การ์ตูนกับสุขภาพทางปัญญา


การ์ตูนเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารที่มีความใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไป เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าได้กับทุกเพศทุกวัย และเหมาะกับการสื่อสารบางอย่างที่สื่อในรูปแบบอื่นที่ทำได้ไม่ดีเท่า เช่น เป็นสื่อที่เรียกความสนใจ, เป็นสื่อสำหรับเด็กโดยเฉพาะ, เป็นสื่อสำหรับอารมณ์ขันและจินตนาการ เป็นต้น

เป็นเรื่องแรกที่ว่า เราทุกคนรู้จักคุ้นเคยกับการ์ตูนโดยไม่ต้องมีใครสอน เราเรียนรู้ที่จะเสพและสร้างการ์ตูนได้ด้วยตนเอง ราวกับเป็นธรรมชาติอันธรรมดาเช่นเดียวกับการหายใจ การกิน การถ่าย และการสืบพันธ์

คงเป็นเพราะว่า เรา “ได้” การ์ตูนมาง่าย ๆ นี่เอง เราจึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน มิหนำซ้ำยังดูถูกดูแคลนเสียอีก ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ, เป็นเรื่องของเด็ก, เป็นศิลปะชั้นต่ำ จึงไม่มีหลักสูตรการ์ตูนในโรงเรียน ไม่มีหนังสือการ์ตูนในห้องสมุด การศึกษาเกี่ยวกับการ์ตูนเป็นเรื่องที่ว่ากันเองแบบตัวใครตัวมัน

หัวข้อบทความที่ว่า “การ์ตูนกับสุขภาพทางปัญญา” จึงดูออกจะเป็นการจับคู่สิ่งที่ดูแตกต่างกันมากอย่างไม่น่าจะไปกันได้ เป็นการเอาเรื่องไร้สาระมาจับคู่กับเรื่องที่เป็นสาระอย่างยิ่ง น่าเสียดายว่า ด้วยเงื่อนไขอันจำกัดทั้งพื้นที่และเวลา ผู้เขียนจึงไม่อาจอธิบายได้ละเอียดดังใจนึก แต่ก็หวังว่าคงพอจะเป็นเค้าโครงความคิดให้ท่านผู้อ่านเห็นพอสังเขป

บทความเรื่อง “การ์ตูนกับสุขภาพทางปัญญา” นี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็คือ การสานต่อในเชิงประยุกต์จากหนังสือเรื่อง “เข้าใจการ์ตูนของผู้เขียนเอง ที่จัดพิมพ์โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อมกราคม ๒๕๔๘ การนำประยุกต์ที่ว่าคือ การเอานิยามที่ว่า “การ์ตูน” คือ การสื่อสารความคิดสร้างสรรค์ด้วยภาพ, อย่างปรนัย (Cartoon is a visual communication of creativity, objectively)” มาใช้อธิบายเชื่อมโยงไปสู่เรื่องสุขภาพทางปัญญา-นี่คือประโยชน์ประการหนึ่งของการทำความเข้าใจการ์ตูนในระดับมูลฐาน

เพื่อที่จะอธิบายว่า การ์ตูนสัมพันธ์กับสุขภาพทางปัญญาอย่างไร เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “สุขภาพทางปัญญา” คืออะไร

คำว่า “สุขภาพทางปัญญา” นี้เป็นคำที่ผู้รู้หลายท่านระดมความคิดช่วยกันบัญญัติขึ้นใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจาก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ (๒๔ กันยายน ๒๕๔๕) ได้ให้นิยามของคำว่า “สุขภาพ” ไว้ว่า หมายถึง “สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ” แต่คำว่า “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (spiritual health)” นี้เอง ก่อให้เกิดปัญหาถกเถียงกันว่าหมายถึงอะไรแน่ มีนัยยะทางศาสนาซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ถ้าหากมี ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับกันได้โดยทั่วไป เพราะแต่ละศาสนาก็มีกรอบความคิดเชื่อของตนอยู่ ซึ่งก็จะส่งผลให้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ ในทุกศาสนาก็ต้องล้มเหลวเพราะจะไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วถึง

ผู้รู้ในทุกศาสนาจึงได้ร่วมประชุมกันเพื่อหาข้อยุติ ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๖ โดยมี ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย เป็นประธานผู้เปิดประชุมและอธิบายเรื่องสุขภาพแต่ละด้านโดยสังเขป ดังนี้ (ตัดทอนมาบางช่วง)

“ประเด็นที่จะมาพูดกันในวันนี้ จากโจทย์ที่ สปรส. ให้มาช่วยกันหาคำแทนที่คำว่า spiritual health หรือ จิตวิญญาณ... เดิมการแพทย์แผนตะวันตกจะเน้นเรื่อง “สุขภาพทางกาย” ... การแพทย์วิวัฒนาการมาบนฐานของการแพทย์ทางกาย ต่อมาในราวศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เริ่มมาสนใจ “สุขภาพจิต” ...บุคคลที่สุขภาพทางกายดีหมด หาโรคไม่เจอ แต่หาความสุขในชีวิตไม่ได้ ... สุขภาพจิตก็เข้ามามีความสำคัญ ... ยิ่งสังคมสลับซับซ้อนเท่าไหร่เรื่องสุขภาพจิตและโรคจิตก็มีความสำคัญมากตามไปด้วย ส่วน “สุขภาพทางสังคม” ... คนคนหนึ่งมีสุขภาพทางกายและจิตแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีปัญหาทั้งเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น บางครั้งทำลายสังคมด้วย ต้องมาดูทักษะชีวิต ทักษะสังคม ... ในวงการแพทย์ไทยเรายังไม่ได้ดูกันอย่างชัดเจน ความรู้เรื่องสังคม (social knowledge), ทักษะสังคม (social skill), หรือคุณค่าทางสังคม (social value) ที่มีต่อชีวิตมนุษย์ เรายังไม่ได้ศึกษากันมากมายนัก เราพูดถึงชุมชนเข้มแข็ง พูดเรื่องสังคมมั่นคง ครอบครัวมั่นคง แต่จริง ๆ แล้วมันมี


*๑ ข้อพิจารณา ข้อวิจารณ์ และข้อเสนอในที่ประชุม สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้นำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “จากสุขภาพทางจิตวิญญาณ สู่สุขภาพทางปัญญา” (สิงหาคม ๒๕๔๖)


อะไรที่ลึกซึ่งกว่านี้หรือเปล่า ?... องค์ความรู้จริง ๆ ที่จะเอามาแก้ปัญหาของสังคมเรายังไม่เห็นชัดนัก อันนี้เป็นภาระให้คนรุ่นใหม่ศึกษาสังคมไทยให้ลึกซึ่งกว่านี้ เราจะได้เอาองค์ความรู้นั้นมาแก้ไขปัญหาสังคม เมื่อประมาณ ๔-๕ ปี องค์การอนามัยโลกได้ตั้งคำถามว่าคนคนหนึ่งมีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี เข้าสังคมเก่ง แต่เป็นคนไม่มีศีลธรรม ไม่มีหลักยึด ไม่มีอุดมการณ์ชีวิต คนพวกเขานี้จะเข้าไปทำลาย เข้าไปเบียดเบียนคนอื่น ... ตรงนี้สำคัญ จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของ health ทำให้มีคำว่า spiritual health ขึ้นมาเราก็พยายามหาคำที่มีความหมายมาใช้ ...จนได้คำว่า “สุขภาพทางจิตวิญญาณ” ...จนมีการทักท้วงกันมากมายว่ามันไม่เหมาะในสังคมไทย” (หน้า ๑-๓)

