การเล่นและการคิดฝันของเด็ก


โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ได้ผลิตหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็กไว้หลายเล่ม หนังสือที่มีชื่อไพเราะและมีความหมายดีอย่าง "ความรู้ในมือของความรัก"เป็นอีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เบอร์ทรันด์ รัสเซล (Bertrand Russel) นักปรัชญาและนักปฏิรูปการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการจัดการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก เพราะอุดมไปด้วยแนวคิดที่ลึกซึ้งและแปลกใหม่ ทางเว็บไซต์มูลนิธิเด็กจึงขอคัดสรรบทความเรื่อง "การเล่นและการคิดฝัน"จากหนังสือเล่มนี้ที่อาจจะทำให้เราเข้าใจเรื่อง "การเล่น"ของเด็กๆ ในความหมายที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น



ความชอบเล่นเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกสัตว์ที่ยังเล็ก ไม่ว่าจะเป็นลูกมนุษย์หรือสัตว์อื่นก็ตาม สำหรับลูกมนุษย์นั้น ยังมีการเล่นที่สนุกสนานไม่มีเบื่อ นั่นคือการเล่นสมมติ ทั้งการเล่นและการเล่นสมมติเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตเด็ก เราควรหาโอกาสให้เขาถ้าต้องการให้เขามีความสุขและมีสุขภาพดี เรื่องนี้จะแยกออกจากการใช้กิจกรรมเหล่านี้ไปในทางอื่น ๆ อีก มีคำถามอยู่สองข้อที่เกี่ยวกับการศึกษาและเรื่องการเล่นนี้ ข้อแรกพ่อแม่และโรงเรียนควรทำอย่างไรบ้างเพื่อจัดโอกาสให้เด็ก ๆ เล่น ข้อที่สองควรจะทำอย่างไรต่อไปอีกเพื่อให้เกมต่าง ๆ เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเพิ่มขึ้น

ขอให้เราได้พูดกันสักเล็กน้อยถึงจิตวิทยาของเกมต่าง ๆ เรื่องนี้กรูส (Groos) ได้กล่าวถึงแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน คำอธิบายสั้น ๆ อาจหาอ่านได้จากหนังสือของวิลเลี่ยม สเตอร์น ซึ่งได้พูดถึงในบทที่แล้ว ในเรื่องนี้ก็มีคำถามที่แยกกันอยู่สองข้อ ข้อแรกคือแรงกระตุ้นที่ทำให้เด็กเล่น ข้อสองคือประโยชน์ในทางชีววิทยา ข้อนี้เป็นคำถามที่ง่ายกว่า ดูเหมือนจะไม่ต้องสงสัยในทฤษฏีที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด นั่นคือในการเล่นนั้นลูกสัตว์ทุกชนิดจะซ้อมและฝึกกิจกรรมเพื่อนำไปทำจริง ๆ เมื่อโตขึ้นลูกสุนัขจะเล่นกันอย่างที่สุนัขตัวโต ๆ กัดกันจริง ๆ เพียงแต่ว่ามันไม่กัดกันจริง ๆ เท่านั้น ลูกแมวก็เล่นกันเหมือนกับที่จับหนู เด็ก ๆ ชอบเลียนแบบการทำงานที่เขาเห็นผู้ใหญ่ทำ เช่น การก่อสร้างหรือขุดหลุม ถ้างานไหนที่เขารู้สึกว่าสำคัญมากเขาก็ยิ่งชอบเล่นมาก เด็กจะชอบทำในสิ่งที่เขาสามารถใช้กล้ามเนื้อในวิธีใหม่ ๆ เช่น กระโดด ปีนป่าย หรือเดินบนแผ่นไม้แคบ ๆ ถ้าหากไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไป แต่โดยทั่วไปแล้ว แม้เรื่องนี้จะถือเป็นประโยชน์ของแรงกระตุ้นในการเล่น (play-impulse) คงเป็นไปไม่ได้ที่จะครอบคลุมถึงการเล่นทุกอย่างของเด็ก และจะนำไปใช้ทางจิตวิเคราะห์ (psychological analysis) ทุกขณะก็ไม่ได้

