียนของจิตรกรท่านอื่น หรือใช้ภาพถ่ายมาเป็นแบบในการวาด แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกอยากสร้างงานของตนเอง ลูกริเริ่มอยากทำการ์ด ส.ค.ส. ผลงานของลูกมีภาพดอกกุหลาบ ๒ ภาพ และทดลองเล่นสีโดยใช้สีหยดลงในกระดาษชุ่มน้ำ ลูกตั้งชื่อว่า ภาพโป๊ะแตก ลูกเป็นคนริเริ่มใช้กาวกากเพชรมาติดภาพ ส.ค.ส. เป็นกาวกากเพชรที่ลูกเคยขอซื้อไว้

อาจารย์ธีระพงศ์ยังเสนอให้ใช้เครื่องที่ดีในการวาดภาพ โดยใช้แม่สี ๓ สีของ Cotman กระดาษปอนด์ที่ใช้วาดเขียนร้อยแกรม และพู่กันหลายขนาด เมื่อวิภาวีพาลูกไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล คนขายตกใจว่าเด็กตัวแค่นี้ทำไมต้องใช้อุปกรณ์ดี ๆ ราคาแพงที่จิตรกรเขาใช้กัน แต่จากการเล่นกับลูก ทำให้วิภาวีเข้าใจดีว่าเครื่องมือที่ดีช่วยส่งเสริมผลงานให้มีคุณค่าได้อย่างไร

เมื่อเปิดเทอม วิภาวีเอาภาพทั้งของลูกและของเธอไปให้อาจารย์ธีระพงศ์วิจารณ์ อาจารย์ชื่นชมผลงานของลูกมาก ภาพกุหลาบภาพแรก เป็นงานที่สมบูรณ์ลงตัวมากทุกด้าน แม้แต่พื้นก็ลงสีได้สวยงาม ภาพกุหลาบภาพที่ ๒ เป็นความกล้า การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อาจารย์เน้นว่าศิลปินก็เป็นแบบนี้ จะฉีกงานไปเรื่อย ๆ จนได้ความลงตัว มีคุณค่าของงานไปอีกแบบหนึ่ง ภาพโป๊ะแตกเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ งานที่กากเพชรทำให้เกิดกลุ่มก้อนของภาพ

ในช่วงเปิดเทอม วิภาวียังหาเวลาไปเรียนเพิ่มเติมกับอาจารย์ธีระพงศ์ เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกยังคงเชื่อมกับอาจารย์ ซึ่งก็มีผลทำให้ลูกยังเกิดแรงบันดาลใจสร้างผลงานออกมาเรื่อย ๆ

อีกครั้งที่ลูกอยากวาดทะเล ภูเขา มีนกบิน ๒ ตัว ลูกติว่านกที่ลูกวาดไม่สวย เมื่อวิภาวีนำภาพไปให้อาจารย์ธีระพงศ์ดูว่าลูกวาดนกไม่ได้ อาจารย์หยิบภาพที่ลูกลงสีพื้นท้องฟ้ากับทะเลแล้วคิดว่าไม่เอาและเป็นภาพที่ลูกทิ้งแล้วป้ายเลอะ ๆ ไว้นั้น มาแต่งเติมเป็นภาพทะเล ก้อนหิน และให้ความรู้เกี่ยวกับนกทะเล เมื่อวิภาวีนำกลับมาบ้าน ลูกได้เห็นผลงานที่อาจารย์ธีระพงศ์แสดงให้ดู ลูกตื่นเต้นมากว่า “ขนาดภาพเสีย ๆ คุณลุงยังนำกลับมาวาดได้สวยขนาดนี้” ลูกจึงลงมือวาดของลูกเองอีก ๑ ภาพ เป็นภาพทะเลที่สวยงาม ลงตัว จนวิภาวีต้องนำไปใส่กรอบไว้

ลูกจึงรอคอยโอกาสที่จะได้เรียนในช่วงเดือนมีนาคม ปิดเทอมใหญ่ปลายปี ป.๒ ช่วงเดียวกับที่ลูกไปอบรมที่สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทยนั่นเอง ลูกได้เรียนกับอาจารย์ธีระพงศ์ในเรื่องสนุกกับเส้น โดยให้ลูกไปนั่งวาดจากของจริง ทิวทัศน์ที่เห็น และค่อย ๆ สรุปให้ความรู้ในแต่ละภาพที่ลูกวาดได้ วันสุดท้ายของการเรียน อาจารย์สรุปว่าได้ให้ความรู้ในเรื่องเส้นการแรเงา ระยะใกล้ไกล