ผู้รู้ทั้งหลายอภิปรายกันอย่างทั่วถึง จนมาได้คำว่า “สุขภาพทางปัญญา” จากการเสนอของ ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ ดังมีคำอธิบายอยู่ในการอภิปรายของท่าน ดังนี้

“คำว่า จิตวิญญาณ (Spirituality) มันซึมซับเข้ามาสิงสถิตครอบงำความคิดของนักวิชาการไทยมากมาย ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เราจะแปลศัพท์ได้ถูกต้อง และก็ไม่มีทางที่เราจะห้ามความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากคำนี้ เพราะมันเกิดขึ้นจากคนอื่น ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเรา ดังนั้นดิฉันจึงกลับมาดูตัวเอง ก็คือ ระบบสุขภาพแห่งชาติ น่าจะประกอบด้วย กาย จิต สังคม และปัญญา ซึ่งหลายท่านได้พูดแล้วให้เหตุผลนานัปการแล้ว และสุดท้ายก็ลงมาที่ปัญญา ดังนั้นเหตุไฉนเราจะต้องไปตามคนอื่น เราน่าจะคำนึงถึง “สุขภาพทางปัญญา” ซึ่งมีฐานหลายฐานที่ไม่ได้มาจากศาสนาเลย

“ในบทความของดิฉันเรื่องหนึ่ง คือ “สมบัติทิพย์ของการศึกษาไทย” ได้พูดถึงเรื่องของความคิด ความเป็นอิสรภาพ ว่า มันจะต้องมีฐานอยู่ ๓ ฐาน ปัญญาจะเกิดได้จาก ๓ ฐานนี้ ฐานที่ ๑ : ฐานวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ภาษา , ฐานที่ ๒ : ฐานทางปัญญาธรรม ได้แก่ กระบวนการพัฒนามนุษย์ทั้งหมด และฐานที่ ๓ : ฐานศีลธรรม คือ หลักความถูกต้อง จิตสำนึกของส่วนรวม ระบบคุณค่า เมตตา ความเสียสละ ...คำว่า ปัญญา เป็นสากล ไม่มีพรมแดนทางภาษา ไม่มีพรมแดนทางศาสนาและวัฒนธรรม เท่าที่ดิฉันรู้ ทุกวัฒนธรรมและทุกวงวิชาการไม่ได้คัดค้านการเข้าไปสู่สุขภาวะทางปัญญา ...” (หน้า ๑๓-๑๔)

ที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวเนื่องกับคำว่า “ปัญญา” ต่อไปอีกจนในที่สุดก็สรุปว่า ให้ใช้คำว่า “สุขภาวะทางปัญญา (Wisdom health)” โดยมีความหมายว่า “ความฉลาดรู้ นำไปสู่ชิวิตที่สมดุล” (หน้า ๓๒)

คำว่า “ความฉลาดรู้” นั้น น่าจะหมายถึง รู้สิ่งที่เป็นคุณเป็นโทษแก่ตัวเอง ในทางกาย (สุขภาพทางกาย), ในทางอารมณ์ (สุขภาพทางจิต), ในการอยู่ร่วมในสังคม (สุขภาพทางสังคม) , และในทางความรู้ ความคิด (สุขภาพทางปัญญา) ได้แก่ การแสวงหาความรู้ ความจริง รู้ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมดา เพื่อให้หลุดพ้นจากความกลัว ความหลง ความงมงาย เป็นต้น

ทั้งนี้ แต่ละข้อมี ๔ ด้าน (มิติ) คือ รู้ส่งเสริม, รู้ป้องกัน, รู้รักษา และรู้ฟื้นฟู


*๒ มีการใช้คำว่า “สุขภาพ” กับ “สุขภาวะ” ร่วมกันอยู่ในที่ต่าง ๆ ในที่นี้ผู้เขียนให้ความหมายต่างกันว่า “สุขภาพ” เทียบกับคำว่า “health” ซึ่งมีได้ทั้งสุขภาพดี (good health) และสุขภาพไม่ดี (bad health) สอนคำว่า สุขภาวะ” หมายถึง ภาวะที่เป็นสุข หรือ happy state หรือ health

*๓ จากการอภิปรายของ ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย (หน้า ๔, หนังสือเล่มเดียวกัน)



ส่วนความหมายของคำว่า “ชีวิตที่สมดุล” ก็น่าจะประยุกต์กับชีวิตของตนเองทางกายและจิตใจ, ชีวิตทางสังคม ได้ในทำนองเดียวกัน คือ ความสมดุลในทางกาย หมายถึง การรักษาร่างกายไม่ให้สมบูรณ์เกินไป แต่ก็ไม่ขาดแคลน, ความสมดุลทางจิต หมายถึง การไม่ตื่นเต้นดีใจเกินไปเมื่อสมหวัง และไม่โศกเศร้าเสียใจเกินไปเมื่อผิดหวัง, ความสมดุลทางสังคม หมายถึง การไม่ยึดติดพึ่งพิงสังคมเกินไปจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ไม่ปลีกห่างจนถึงขั้นไม่แยแสสังคม

ผู้เขียนขออนุญาตสรุปว่า “สุขภาวะทางปัญญา (wisdom health)” ซึ่งมีความหมายว่า “ความฉลาดรู้ นำไปสู่ชีวิตที่สมดุล” น่าจะหมายถึงสิ่งต่อไปนี้

๑. ความรู้ในความจริงขิงธรรมชาติ ที่เป็นคุณเป็นโทษแก่ตัวเอง เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับพื้นฐาน และพัฒนาไปถึงระดับมีสำนึกที่จะรัก, รักษาธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลยั่งยืน
๒. ความรู้ในทางวิชาชีพ เพื่อเลี้ยงชีพตนเองได้ ไม่เป็นภาระแก่คนอื่น และอาจพัฒนาไปถึงระดับที่ช่วยเหลืออุปถัมภ์ผู้อื่นได้
๓. ความรู้และสำนึกที่จะอยู่ร่วมในสังคม โดยไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น และอาจพัฒนาไปถึงระดับที่ช่วยส่งเสริมหรือดูแลสังคมให้มีระเบียบกฎเกณฑ์ก้าวหน้าไปในทางสันติสุข
๔. ความรู้ในตนเอง รู้วิธีใช้ความสามารถเต็มศักยภาพของตนเอง รู้การควบคุมความคิดจิตใจของตนเองให้อยู่ในกรอบที่จะไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน รู้รักษาสมดุลทางอารมณ์ได้

 