นักจิตวิเคราะห์บางคนพยายามจะมองความหมายทางพฤติกรรมเพศ (sexual symbolism) ในการเล่นของเด็ก เรื่องนี้ผมเชื่อว่าเป็นความคิดที่เหลวไหลโดยแท้ แรงกระตุ้นทางสัญชาตญาณที่สำคัญในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องเพศ แต่เป็นความปรารถนาจะเป็นผู้ใหญ่ หรือจะให้ถูกต้องกว่าคือ ต้องการพลังอำนาจ(the will of power)* เด็กรู้สึกถึงความอ่อนแอของตนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ และอยากจะเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ ผมจำได้ว่าลูกชายดีใจมากเมื่อเข้าใจว่า ต่อไปข้างหน้าเขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ และรู้ว่าผมเองครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเด็กมาก่อน คงจะเห็นแล้วว่า ความพยายามนั้นถูกกระตุ้นเมื่อพบว่าสามารถจะทำให้สำเร็จได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เด็กอยากทำอะไร ๆ ที่ผู้ใหญ่ทำ เห็นได้จากการที่ชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ พี่ชายพี่สาวจะมีประโยชน์ต่อเด็ก เวลาพี่ทำอะไรเขาเข้าใจความหมาย และความสามารถของพี่ ๆ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเหมือนของผู้ใหญ่ ความรู้สึกว่าตนด้อยกว่านั้นรุนแรงมากในเด็ก ถ้าเด็กเป็นปกติดีและได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง ความรู้สึกด้อยนี้จะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความพยายาม แต่ถ้าเด็กถูกกด ถูกบังคับ มันก็อาจกลายเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ไปได้

ในการเล่นมีความต้องการพลังอำนาจอยู่สองแบบคือ   แบบซึ่งประกอบด้วยการเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ และแบบที่ประกอบด้วยความคิดฝัน เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่ผิดหวังที่ปล่อยตัวให้ฝันกลางวัน ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญทางเพศ   เด็กที่ปกติจะปล่อยใจไปในเรื่องเล่น สมมติว่า มีความสำคัญทางพลังอำนาจ(Power-significance) เด็กอยากจะเป็นยักษ์ สิงโต หรือรถไฟ และเขาจะสร้างความรุนแรงในความสมมตินั้น เมื่อผมเล่านิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ผมพยายามสมมติให้เขาเป็นแจ็ค แต่เขายืนยันว่าจะเป็นยักษ์ เมื่อแม่ของเขาเล่าเรื่องอ้ายเคราสีน้ำเงิน เขาก็ยืนยันจะเป็นเคราสีน้ำเงิน และเห็นว่าตัวภรรยาในเรื่องนั้นถูกลงโทษโดยยุติธรรมแล้วเพราะเป็นคนดื้อดึง ในการเล่นมีการตัดคอสตรีให้เลือดนองด้วย นักจิตวิทยากลุ่มฟรอยด์ (Freudians) คงต้องพูดว่า นั่นแหละคือซาดิสม์ (Sadism-โรคจิตทางเพศที่ต้องการให้ผู้อื่นเจ็บปวด) แต่เขาก็ยังอยากเป็นยักษ์ที่กินเด็กเล็ก ๆ อยากเป็นเครื่องจักรที่ลากของหนัก ๆ อันเป็นความต้องการพลังอำนาจของเด็ก ไม่ใช่เรื่องเพศที่เป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องสมมติเหล่านี้ วันหนึ่งขณะที่กลับจากเดินเล่น ผมพูดเล่น ๆ กับเขาว่า ถ้าสมมติว่ามีนายทิดลีวิงค์ (ชื่อสมมติ) คนหนึ่งเป็นเจ้าของบ้านเรา และไม่ยอมให้เราเข้าบ้านจะทำอย่างไรดี ตั้งแต่นั้นมาอีกนานทีเดียวที่เขาจะไปยืนขวางประตูหน้าบ้าน เล่นเป็นตัวนายทิดลีวิงค์และไล่ให้ผมไปบ้านอื่น เขาจะเล่นเกมนี้อย่างสนุกสนาน เห็นได้ชัดว่าการสมมติว่ามีอำนาจเป็นเรื่องที่เขาชอบ
           