ระยะเวลาในการเรียนเพียง ๔ ครั้ง ได้ให้คุณค่าแก่วิภาวีและลูกอย่างมหาศาล ในช่วงระยะนั้น เธอกับลูกจะมีกระดาษกับดินสอติดตัวไว้ ไปเที่ยวที่ไหนถ้ามีเวลาและอารมณ์ก็ทดลองร่างภาพกันไปด้วย

มีครั้งหนึ่งในช่วงเดือนเมษายน วิภาวีมีโอกาสพาลูกไปเล่นทรายที่พัทยา ลูกเกิดความตื่นเต้นที่พบปูเสฉวน ๓ ตัวเดินได้ ลูกตักปูใส่หม้อเล็ก ๆ แล้วเกิดความคิดกรองเอาทรายทั้งที่เป็นทรายหยาบ ทรายละเอียด และนำน้ำทะเลกลับมาเพื่อเลี้ยงปูที่บ้าน วิภาวีช่วยลูกเก็บลูกสน ต้นสน และกิ่งสนเล็ก ๆ กลับมาด้วย เพราะเกิดความคิดแวบขึ้นมาว่าอยากสร้างงานศิลปะ

เมื่อถึงบ้าน จึงเริ่มลงสีน้ำ ท้องฟ้ากับทะเลสวย ลูกทดลองเอากาวลาเท็กซ์ลงแทนพื้นทราย ลูกเลือกกิ่งสนมาตัด ติดกาว แล้วลงทรายละเอียด ทรายหยาบ เมื่อภาพเสร็จ ลูกชื่นชมกับภาพที่ได้มาก

วิภาวีพาลูกไปที่ร้านเพื่อเอาภาพไปใส่กรอบ เวลาสองชั่วโมงที่นั่งดูเขาใส่กรอบนับว่าคุ้มค่ามาก เพราะเธอกับลูกได้เห็นกระบวนการวิธีใส่กรอบรูป เขาใช้น้ำยาเป็นเจลใสเคลือบตรงทรายให้อีก เพื่อทำให้ทรายติดแน่นกับกระดาษไม่หลุด ใช้เครื่องมือตัดกระดาษกรอบรูปเป็นมุมเฉียง ๔๕ องศา เขาตัดภาพทั้งกระดานรองเขียน โดยให้เหตุผลว่าที่ไม่แกะภาพออกเพราะกลัวทรายหลุด

วิภาวีดีใจที่เธอคิดถูก ไม่แกะภาพของลูกเอง แต่นำไปให้คนมีความรู้ใส่กรอบให้ เธอเล่าให้เจ้าของร้านกรอบรูปฟังว่าภาพนี้เป็นความสนุกสุด ๆ ของลูก ลูกอยากลงลุยน้ำทะเลมาก ๆ วันนั้นพ่อไปด้วยและได้ลงเล่นน้ำทะเลกับลูก ลูกริเริ่มร่อนทรายมาจากหาดทราย การลงสี ติดภาพ ลูกก็ทำด้วยอารมณ์ที่ทุ่มเทไปเต็มที่ การใช้กาวลงก็เป็นการทดลองด้วยตนเอง ลูกอยากทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ้าภาพนี้เสียลูกคงเสียใจมาก ให้ทำใหม่ก็ทำไม่เหมือนเดิมแล้ว

เจ้าของร้านผู้ซึ่งเรียนมาทางด้านศิลปะ มีความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและเห็นคุณค่าในผลงานของลูก ก็ใส่กรอบให้ด้วยตัวของเขาเองอย่างทะนุถนอม สมกับความรู้สึกของเราสองคนแม่ลูก เราจึงได้ภาพประวัติศาสตร์ของครอบครัวเก็บเป็นที่ระลึกอีกภาพหนึ่ง

แม้จะเป็นภาพสุดท้ายที่ลูกสร้างผลงานใสกรอบไว้   เพราะอาจารย์ธีระพงศ์รับงานหัวหน้าหมวด ไม่มีเวลาให้ลุกอีก และเวลาในการเรียนนาฏศิลป์ดนตรีของลูกเองก็แน่นมากจนไม่มีเวลาสร้างผลงานเพิ่ม แต่วิภาวีก็คิดว่าลูกได้รับการคลายปมในใจที่เคยคิดว่า ตัวเองเกลียดวาดเขียนแล้ว

บัดนี้ ศิลปะได้แทรกซึมอยู่ทุกด้านในตัวลูก วิภาวีเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับลูกในศาสตร์อีกหลายแขนง ได้แง่คิด ได้ความสุข ได้ความรู้ และเกิดแรงบันดาลใจอย่างที่เธอเองก็ไม่เคยคิดว่าจะได้รับมาก่อน


ผู้เขียน สุมาลี ชาญมหาพน แม่ที่เป็นทั้งครูและเพื่อนของลูก
หนังสือ เคล็ดลับความสุขของลูกน้อย เรียนรู้กับลูกรัก
- บนเส้นทางศิลปะ


Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th