ต่อไปนี้เราจะทำความเข้าใจกับ “การ์ตูน” บ้าง

ในหนังสือ เข้าใจการ์ตูน ได้ให้นิยามไว้ว่า “การ์ตูน คือ การสื่อสารความคิดสร้างสรรค์ด้วยภาพ, อย่างปรนัย (Cartoon is a visual communication of creativity, objectively)”

จากนิยามข้างต้นอาจแจกแจงองค์ประกอบปัจจัยของการ์ตูนได้ ๓ ส่วน คือ
๑. ภาษาภาพ (visual language) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในด้านรูปแบบ
๒. ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในด้านเนื้อหา
๓. การสื่อสารแบบปรนัย (objective communication) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในด้านเจตนา ๔

อธิบายดังนี้

ภาษาภาพ (visual language)
ภาษาภาพ หมายถึง ภาษาที่ภาพเป็นตัวกลางเพื่อสื่อความหมาย ภาษาภาพเป็นส่วนหนึ่งองภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ

ภาษาที่มนุษย์ใช้ มี ๒ แบบ คือ ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ (Non-verbal language) กับภาษาถ้อยคำ (Verbal Language) แต่เมื่อพูดถึงภาษา คนทั่วไปมักคิดเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันว่า หมายถึงภาษาถ้อยคำ ทั้งๆ ที่ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำก็มี และมีมาก่อนภาษาถ้อยคำเสียอีก ได้แก่ ภาษาภาพ ภาษาเสียง ภาษากลิ่น ภาษารส ภาษาสัมผัส


*๔ การแจกแจงนี้ต่างจากของเดิมเล็กน้อย การแจกแจงเดิมกล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญของการ์ตูนมี ๓ ส่วน คือ ๑ ) การสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในด้านรูปแบบ ๒) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานด้านเนื้อหา และ ๓) การสื่อสารแบบปรนัย (objective communication) เป็นเงื่อนไขในด้านท่าทีของการสื่อสาร


ลองนึกดูว่า ในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีถ้อยคำที่จะสื่อสารกันได้ พวกเขาจะสื่อสารกับเผ่าพันธุ์เดียวกันและกับโลกรอบ ๆ ตัวเขาด้วยอวัยวะสำหรับรับรู้ที่ธรรมชาติให้มานั่นเอง คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิว สัมผัส และจิต (อายตนะหก) การรับรู้ด้วยอวัยวะเหล่านี้เป็นการสื่อสารพื้นฐานของมนุษย์และสัตว์ ประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เกิดการรับรู้ความหมายที่แน่นอน เช่น เมื่อผลไม้สดหรือเน่า เมื่อสัตว์ดุร้ายหรือไม่ดุร้าย เมื่อของร้อนหรือเย็น ฯลฯ ลักษณะหรือรหัสที่มีความหมายแน่นอนนี้ ก็คือ ภาษา ภาษาเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “ภาษาธรรมชาติ” เป็นภาษาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีความหมายที่เกิดขึ้นเอง มิใช่มนุษย์กำหนดขึ้น ในบรรดาภาษาธรรมชาติเหล่านี้ ภาษาภาพเป็นภาษาที่สำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นเป็นการรับรู้ที่ให้รายละเอียดของความจริงได้มากที่สุด, แยกแยะได้ชัดเจนที่สุด, ไกลที่สุด, ฯลฯ ถ้าตาบอดเสียอย่างเดียว การรับรู้ความเป็นจริงของเราจะหายไปมากกว่าครึ่ง

ต่อมา มนุษย์ก็เรียนรู้วิธีสร้างภาพโดยการขีดเขียนตามแบบของจริงที่ได้เห็น ภาพเขียนนี้เป็นสื่อหรือตัวกลางในการส่งความหมายให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ด้วยได้ เป็นภาษาภาพ

ภาพ หรือการมองเห็น สามารกรับรู้ความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ได้มาก จึงมีผู้แจกแจงภาษาภาพในระดับย่อมลงไปอีก ได้แก่ ภาษากาย (สีหน้า, ท่าทาง, การชี้บุ้ยใบ้), ภาษามือ, ภาษาวัตถุ, ภาษาเสื้อผ้า, ภาษาสัญญาณ เป็นต้น (ภาพประกอบ)

แต่ในชีวิตประจำวันของเราภาษาถ้อยคำเป็นภาษาหลักที่ครอบงำภาษาอื่นๆ ทั้งสิ้น และในสื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็เป็นการสื่อสารร่วมกับภาษาภาพ เราจึงควรทำความเข้าใจภาษาถ้อยคำสักเล็กน้อย

ภาษาถ้อยคำ
ภาษาถ้อยคำเมื่อแรกมี คงเป็นการออกเสียงเพื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ เป็นเบื้องต้น ซึ่งมนุษย์จะต้องกำหนดชื่อเรียกให้กับสิ่งต่าง ๆ และตกลงรับรู้ชื่อที่สมมุติร่วมกัน จากนั้นก็คงจะเป็นการสร้างคำเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน จากนั้นก็นำคำเหล่านั้นมาผูกกันเป็นใจความ เป็นประโยค เป็นเรื่องราวในการสื่อสารยาวขึ้น ๆ ก่อนที่จะรู้จักการบันทึกเป็นภาษาเขียน

ภาษาเขียนนี้ก็เป็นการสมมุติขึ้นอีกชั้นหนึ่ง คือสมมุติว่า เสียงอย่างนี้ต้องเขียนอย่างนี้

ดังนั้น ในการอ่านภาษาถ้อยคำ จึงเป็นการถอดรหัส ๒ ชั้น คือ ชั้นแรกต้องรู้ว่าตัวเขียนอย่างนี้ออกเสียงอ่านอย่างไร ชั้นที่สองเสียงที่อ่านอย่างนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

ภาษาถ้อยคำจึงเป็นภาษาที่ต้องสอนต้องเรียนกัน จึงจะรู้เรื่องและต้องเรียนตั้งแต่เด็ก ทันทีที่มีวัยพอที่จะสอนได้ เรียนได้ ภาษาถ้อยคำที่เราไม่ได้เรียนเราไม่มีทางรู้ความหมายได้เลย เช่นเดียวกับการอ่านรหัสลับที่ไม่มีกุญแจในการถอดรหัส และคงเป็นเพราะเหตุที่เราต้องลงทุนเรียนภาษาถ้อยคำกันมาทุกคนตั้งแต่เด็ก หรือเป็นเพราะภาษาถ้อยคำใช้ประโยชน์ได้มาก เราจึงมองเห็นภาษาถ้อยคำสำคัญกว่าภาษาอื่น ๆ

มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง คือ กรณีที่ภาษาถ้อยคำให้ความหมายเป็นภาษาภาพ หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เอาภาษาภาพมาใช้สื่อความหมาย เช่น ในคำเปรียบเปรยต่อไปนี้

กงเกวียนกำเกวียน หมายความว่า ทำกรรมใดไว้ก็จะได้ผลกรรมนั้น เช่นเดียวกับที่กงเกวียน (วงล้อ) กับกำเกวียน (ซี่ล้อ) ต้องหมุนกลิ้งไปด้วยกัน (เป็นการเล่นล้อคำว่า “กำ” กับ “กรรม”