แต่คงเป็นการง่ายเกินไปที่จะคิดว่า ความต้องการพลังอำนาจเป็นที่มาเพียงอย่างเดียวของการเล่นของเด็ก เด็กชอบแสร้งเป็นตกใจกลัว บางทีอาจเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องสมมติ ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น บางครั้งผมแสร้งทำเป็นจระเข้จะกินเขา เขาร้องเหมือนกลัวจริง ๆ จนผมต้องหยุด เพราะคิดว่าเขาตกใจจริง ๆ แต่พอหยุดเขากลับพูดว่า “คุณพ่อเป็นจระเข้อีกที” ความสุขจากการเล่นสมมตินี้สนุกมาก ถ้าทำเป็นจริงเป็นจัง เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่ชอบหนังสือนิยายและละครนั่นเอง ผมคิดว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ เช่น เล่นเป็นตัวหมี เด็กก็จะรู้สึกว่า เขากำลังรู้เรื่องเกี่ยวกับหมี ผมคิดว่าแรงกระตุ้นรุนแรงทุกอย่างในชีวิตเด็กจะแสดงออกมาที่การเล่น ความอยากมีพลังอำนาจมีส่วนอยู่มากในการเล่นเท่า ๆ กับที่มีอยู่ในความปรารถนาของเด็ก
           
สำหรับคุณค่าทางการศึกษาของการเล่นนั้น ทุกคนคงลงความเห็นว่าต้องเป็นการเล่นชนิดที่เล่นแล้วจะเกิดความพร้อมในการเรียนรู้ แต่คนสมัยใหม่ก็ติดใจสงสัยการเล่นสมมติอยู่มาก ความเพ้อฝันในวัยผู้ใหญ่มักถูกมองว่าเป็นอาการป่วยไข้ไม่มากก็น้อย และมาทดแทนความพยายามอยากให้เป็นในชีวิตจริง  แล้วการตำหนิความเพ้อฝันนี้ก็ตกมาอยู่กับการเล่นสมมติของเด็กด้วย ซึ่งผมคิดว่าผิด ครูโรงเรียนมอนเตสเซอรี่ไม่ชอบให้เด็กสมมติเครื่องเรียน (เครื่องเล่น) เป็นรถไฟหรือเรือไฟ หรืออื่น ๆ โดยบอกว่าเป็นมโนภาพที่ผิดปกติ (disordered imagination) ซึ่งก็ถูกทีเดียว เพราะสิ่งที่เด็กทำนั้นไม่ใช่การเล่น และเด็กเองก็รู้สึกอย่างนั้น เครื่องเรียนนี้ทำให้เด็กสนุก แต่จุดประสงค์ที่แท้คือจะสอนเท่านั้น ในการเล่นจริง ๆ เด็กต้องการความสนุกเป็นหลัก แต่เมื่อข้อคัดค้านในเรื่องมโนภาพที่ผิดปกติต่อเนื่องมาถึงเรื่องการเล่นแท้ ๆ ของเด็ก ผมคิดว่ามันไกลเกินไป เช่นเดียวกันกับข้อคัดค้านการเล่นเรื่องเทพนิยาย ยักษ์ พรมวิเศษ และอื่น ๆ ผมไม่เห็นด้วยกับลัทธิที่เคร่งครัดในเรื่องความจริงมากกว่าลัทธิเคร่งครัดในเรื่องอื่น ๆ มาก คนเรามักจะพูดกันว่าเด็ก ๆ ไม่อาจแยกเรื่องสมมติกับเรื่องจริงออก เหตุผลในเรื่องนี้เท่าที่ผมมองเห็นมีอยู่น้อยมาก เราไม่เคยเชื่อว่าแฮมเลต (Hamlet) มีตัวตน แต่เราก็คงรำคาญ ถ้ามีใครคอยมาย้ำเตือนขณะที่กำลังดูละครเรื่องนี้อยู่อย่างสนุกสนาน เด็กก็รำคาญเช่นเดียวกันถ้ามีคนคอยมาทักท้วง ว่าเรื่องนั้นจริง เรื่องนี้ไม่จริง แต่เขาจะไม่ว่าอะไรถ้าเราเอาความจริงไปสอดแทรกในเรื่องสมมุติของเขา