กบในกะลา หมายความว่า ผู้รู้น้อยคิดว่ารู้มาก รู้หมดทั่วแล้ว ความจริงเป็นความรู้แค่ในขอบเขตกะลาครอบ

กระเชอก้นรั่ว หมายความว่า เป็นคนเก็บเงินไม่ได้ เช่นเดียวกับกระเชอก้นรั่วเก็บของไม่ได้

กลมเป็นลูกมะนาว หมายความว่า เป็นคนกลิ้งกลอก เช่นเดียวกับมะนาวซึ่งกลิ้งไปมาจนหยิบจับได้ยาก ฯลฯ

กรณีเช่นนี้แสดงว่า ภาษามีพลังในการสื่อสารมากจนภาษาถ้อยคำต้องอาศัย เพื่อเพียงพูดสั้นๆ ก็ “เห็นภาพ” และได้ความหมายชัดเจนลึกซึ้ง ในเวลาเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงว่าภาษาถ้อยคำสามารถทดแทนและครอบงำภาษาภาพได้ (คือสามารถบรรยายภาพด้วยถ้อยคำ)
ภาษาถ้อยคำ มี ๔ รูปแบบ คือ
๑. เสียง (ภาษาพูด หรือ อ่าน)
๒. ตัวอักษร หรือ รหัสขีดเขียน (ภาษาเขียน)
๓. ตัวอักษรนูน (อักษรเบรลล์) ของคนตาบอด (ภาษาสัมผัส)
๔. ภาษามือ หรือ ภาษาใบ้ (ตัวอย่างคือ การแปลข่าวเป็นภาษาใบ้ของโทรทัศน์ช่อง ๑๑)

 

ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการคิดไปในทางที่ไม่ปกติ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา (Problem Solving), การประดิษฐ์คิดค้น (Invention), การจินตนาการ (Imagination), การฝันเฟื่อง (Fantasy) อารมณ์ขัน (Homor) หรือ อย่างน้อยที่สุดก็แค่การคิดเล่นสนุก ๆ ออกนอกลู่นอกทางบ้าง ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของความคิดทางข้าง (Lateral Thinking)

ความคิดของคนมี ๒ อย่าง คือ ความคิดทางดิ่ง (Ventical Thinking) กับ ความคิดทางข้าง (Laterel Thinking)

ความคิดทางดิ่ง คือ ความคิดตามเหตุผล (Logical Thinking) เป็นวิธีคิดแบบคณิตศาสตร์ ประเภท ๑+๒ = ๒ ที่เรียกว่า ความคิดทางดิ่ง ก็เป็นนัยว่า เหตุผลชักนำความคิดให้มีน้ำหนักลงทางดิ่งเหมือนวัตถุที่ถูกโลกดึงดูดให้ตกลงเป็นปกติธรรมดา ความคิดทางข้างคือ ความคิดที่ไม่เป็นไปตามเหตุตามผล ไม่จำเป็นจะต้องเป็นประโยชน์แต่จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับความคิดทางดิ่งได้ คือประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติได้ ความคิดทางข้างเป็นต้นทางของความคิดสร้างสรรค์

อนึ่ง ความคิดสร้างสรรค์นี้ ผู้เขียนคิดว่า เป็นสิ่งที่มีแต่ในมนุษย์เท่านั้น สัตว์ไม่มี ด้วยเหตุนี้ความเป็นอยู่ของสัตว์แต่ละรุ่นจึงเปลี่ยนน้อยมาก การเปลี่ยนแปลงหากจะพอมี ก็เกิดจากเงื่อนไขของการเอาตัวรอดตามทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ของชาร์ลส์ ดาร์วิน มิใช่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น อาจจะพูดได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่แยกแยะระหว่างมนุษย์กับสัตว์

ความคิดสร้างสรรค์มีอยู่หลายรูปแบบ ในการใช้งานของแต่ละวงการ

ในการสื่อสารการ์ตูน (Cartoon communication) ตัวสาร (message) คือ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมี ๒ ด้าน คือ ความคิดสร้างสรรค์ด้านรูปแบบ และความคิดสร้างสรรค์ในด้านเนื้อหา

ความคิดสร้างสรรค์ในด้านรูปแบบของการ์ตูน คือ การดัดแปลง, การลดทอนให้เรียบง่าย, การเปรียบเปรย, การล้อเลียน, การเน้นให้เกินจริง (มากหรือน้อย), การแยกแยะ, การจัดองค์ประกอบ, การออกแบบ (เช่น ตัวละคร, ฉาก, อุปกรณ์), การจินตนาการ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อการสื่อสารด้วยภาพ (การมองเห็น, การดู) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ทำให้น่าสนใจ, ทำให้เข้าใจได้ง่าย และสร้างความประทับใจ (เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารคราวหน้า) การ์ตูนมีหลายรูปแบบ ที่เป็น ๒ มิติ ได้แก่ การ์ตูนภาพประกอบ (illustration), การ์ตูนช่องเดียวจบ (single / Gag Panel), หลายช่องจบ (Multiple Panel / Strip), นิยายภาพ (Comics), ภาพเคลื่อนไหว (Animation), ภาพยนตร์ (Live-action Film) ที่เป็น ๓ มิติ ได้แก่ ภาพแกะ, ภาพปั้น, ปะติมากรรม, สถาปัตยกรรม, การตกแต่ง, เครื่องเรือน, เครื่องใช้, ของเล่น, ตุ๊กตา, หุ่น, หุ่นชัก / เชิด, หนังตะลุง, หุ่นสวมตัว, การแสดงสด, ฯลฯ ตามแนวคิดของผู้เขียน, ทุกสิ่งที่มองเห็นได้ มีสิทธิ์ที่จะเป็นการ์ตูนได้ทั้งสิ้น

ความคิดสร้างสรรค์ในด้านเนื้อหาของการ์ตูน อาจแบ่งได้ ๔ กลุ่มคือ เรื่องขำขัน (Humorous), การล้อเลียน (parody), เรื่องเชิงวิพากษ์วิจารณ์ (commentary), และเรื่องเล่าเชิงจินตนาการ (fictitious)

เรื่องขำขัน คือ เรื่องที่เล่าเพื่อให้เกิดอารมณ์ขันแก่ผู้อ่านหรือผู้ดู (การอ่านกับการดูเป็นการสื่อสารด้วยตาด้วยกัน จึงเป็นสื่อการ์ตูนได้ ต่างกับการฟัง ซึ่งใช้หู ไม่ใช่สื่อการ์ตูน) มีลักษณะเรียบง่ายรวบรัด ซึ่งเข้ากับรูปแบบของการ์ตูนได้ดี

การล้อเลียน หรือเสียดสี (Parody) คือ การนำเอาภาพบุคคล, สถาบัน, สถานที่, เหตุการณ์ หรืออะไรอื่น (ที่ล้อได้) มาทำให้เห็นน่าขัน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น นำไปเปรียบเปรยกับสิ่งอื่น (เช่น สัตว์),


๕ ใน เข้าใจการ์ตูน แบ่งไว้ ๓ กลุ่ม คือ การ์ตูนอารมณ์ขัน (Humorous) กับการ์ตูนเรื่องเล่า (Storytelling) โดยคิดว่า เรื่องล้อ และเรื่องเชิงวิพากษ์วิจารณ์ อยู่ในกลุ่มการ์ตูนอารมณ์ขัน แต่คิดใหม่ว่าน่าจะแยกกลุ่ม เพราะเจตนาและวิธีการสื่อสารแตกต่างกัน


ทำให้บิดเบี้ยว, เน้นส่วนเด่น หรือส่วนด้อย หรือส่วนที่แตกต่างจากผู้อื่น ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก เป็นต้น การล้อเลียนมีเจตนาทำให้ผู้ดูสนุกหรือเห็นขัน เป็นสำคัญ ถ้ามีนัยยะของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย ก็จัดอยู่ในกลุ่มถัดไป

เรื่องเชิงวิพากษ์วิจารณ์ คือ การนำเอาภาพบุคคล, สถาบัน, สถานที่, เหตุการณ์ ฯลฯ มาเสนอด้วยมุมมองที่แตกต่างจากปกติในเชิงล้อเลียน, เสียดสี, ประชด ด้วยเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เห็นความคิดที่แตกต่างเป็นหลัก การ์ตูนประเภทนี้แยกจากประเภทขำขัน และล้อเลียน แม้ว่าจะมีอารมณ์ขันร่วมและนัยยะล้อเลียนอยู่ด้วยก็ตาม เพราะผู้ที่จะเขียนการ์ตูนเชิงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องใดได้ก็จำเป็นต้องมีความรู้จำเพราะในเรื่องนั้น ๆ พอสมควร

เรื่องเล่าเชิงจินตนาการ คือ เรื่องเล่าที่คิดแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ความบันเทิงในที่นี้หมายถึงการได้ปลดปล่อยให้ความคิด ความรู้สึกคล้อยตามจินตนาการของเรื่องไป ซึ่งอาจเป็นเรื่องสุข, เรื่องสนุกหรือเรื่องเศร้าก็ได้ (เรื่องเศร้าหลายเรื่องเป็นความบันเทิงอันอมตะยิ่งกว่าเรื่องสนุกเสียอีก เช่น โรมิโอกับจูเลียต, คู่กรรม เป็นต้น เรื่องเชิงจินตนาการมีมากมายหลายอย่าง เช่น นิทาน, เรื่องผจญภัย, สืบสวน, เรื่องรัก, เรื่องผี, เรื่องฝันเฟื่อง (Fantasy) ฯลฯ

การสื่อสารแบบปรนัย (objective communication)
การสื่อสารแบบปรนัย คือ แนวคิด (concept) หรือท่าที (attitude) ในการสื่อสาร ซึ่งมีความหมาย ๔ อย่าง

อย่างแรก หมายถึง การสื่อสารตามความหมายในเชิงวัตถุ (object) ที่มองเห็นได้ จับต้องได้

อย่างที่สอง หมายถึง การสื่อสารอย่างมีเป้าหมาย หรือ มีกลุ่มผู้รับสารที่เป็นเป้าหมาย

อย่างที่สาม หมายถึง การสื่อสารตามความหมายที่เป็นจริงตามที่รับรู้กันทั่วไป ไม่ใช่ตามความเข้าใจของใครคนใดคนหนึ่ง

อย่างที่สี่ หมายถึง การสื่อสารที่ถือเอาการตีความของผู้รับสาระสำคัญ (เป็นนัยยะที่ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เมื่อผู้ส่งสารเห็นแก่ความเข้าใจของคนอื่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความเข้าใจของตนเองสำคัญ)

คำว่า objective นี้ ตรงข้ามกับคำว่า subjective หรือการสื่อสารแบบปรนัย ซึ่งหมายถึง การสื่อสารตามความหมายที่ผู้ส่งสารกำหนดขึ้นเอง ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ถือเอาการตีความของผู้ส่งสารเป็นสำคัญ เป็นการสื่อสารที่ไม่มีกลุ่มผู้รับสารเป้าหมาย เป็นแต่การแสดงออกตามความพอใจหรือเพื่อปลดเปลื้องความกดดัน (หรือแรงบันดาลใจ) ของผู้ส่งสาร คำสองคำนี้เป็นคำที่แสดงเจตนาและท่าทีของการสื่อสารที่แตกต่างกันคนละขั้ว

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของเรื่องนี้คือ ภาพเขียนแบบเหมือนจริง กับภาพเขียนแบบนามธรรม กล่าวคือ ภาพเขียนแบบเหมือนจริงเป็นการสื่อสารแบบปรนัย ด้วยเจตนาที่จะให้ผู้อื่นดูรู้เรื่องได้ ชื่นชมได้ ส่วนภาพเขียนแบบนามธรรมเป็นการสื่อสารแบบอัตนัย ด้วยเจตนาแสดงความประทับใจ, ความคิดเห็น, การตีความ, แสดงภูมิ, หรือการค้นคว้าทดลองในเชิงศิลปะของตัวผู้เขียนเป็นหลัก ผู้ดูจะต้องปรับ


๖ คำว่า objective มีคำแปล ๒ คำคือ วัตถุวิสัย หรือ ปรนัย ตรงข้ามกับ subjective ที่แปลว่า อัตวิสัย หรือ อัตนัย ผู้เขียน เลือกคำว่า “ปรนัย” เพื่อให้ หมายความว่า เพื่อการตีความหมายของผู้อื่น (ปร = อื่น, นัย = ความหมาย) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของคำนี้ ถ้าใช้คำว่า “วัตถุวิสัย” ก็จะไม่เห็นประเด็นดังกล่าว


ความคิดให้อยู่ในระดับในกรอบเดียวกับผู้เขียนเอาเอง เพื่อที่จะทำความเข้าใจและชื่นชมงานศิลปะนั้น

การ์ตูนเกี่ยวข้องกับสุขภาพทางปัญญาอย่างไร ?
การ์ตูนเป็นสื่อ (หรือตัวกลาง) ชนิดหนึ่งในวิธีการสื่อสารอันหลากหลายของมนุษย์ อันความหมายว่า คนเรามีความสัมพันธ์กับการ์ตูนอยู่ ๒ ข้าง ข้างหนึ่งในฐานะผู้สงสาร กับอีกข้างหนึ่งในฐานะผู้รับสาร หรือเรียนอีกอย่างว่า “ผู้สร้างการ์ตูน” กับ “ผู้เสพการ์ตูน”

ผู้สร้างการ์ตูน เป็นผู้ปรุงสาร (message) ซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์ในแง่ใดแง่หนึ่ง ออกมาด้วยภาษาภาพ (ในบางกรณีก็มีภาษาถ้อยคำ, ภาษาดนตรี ร่วมด้วย) ให้เป็นที่เข้าใจได้ (objectively)