ความเป็นจริงนั้นมีความสำคัญ และมโนภาพก็สำคัญ แต่มโนภาพนั้นเกิดขึ้นก่อนในประวัติของแต่ละบุคคล เช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์ของเชื้อชาติ ขณะที่เด็กกำลังสนใจอยู่กับความต้องการทางกายของเขา เขาจะเห็นว่า การเล่นสมมุติของเขาสำคัญยิ่งกว่าความเป็นจริง เวลาเขาเป็นพระราชา เขาปกครองอาณาจักรของเขาด้วยอำนาจซึ่งยิ่งใหญ่กว่าพระราชาองค์ใด ๆ ในพื้นที่พิภพจริง ๆ แต่ในความเป็นจริง เขาต้องไปนอนตามเวลา ต้องเชื่อฟังที่ปรึกษาที่น่าเบื่ออีกกลุ่มใหญ่ เด็กจะโกรธแค้นผู้ใหญ่ที่ไร้มโนภาพ และขาดความไตร่ตรองที่มายุ่งกับบทบาทและฉากละคร(mise-en-scene) ของเขา ขณะที่เขาสร้างกำแพงใหญ่ที่กั้นยักษ์ตัวที่ใหญ่ที่สุดได้ ถ้าเราแกล้งไปก้าวข้ามกำแพงของเขา เขาจะโกรธเหมือนหนึ่งรอมิวลุสโกรธเรมุส(Romulus และ Remus – เทพนิยาย  รอมมิวลุส ตามตำนานว่า รอมิวลุสเป็นผู้สร้างกรุงโรม ส่วนเรมุสเป็นน้องชายฝาแฝด) การรู้สึกตัวว่าตนเองต่ำต้อยกว่าผู้อื่น (ที่ใหญ่กว่า) เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อาการของโรคใด ๆ การชดเชยที่ได้จากความนึกฝันก็เก็บเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน การเล่นเกมของเด็กไม่ได้ใช้เวลามากมายจนไม่เหลือสำหรับเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างอื่น ถ้าต้องให้เด็กใช้เวลาทั้งหมดไปในเรื่องที่จริงจังแล้วอาจทำให้เขาประสาทเสียได้ ถ้าผู้ใหญ่เพ้อเจ้ออยู่กับความฝัน เราอาจบอกให้เขาพยายามเข้าใจถึงความจริงได้ แต่เด็กยังไม่รู้จักแยกแยะความฝันซึ่งเขามีสิทธิจะสร้างขึ้น เด็กไม่ได้ถือว่าความคิดฝันของเขาเป็นสิ่งแทนที่ถาวรของความเป็นจริง ตรงกันข้ามเขาหวังอย่างรุนแรงที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดฝันของเขาให้เป็นความจริงเมื่อถึงเวลา
           