ผู้เสพการ์ตูน เป็นผู้รับสาร ที่ได้ปรุงมาแล้วนั้น เพื่อความพอใจของตน

สุขภาพทางปัญญาของผู้เสพการ์ตูน ขึ้นอยู่กับการ์ตูนที่เสพอันเป็นการเรียนรู้ตามสื่อ ตามสารต้นทาง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ตามปกติเปรียบได้กับการหว่านเมล็ดพันธ์พืชชนิดใด ก็ย่อมได้พืชพันธ์ชนิดนั้น เงื่อนไขที่ทำให้ผันแปรอยู่ที่การเลือกของผู้เสพ ซึ่งเงื่อนไขการเลือกก็อยู่ที่ตัวผู้เสพเองส่วนหนึ่ง กับการบังคับหรือชักจูงจากผู้อื่นอีกส่วนหนึ่ง

สุขภาพทางปัญญาของผู้เสพการ์ตูนจะพัฒนาไปในทางที่ดีถ้าได้เสพการ์ตูนที่ดี แต่จะพัฒนาไปในทางที่ไม่ดี ถ้าได้เสพการ์ตูนที่ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ตรงไปตรงมา

ในเมื่อสุขภาพทางปัญญาของผู้เสพการ์ตูนขึ้นอยู่กับการ์ตูนที่เสพ ก็อาจพูดได้อีกอย่างว่า สุขภาพทางปัญญาของผู้เสพสื่อการ์ตูนขึ้นอยู่กับสุขภาพทางปัญญาของผู้สร้างการ์ตูน คำถามสำคัญก็คือสุขภาพทางปัญญาของผู้สร้างสื่อการ์ตูนซึ่งเป็นต้นทางของการสื่อสารของการพัฒนา (หรือไม่พัฒนา) สุขภาพทางปัญญา นี้ มาจากไหน ?

ตอบว่า สุขภาพทางปัญญาของผู้สร้างการ์ตูน มาจาก ๒ ทาง คือ
๑. เรียนรู้จากทางอื่น ๆ เช่น การศึกษา, การอบรมเลี้ยงดู, ประสบการณ์, การขัดเกลาทางสังคม ฯลฯ
๒. เรียนรู้จากกระบวนการสร้างและกระบวนการสื่อสารการ์ตูน

ข้อที่ ๒ นี่แหละสำคัญ ถือเป็นประเด็นของบทความนี้ ว่ากระบวนการสร้างและสื่อสารการ์ตูนมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบุคคลให้มีสุขภาพทางปัญญา (ที่ดี) ได้อย่างไร

คำตอบก็คือ องค์ประกอบของการ์ตูน หรือกระบวนการสื่อสารการ์ตูนนั่นเองที่มีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบุคคลให้มีสุขภาพทางปัญญา (ที่ดี) ได้ องค์ประกอบที่ว่า คือ ภาษาภาพ, ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารอย่างปรนัย

ขอเน้นว่า การเรียนรู้ที่จะสร้างสื่อการ์ตูนมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาพทางปัญญา เป็น การพัฒนาภายในจิตใจ ของบุคคลผู้เรียนรู้ ก่อนอื่น เมื่อเขาได้สร้างสื่อการ์ตูนเผยแพร่ออกไป สารในการ์ตูนนั้นจึงจะไปมีผลกับผู้อ่านต่อไป

เราจะมาพิจารณากันว่า การเรียนรู้กระบวนการสร้างการ์ตูนอันได้แก่ ภาษาภาพ, ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารอย่างปรนัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพทางปัญญาอย่างไร


ภาษาภาพ (และการเรียนรู้ภาษาภาพ) ช่วยให้เกิด...

๑. ความช่างสังเกตพิจารณารายละเอียดของธรรมชาติ เพื่อรู้เงื่อนไขในการเขียนจำลองภาพตามธรรมชาติ เช่น รูปร่าง สัดส่วน แสงเงา สีสัน มิติ ความสัมพันธ์กับสิ่งเคียงข้าง ฯลฯ รายละเอียดเหล่านี้ ผู้เขียนการ์ตูนจะสมมุติขึ้นตามใจชอบไม่ได้ เพราะผู้ดูภาพจะไม่เข้าใจ การสมมุติในเชิงสร้างสรรค์ใดๆ ยังต้องอยู่ในกรอบที่อ้างอิงกับการรับรู้ภาษาภาพของคนทั่วไปอยู่เสมอ ความช่างสังเกตฯ นี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่ดีที่สุด เป็นคุณสมบัติของผู้มีเหตุผล และนักวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลอ้างอิงมากมายว่า การค้นพบทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างมาจากภาษาภาพ (กิจกรรมศิลปะนำไปสู่จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์)

๒. ความรู้ในความเป็นจริงของธรรมชาติ นำไปสู่ความเข้าใจและความรักในธรรมชาติ ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน

๓. การรู้จักและเข้าใจธรรมชาติ ทำให้เห็นกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดฝืนได้ มีแต่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติทำให้ไม่ถือดี ไม่ยึดตนเป็นใหญ่

๔. มีจิตใจสงบสมดุล เพราะปลงใจได้ง่าย เพราะเข้าใจว่า การเกิด การเปลี่ยนแปลง การดับ การได้มา และการสูญเสีย เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

๕. การสังเกตลักษณะ, สีหน้า, ท่าทางการแสดงออกของคนเพื่อนำมา simplify ในการเขียนภาพการ์ตูน การสังเกตนี้คือการศึกษา”ภาษา” ต่าง ๆ ที่เป็นแขนงย่อยของภาษาภาพ อันได้แก่ ภาษาสีหน้า (facial) ภาษาท่าทาง (posture), ภาษาชี้บุ้ยใบ้ (gesture), ภาษาร่างกาย (body), ภาษาเสื้อผ้า (clothes) ฯลฯ การสังเกตหรือเรียนรู้ภาษาหรือการแสดงออกของคน เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้สังเกตได้เข้าใจธรรมชาติของคน และนำไปสู่ความสามารถในการเข้า


๗ ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ การค้นพบเรื่องความถ่วงจำเพาะของอาร์คีมีดีส (น้ำล้นจากอ่างอาบน้ำ), ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (แอบเปิ้ลหล่น), การค้นพบโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันเบนซิน (ภาพนิมิตงูกินหางตัวเอง), การค้นพบโครงสร้างโมเลกุลของ DNA (ภาพบันไดเกลียวคู่) เป็นต้น
๘ พระธรรมปิฎก, การพัฒนาที่ยั่งยืน, สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, หน้า ๑๙๔ – ๑๙๘, ๒๒๒, ๒๔๓, ๒๖๓



สังคมได้ดี เข้าถึงจิตใจของผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงผู้อื่น ผู้ร่วมสังคมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้มีสุขภาวะทางปัญญา