การเอาความจริง  (Truth) ไปปนกับสิ่งที่เป็นจริง (matter of fact) ผิดอย่างร้ายแรง ชีวิตของเรามิได้ถูกครอบคลุมด้วยสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้นแต่ยังมีความหวังอยู่ด้วย การยึดความจริงที่ไม่ยอมมองเห็นอะไรเลย นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น คือคุกหรือที่สำหรับกักขังจิตใจมนุษย์ ความใฝ่ฝันคงถูกตำหนิ ถ้าเอาไปใช้ทดแทนความเกียจคร้าน ไม่เพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริง แต่ถ้าความใฝ่ฝันนั้นเป็นแรงกระตุ้นมันย่อมนำไปสู่ความสำเร็จตามความมุ่งหมายสำคัญในอุดมการณ์ของมนุษย์ การไปทำลายความคิดฝันของเด็ก คือการยอมเป็นทาสที่ถูกผูกล่ามอยู่บนพื้นโลก และคงไม่สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้
           
ท่านอาจบอกว่าสิ่งที่ผมพูดมาแล้วก็ดีอยู่ แต่เหตุใดจึงต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยักษ์ที่กินเด็กเล็ก ๆ หรืออ้ายเคราสีน้ำเงินที่ตัดคอเมีย จะให้เรื่องเหล่านี้มีอยู่บนสวรรค์ที่เราจะสร้างขึ้นหรือ จะดีกว่าไหมถ้าเราสร้างมโนภาพของเด็กให้สะอาดสูงส่งเสียก่อนจะนำไปใช้ ขณะที่เราเป็นผู้รักสันติ เหตุใดจึงยอมให้ลูกผู้บริสุทธิ์ไปหลงระเริงกับความคิดในการทำลายชีวิตมนุษย์ ท่านจะเห็นด้วยได้อย่างไรกับความสนุกที่เกิดจากสัญชาตญาณของคนป่าซึ่งมนุษย์เราต้องพัฒนาผ่านพ้นไป ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงคิดเช่นนี้ เรื่องนี้มีความสำคัญ และผมจะชี้แจงว่า เหตุใดผมจึงมีความเห็นไปอีกทางหนึ่ง

การศึกษานั้นประกอบด้วยการปลูกฝังพัฒนาสัญชาตญาณต่าง ๆ ขึ้นไม่ใช่ไปกดบังคับมัน สัญชาตญาณของมนุษย์นั้นคลุมเครือมาก และสามารถทำให้เกิดความพึงพอใจได้มากมายหลายวิธี ส่วนใหญ่ต้องการความชำนาญบางอย่างเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ กีฬาคริกเกตและเบสบอลก็สร้างความพึงใจทางสัญชาตญาณให้ได้ เด็กจะเล่นกีฬาตามที่เราสอนให้ได้ ดังนั้น เคล็ดลับในการสอนจึงจำเป็นต้องให้เป็นไปตามลักษณะนิสัย คือให้เกิดความชำนาญเหล่านั้น และนำไปสู่การใช้สัญชาตญาณของเขาให้เป็นประโยชน์ สัญชาตญาณแห่งพลังอำนาจ ซึ่งในเด็กก็คงพอใจเพียงได้สมมุติตัวเองเป็นอ้ายเคราสีน้ำเงิน แต่เมื่อเติบโตขึ้น อาจมีความพึงพอใจที่ละเอียดอ่อนขึ้นด้วยการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หรืองานสร้างสรรค์ทางศิลปะ หรืองานสร้างสรรค์ทางการศึกษาเพื่อสร้างอนุชนชั้นเยี่ยม หรือในกิจกรรมที่มีคุณค่าอื่น ๆ อีกมากมาย บุคคลใดก็ตามที่รู้แต่เพียงเรื่องการสู้รบเท่านั้นความปรารถนาทางพลังอำนาจจะทำให้เขาพอใจเพียงเรื่องการสู้รบ แต่ถ้ามีความชำนาญในด้านอื่น เขาก็จะหาความพึงพอใจด้านอื่น ๆ ทว่าหากความปรารถนาในพลังอำนาจของเขาถูกตัดยอดอ่อนออกแล้วตั้งแต่ยังเด็ก เขาก็จะกลายเป็นคนเงื่องหงอยและเกียจคร้าน ทำดีเล็กน้อย ความดีแบบแหย ๆ เช่นนี้ ไม่ใช่แบบที่โลกเราต้องการ ไม่ใช่แบบที่เราจะสร้างให้ลูกเราเป็น ขณะที่ลูก ๆ เรายังเล็ก และไม่สามารถจะทำความผิดอะไรใหญ่โตได้ เป็นปกติในทางชีววิทยาที่ลูกเราควรมีโอกาสใช้ชีวิตให้เหมือนบรรพบุรุษยุคโบราณที่ยังป่าเถื่อน แค่ทางความคิดฝันก็ยังดี ถ้าเราสอนให้เขามีความรู้ความชำนาญที่จะหาความพึงพอใจในทางที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องไปหวังว่าเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ในระดับนั้นเรื่อยไปเมื่อยังเด็กผมชอบเล่นหกคะเมนตีลังกา แต่เดี๋ยวนี้ไม่เคยเล่นอีกเลย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องชั่วร้ายอะไร เช่นเดียวกับเด็กที่อยากเป็นอ้ายเคราสีน้ำเงิน เมื่อโตขึ้นก็จะเลิกอยากเป็น และคิดหาพลังอำนาจทางอื่นต่อไป แต่ถ้าพลังความคิดฝันของเขาถูกถนอมไว้ตั้งแต่เด็กด้วยสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสมในระยะนั้น ก็น่าจะคงมีอยู่จนโต และสามารถนำมาสร้างพลังอำนาจในทางเหมาะสมในวัยผู้ใหญ่ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปยัดเยียดความคิดทางจริยธรรมในวัยที่เด็กยังไม่สามารถตอบสนองได้ และเป็นวัยที่เด็กไม่จำเป็นต้องนำจริยธรรมมาใช้ควบคุมความประพฤติ เพราะผลที่ได้คือความเบื่อหน่าย และทำให้ดื้อดึงไม่เชื่อถือเมื่อถึงวัยที่เขาควรต้องเชื่อและประพฤติตาม นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่างที่ว่า การเรียนรู้วิชาจิตวิทยาเด็ก (child psychology)