๖. ภาพสัตว์เป็นสิ่งที่มักขาดไม่ได้ในการ์ตูน ผู้สร้าง (เขียน) การ์ตูน ต้องศึกษาภาษาของสัตว์ที่จะเขียน ทำให้เกิดความคุ้นเคยใกล้ชิด เป็นมิตรกับสัตว์ เข้าใจและเห็นใจสัตว์ในฐานะผู้ร่วมโลกที่ด้อยกว่ามนุษย์ เป็นทัศนคติทางสังคมที่กว้างขวางออกไปอีก ไม่เฉพาะสังคมมนุษย์เพียงอย่างเดียว

๗. ภาษาภาพส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมศิลปะ เป็นการชักนำให้บุคคลสนใจกิจกรรมศิลปะอย่างจริงจังต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไปว่าศิลปะมีส่วนพัฒนาจิตใจให้อ่อนโยน, มีสุนทรียะ, มีรสนิยม, มีวัฒนธรรม

๘. การสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ เพราะ ภาษาภาพเป็นภาษาธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง อ้างอิงหรือประยุกต์จากสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่สมมุติขึ้นเองตามใจชอบ (arbitrary) อย่างภาษาถ้อยคำ ภาษาที่เป็นธรรมชาตินี้มีส่วนสำคัญในการสื่อสารแบบปรนัย หรือสื่อสารกับคนหมู่มาก รวมทั้งการสื่อสารกับผู้ที่มีการศึกษา (ภาษาถ้อยคำ) น้อย ผู้ที่เรียนรู้และใช้ภาษาภาพจึงเป็นผู้ที่สื่อสารกับสังคมส่วนใหญ่ได้ง่าย ทำให้เกิดสำนึกทางสังคมได้ดีกว่า (ยกเว้นผู้ที่ใช้ภาษาภาพไปในทางอัตนัย ซึ่งเกิดจากทัศนคติและค่านิยมที่บิดเบี้ยวไปตามกระแสศิลปะตะวันตก)

๙. ทำให้บุคคลมีทัศนะในการสื่อสารที่รอบด้านมากขึ้น เป็นองค์รวมมากขึ้น โดยการรับรู้ “ภาษา” ในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปอีก ไม่ยึดถือตีความจากภาษาถ้อยคำเพียงอย่างเดียว สามารถนำมาประยุกต์หรือทำงานร่วมกันกับภาษาถ้อยคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฯลฯ

ความคิดสร้างสรรค์

ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์มิได้ถูกผูกขาดใช้งานอยู่แต่ในการ์ตูน ความคิดสร้างสรรค์เป้นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเสียด้วยซ้ำ สำหรับความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์และสำหรับการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน สิ่งสำคัญที่ควรเน้นในที่นี้ก็คือ ด้วยกระบวนการขัดเกลาทางสังคมบางอย่างทำให้ความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลถูกบั่นทอน มีผลในสังคมนั้น ๆ ขาดพลังความคิดสร้างสรรค์ ไม่อาจแก้ปัญหาได้ดี ไม่อาจแข่งขันกับสังคมอื่นได้

สังคมไทยตื่นตัวเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว พยายามสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในหมู่เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ วิธีการที่ถูกนำมาใช้โดยทั่วไปก็คือ สนับสนุนให้มีการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกวิธีอื่น ๆ โดยอิสระมากขึ้น แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่า เราจะได้เด็กที่พูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ ก้าวร้าว หยาบคาย การเบี่ยงเบนทางเพศ การแต่งตัวที่เปิดเผยเกินพอดี กิจกรรมและการแสดงออกที่ไม่สมวัยเด็ก และอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยความเข้าใจว่าเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่ ลองพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่า การแสดงออกและกิจกรรมทั้งหลายเหล่านั้นที่แท้ก็คือ การเลียนแบบ (ผู้ใหญ่, ฝรั่ง, ญี่ปุ่น) อย่างหยาบ ๆ และการมีเสรีภาพโดยไม่เข้าใจว่าเสรีภาพคืออะไร (เพราะผู้ที่ให้เสรีภาพก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน)

การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์มีอยู่จริง มีหลายวิธี วิธีหนึ่งก็คือ การเรีนรู้การสร้างสรรค์สื่อการ์ตูน หรือ การเป็นผู้สร้างการ์ตูน

เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์คือส่วนเนื้อหาของการ์ตูน ดังนั้น ประโยชน์ที่ได้จากส่วนนี้จึงเกิดขึ้นแก่ทั้งผู้สร้างและเสพ แต่กับฝ่ายผู้สร้างนั้นจะเป็นประโยชน์ที่ลึกซึ้งกว่า เพราะเป็นผู้ที่ต้องคิดและปฏิบัติต้องใช้เวลาคลุกคลีกับความคิดสร้างสรรค์มากกว่า

ผลของความคิดสร้างสรรค์ในแง่ต่าง ๆ (ได้แก่ อารมณ์ขัน, การล้อเลียน, การวิจารณ์ และการจินตนาการ) ที่มีต่อสุขภาวะทางปัญญาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน (ได้แก่ ผู้สร้างและผู้เสพ) ผู้เขียนขออธิบายไปด้วยกันเพื่อความเข้าใจพอสังเขป เนื่องจากพื้นที่และเวลาจำกัด

ความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการสร้างการ์ตูน ช่วยให้เกิดสุขภาวะแง่ต่าง ๆ ดังนี้

๑. ความคิดสร้างสรรค์เป็นการทำงานของสมองข้างขวา ซึ่งในชีวิตประจำวันตามปกติไม่ค่อยได้ใช้ การกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนนี้ทำให้สมองพัฒนาอย่างสมดุล ช่วยพัฒนาบุคลิกอย่างสมดุล

๒. ทำให้คุ้นเคยกับการค้นหาความคิดใหม่ ๆ ทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาหรือการสร้างสรรค์

๓. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทอารมณ์ขัน ช่วยให้มองเห็นด้านขำ ๆ ของเรื่องร้าย ๆ ทำให้เกิดเป็นทัศนคติ และนิสัยชอบคิด ๒ ด้านเสมอ ทำให้ไม่ยึดติดกับด้านใดด้านหนึ่งมากไป ภาวะจิตใจมีความสมดุลมากขึ้น

๔. การคุ้นเคยกับการมองเห็นทางเลือกใหม่ ๆ ได้อยู่เสมอ (บางส่วนมาจากมองเห็นแง่ขำจากเรื่องร้าย ๆ) ช่วยให้บุคคลรู้ว่ามีทางเลือกอื่น และมีทางออก ทางแก้ปัญหาอยู่เสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้ไม่ท้อถอยยอมแพ้แก่ปัญหา

๕. อารมณ์ขันและความคิดทางข้างแบบไร้สาระ ทำให้บุคคลไม่ผูกติดกับความคิดแบบมีสาระแต่เพียงด้านเดียว ไม่จริงจังกับชีวิตและปัญหามากเกินไป ผู้ที่เผชิญกับเรื่องร้ายมาก ๆ ในชีวิตก็ไม่ถึงกับคิดสั้น – ผู้เขียนไม่เคยพบเห็นข่าวว่า การ์ตูนิสต์ฆ่าตัวตาย!

๖. ความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่าที่เป็นอารมณ์ขันหรือการจินตนาการเรื่องราว ล้วนให้ความผ่อนคลายทางอารมณ์ ทางจิตใจทั้งสิ้น เมื่อสุขภาพใจดี สุขภาพกายก็พลอยดีตามไปด้วย มีรายงานทางการแพทย์ว่าสุขภาพทางร่างกายที่เสื่อมโทรมมักมาจากสุขภาพใจที่ย้ำแย่ ความเครียดทำให้เกิดโรคได้มากมาย อารมณ์ขันและจินตนาการเป็นวิธีจิตบำบัด (psychotherapy) ที่ดี (ที่สุด ?)

๗. อารมณ์ขันช่วยให้เข้าสังคมได้ง่าย นับเป็นคุณสมบัติที่มีเสน่ห์ (มีข้อเท็จจริงให้เห็นอยู่ว่า ผู้มีอาชีพเล่นตลก หรือผู้มีอารมณ์ขัน มักประสบความสำเร็จในการหาคู่ครองสวยๆ)

๘. อารมณ์ขัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องหักมุม ซึ่งผู้ฟังหรือผู้ดูจะต้องคิดได้เอง จึงจะขำ เรื่องราวที่เป็นอารมณ์ขันจึงทำให้บุคคลชอบใช้ความคิด เพื่อแก้ปัญหา หรือค้นหาคำตอบ ทำให้มีทัศนคติทางบวกต่อปัญหา ไม่กลัวปัญหา มองปัญหาว่าเป็นโจทย์หรือเป็นเงื่อนไขให้ได้ขบคิด ได้ฝึกสมอง ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีทัศนคติทางลบต่อการคิดแก้ปัญหา จะตีความเหมารวมว่าอะไร ๆ เป็นปัญหาไปหมด ทำให้ยากที่จะแก้ปัญหาได้ การคิดค้นทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างเกิดจากความมุ่งมั่นและมีทัศนคติทางบวกต่อปัญหา

๙. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทล้อเลียน และวิพากษ์วิจารณ์ในบางแง่ เป็นการปลดปล่อยความกดดันชดเชยสถานที่ต่ำกว่าไม่สะสมจนกลายเป็นความเก็บกด ซึ่งเป็นปัญหาทั้งระดับบุคคลและระดับสังคม (ประโยชน์ของการ์ตูนการเมือง) นอกจากนี้ ผู้เขียน (หรือผู้สร้าง) การ์ตูนประเภทนี้ยังจะได้เรียนรู้ต่อไปว่า การล้อเลียนอย่างมีความคิด, มีศิลปะ และรสนิยม ซึ่งผู้คนทั่วไปรับได้นั้นควรเป็นอย่างไร เพราะการล้อเลียนอย่างหยาบคาย, การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก้าวร้าว ย่อมถูกปฏิเสธหรือลดทอนลงไปในกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socialization)
ฯลฯ



การสื่อสารแบบปรนัย

เงื่อนไขของการ์ตูนข้อนี้สำคัญมาก เพราะ

๑. เป็นจุดเริ่มต้น เป็นเจตนา เป็นแนวคิด (concept) ที่จะเป็นกรอบ เป็นเงื่อนไขกำหนดการดำเนินการเพื่อการสื่อสารในขั้นตอนและรายละเอียดอื่น ๆ ต่อไป

๒. เป็นแนวคิดที่เป็นไปเพื่อผู้อื่น (เข้าใจ) ไม่ใช่เพื่อตัวเองเป็นการลดอัตรา ลดความยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม และเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาวะทางปัญญาระดับสูง

๓. เป็นแนวคิดที่นำไปสู่การแสวงหาความรู้ และความจริง อันเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป (ปรนัย) ไม่ใช่คิดเองเออเอง ได้แก่ การเขียนภาพแบบเหมือนจริง หรืออ้างอิงกับความจริง (ภาพการ์ตูน) เป็นต้น


๔. การแสวงหาความรู้และความจริงของภาษาภาพซึ่งเป็นภาษาหลักของการ์ตูน นำไปสู่การเรียนรู้ธรรมชาติอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง เพื่อที่จะสื่อสารความหมายผ่านภาพที่เขียนได้ (การเรียนรู้นี้เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้ส่งสาร หรือผู้เขียนการ์ตูน มากกว่าฝ่ายผู้อ่านการ์ตูน) กล่าวได้ว่า การสื่อสารแบบปรนัย กับการใช้ภาษาภาพเป็นเหตุและปัจจัยแก่กันและกันอยู่

๕. เป็นแนวคิดที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น สัดส่วนของคนบ่งบอกวัย, เรื่องของแสงเงา, เรื่องของภาพเชิงลึก (perspective), การผสมสี เป็นต้น

๖. การสื่อสารแบบปรนัยไม่ใช่บทบาทของผู้ส่งสารแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นบทบาทของผู้รับสารด้วย กล่าวคือ ในขณะที่ผู้ส่งสารเขียนการ์ตูนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจ ผู้อ่านการ์ตูนก็จะเอาใจช่วยผู้เขียนโดยการพยายามทำความเข้าใจการ์ตูนนั้น ๆ ว่าความหมายว่าอย่างไรด้วย โดยไม่ยึดถือการตีความของตนเองแต่ฝ่ายเดียว ภาพที่ไม่ประณีต (โดยการลดทอน หรือโดยฝีมือยังด้อย) ภาพที่ไม่สมบูรณ์ (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้เขียน) ก็อาจสื่อสารได้ โดยอาศยท่าทีของการรับรู้แบบเอาใจช่วย (sympathetic perception) ของผู้อ่านหรือผู้ดู อย่างที่เรียกว่า ปรับคลื่น (ความคิด) ให้ตรงกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบบปรนัย ท่าทีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมสุขภาพทางสังคมที่ดี
ฯลฯ

ผู้เขียนยังต้องอาศัยไปยาลใหญ่ปิดท้ายคำอธิบายทุกข้อ เพราะรู้ว่ายังมีคำอธิบายที่ตกหล่นอยู่อีก นอกจากนี้ คำอธิบายบางอย่างเป็นเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจตนเอง (intuitive) ในฐานะคนทำงานการ์ตูน ยากจะอธิบายเป็นถ้อยคำได้ ผู้เขียนหวังว่าจะมีโอกาสศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งกว่านี้อีก ถ้าจะว่าไปแล้วบทความนี้ก็เปรียบได้กับการตั้งสมมุติฐาน เกี่ยวกับประโยชน์ของการสื่อสารการ์ตูนในแง่ที่ทีต่อสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งยังต้องการการวิจัยเพื่อพิสูจน์สมมุตฐานนี้ต่อไป การศึกษานี้จึงจะสมบูรณ์ ได้ข้อสรุปที่เชื่อถือได้ เป็นองค์ความรู้สำคัญแก่สังคมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการศึกษา การสื่อสารและการพัฒนาบุคคล พัฒนาสังคม ต่อไป



ศักดา วิมลจันทร์

ชื่อหนังสือ การ์ตูน โลกใบใหม่ของความรักและจินตนาการ
- การ์ตูนกับสุขภาพางปัญญา

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th