เมื่อเติบโตขึ้น เกมกีฬาต่าง ๆ ก็แตกต่างไปจากเมื่อยังเป็นเด็กเล็กเพราะจะมีลักษณะแข่งขันมากขึ้น ระยะแรกนั้นการเล่นของเด็กจะเป็นแบบเล่นคนเดียว เด็กทารกจะเล่นกับพี่ชายและพี่สาวได้ลำบาก แต่ถ้าพอเล่นรวมกันได้แล้วจะสนุกสนานมาก และความสนุกจากการเล่นคนเดียวก็หมดไป การศึกษาของคนอังกฤษชั้นสูง มักอ้างถึงการกีฬาว่าเป็นส่วนสำคัญในด้านจริยธรรมอย่างมาก แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ออกจะเกินความจริง แม้จะยอมรับว่าเกมกีฬาต่าง ๆ มีประโยชน์ที่สำคัญ ๆ บางประการ กีฬามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้าหากไม่เล่นจนถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเกินไป หรือมีความสามารถพิเศษจนได้รับเกียรติมากเกินไป คนเล่นที่ดีที่สุดจะได้เล่นมาก คนอื่นเลยกลายเป็นเพียงคนดู เกมกีฬาสอนให้เด็กอดทนต่อความเจ็บปวดโดยไม่โอดครวญ และยอมรับความเมื่อยล้าด้วยความร่าเริง แต่ประโยชน์อื่นๆ ที่อ้างกันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องเชื่อกันไปเองมากกว่า กล่าวกันว่ากีฬาสอนให้มีความสามัคคี แต่ความจริงสอนให้สามัคคีในการแข่งขันกันเท่านั้น เป็นความสามัคคีในแบบการทำสงคราม ไม่ใช่แบบสร้างความอุตสาหะ หรือในความสัมพันธ์ทางสังคมที่ถูกต้อง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เรานำความร่วมมือทางเทคนิคแทนการแข่งขันทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันวิทยาศาสตร์ก็ทำให้การแข่งขัน (ในรูปการทำสงคราม) มีอันตรายรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นยิ่งกว่าสมัยก่อนในอันที่จะปลูกฝังความคิดในทางการร่วมมือกันต่อสู้ผจญภัย โดยมี ศัตรูหรือคู่ต่อสู้เป็นพลังธรรมชาติ แทนที่จะเป็นการผจญภัยแบบแข่งขันกัน ซึ่งมีผู้ชนะเป็นมนุษย์ และผู้ถูกปราบปรามก็เป็นมนุษย์ผมไม่ต้องการเน้นมากมายนักในข้อคิดเห็นนี้ เพราะการแข่งขันนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจำเป็นต้องมีทางออก และคงไม่มีทางใดที่สุภาพเรียบร้อยดีไปกว่าเกมและการแข่งขันกีฬา นี่เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นว่าอย่าไปห้ามการเล่นเกมกีฬา แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ว่าต้องยกย่องสรรเสริญเกมกีฬาให้อยู่ในฐานะสำคัญในหลักสูตรของโรงเรียนให้เด็กเล่นกีฬาเพราะเขาอยากเล่น ไม่ใช่เพราะคิดว่าเป็นยาแก้พิษ ความคิดที่เป็นอันตรายที่ชาวญี่ปุ่นเขาเรียกกัน
           
ผมได้พูดมามากแล้วในบทก่อน ถึงความสำคัญของการเอาชนะความกลัว และสร้างความกล้า แต่ความกล้าต้องไม่ไปปนกับความโหดร้าย ความโหดร้ายคือความสุขในการบังคับกดขี่ผู้อื่น ความกล้าคือความไม่สะทกสะท้านในโชคร้ายของตน ถ้ามีโอกาสผมอยากสอนเด็กให้แล่นเรือใบเล็ก ๆ ไปในทะเลที่มีคลื่นลมจัด โดดลงจากที่สูง ขับรถยนต์ หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน ผมอยากสอนเด็กให้เหมือนที่แซนเดอร์สันแห่งออนเดิล (Sanderson of Oundle) ทำ นั่นคือสร้างเครื่องจักร และต้องเสี่ยงภัยในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และจะพยายามอย่างที่สุดในการเอาธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตจิตใจมาเป็นคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ความปรารถนาในพลังอำนาจคงได้รับการสนองจากการแข่งขันแบบนี้ เช่นเดียวกับการแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกัน ความชำนาญที่ได้ในทางนี้ จะมีประโยชน์มากกว่าความชำนาญในกีฬาคริกเก็ตหรือฟุตบอลและลักษณะนิสัยที่พัฒนาขึ้นคงจะสอดคล้องกับจริยธรรมของสังคมยิ่งกว่าด้วย เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคุณภาพทางจริยธรรมคือ การคลั่งไคล้บูชาเกมกีฬาทำให้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นในภูมิปัญญา จักรภพอังกฤษสูญเสียตำแหน่งผู้นำทางอุตสาหกรรม และอาจต้องเสียจักรภพไปด้วย ก็เนื่องจากความเขลาและในความจริงที่ว่าทางการไม่เห็นคุณค่าหรือสนับสนุนสติปัญญา (รัสเซลใช้คำว่าความเขลา –stupidity และเขียนหนังสือเล่มนี้ใน ค.ศ. ๑๙๒๖ ก่อนที่อังกฤษจะสูญเสียจักรภพ แสดงว่าสายตาของท่านยาวไกลมาก – ผู้แปล) ทั้งหมดนี้เกี่ยวโยงกับความเชื่ออย่างบ้าคลั่งว่า เกมกีฬามีความสำคัญอย่างที่สุด และเรื่องมันยังลึกซึ้งกว่านั้น ความเชื่อที่ว่าประวัติการกีฬาเป็นเครื่องวัดคุณค่าของเด็กหนุ่ม เป็นอาการของคนทั่วไปที่ไม่ได้ตระหนักถึงความจำเป็นของความรู้และความคิดที่จะเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ แต่เรื่องดังกล่าวนี้ผมขอพูดแค่นี้ก่อน และจะพูดอย่างละเอียดในบทต่อไป

ยังมีอีกด้านหนึ่งของการกีฬาในโรงเรียน ซึ่งมักคิดกันว่าดี แต่ผมคิดว่าโดยรวมแล้ว นั่นคือผลของการเสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะ (esprit de corps) ความสามัคคีของหมู่คณะนั้นเป็นความพอใจของทางราชการ เพราะสามารถนำแรงจูงใจที่เลวไปใช้ในกิจกรรมที่คิดว่าดีได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ความพยายามในเรื่องใดก็สามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ โดยหนุนให้เกิดความอยากเอาชนะพวกอื่น ความลำบากที่ตามมาคือ นอกจากการแข่งขันแล้ว ก็จะไม่มีแรงจูงใจอย่างอื่นช่วยให้เกิดความพยายามขึ้นได้เป็นเรื่องแปลกมากที่แรงจูงใจในการแข่งขันนั้น ฝังลึกเข้าไปในกิจกรรมทุกอย่างของเรา ถ้าเราอยากจะโน้มน้าวอำเภอให้จัดสวัสดิการทารกให้ดีขึ้น เราต้องชี้ให้เห็นว่าอำเภอที่ใกล้เคียงบางแห่งมีอันตรายของทารกต่ำกว่าของเรา หรือถ้าจะโน้มน้าวนักอุตสาหกรรมให้ใช้วิธีผลิตแบบใหม่ซึ่งดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเราต้องเน้นเรื่องอันตรายของการแข่งขัน ถ้าท่านจะโน้มน้าวกระทรวงกลาโหมว่า ความรู้ทางการทหารเพียงเล็กน้อย จำเป็นในการบัญชาการระดับสูง แต่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะความกลัวแพ้ในเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะขนบธรรมเนียมสุภาพบุรุษ(ซึ่งต้องเอาชนะ) นั้นรุนแรงมาก จะเห็นว่าไม่มีเรื่องใดเลยที่เราเสริมสร้างความสร้างสรรค์เพื่อความสร้างสรรค์เอง หรือเพียงแต่ทำให้เราแต่ละคนสนใจทำงานของตนอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีใครได้รับอันตราย ระบบการเศรษฐกิจของเรานั้น มีเรื่องมากมายกว่าเกมกีฬาในโรงเรียน แต่เกมกีฬาในโรงเรียนเท่าที่มีอยู่ ปลูกฝังจิตใจแห่งการแข่งขันถ้าจะให้จิตใจแห่งการร่วมมือกันเกิดขึ้นแทนก็คงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเกมกีฬาของโรงเรียน แต่ถ้าหากพูดเรื่องนี้ต่อไปอีก คงจะออกไปไกลจากเรื่องที่กำลังพูดอยู่ ผมไม่ได้กำลังพิจารณาถึงเรื่องการสร้างรัฐหรือประเทศที่ดี แต่การสร้างบุคคลที่ดีเช่นนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ในรัฐหรือประเทศที่มีอยู่ขณะนี้ การปรับปรุงแต่บุคคลให้ดีขึ้นและการปรับปรุงชุมชนนั้น คงต้องทำไปพร้อมกัน แต่ในเรื่องของบุคคล เรื่องการศึกษา คือสิ่งที่ผู้เขียนเป็นห่วง



* จากหนังสือเรื่อง เด็กที่เป็นโรคประสาท (The Nervous Child)โดย Dr. H. C. Cameron


ที่มาของบทความ

ชื่อหนังสือ ความรู้ในมือของความรัก
ผู้เขียน เบอร์ทรันด์รัสเซล Bertrand Russell
นายแพทย์สันต์ สิงหภักดี แปลจาก On Education
-การเล่นและการคิดฝัน




Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th