ปาฐกถาโกมล คีมทอง
คำให้การของชาวกรุงสยามใหม่
การศึกษาจะเป็นทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร
พิภพ ธงไชย
๒๕/๐๒/๖๒

 


 
 
 

ปาฐกถาโกมล คีมทอง
คำให้การของชาวกรุงสยามใหม่
การศึกษาจะเป็นทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร



เรียนท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และท่านกัลยาณมิตรทุกท่าน
วันนี้ผมได้รับเชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก ปาฐกถาของมูลนิธิโกมล คีมทอง ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะโกมลกับผมไม่เพียงเป็นเพื่อนกัน แต่เรายังมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้าย ๆ กัน เราสนใจปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมเหมือนกัน และเราก็เห็นพ้องกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ทางออกของความยากจนและความเหลื่อมล้ำอยู่ที่การปฏิรูปการศึกษา โกมลถึงกับออกจากกรุงเทพ ฯ ไปสอนหนังสือในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ และยังเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงในทางการเมือง โดยไม่กลัวเกรงอันตราย นับว่าโกมลเป็นคนหนุ่มสาวคนหนึ่งที่มีอุดมการณ์และมีความเสียสละอย่างน่านับถือ เสียดายที่โกมลเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาจจะยิ่งกว่าผมก็ได้


วันนี้ผมไม่ได้มาปาฐกถานะครับ แต่ผมจะมาให้การในฐานะของเชลยของกรุงสยามยุคใหม่ คำว่า "เชลย" นี้ ผมไม่ได้พูดล้อเล่นนะครับ เพราะผมรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ ผมรู้สึกมาเสมอว่าผมไม่ใช่พลเมืองในสังคมนี้ เป็นเชลย เป็นผู้ถูกปกครอง ไม่ได้เป็นคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของประเทศ


ผมได้หัวข้อการปาฐกถามาจากตอนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๓๑๐ พม่าต้อนชาวอยุธยาไปเมืองพม่า พม่าก็เอาคนเหล่านั้นมาให้การ ต่อมามีการพิมพ์หนังสือชื่อ "คำให้การของชาวกรุงเก่า" และตอนนี้ผมก็ตกเป็นเชลยเหมือนกัน ต่างกันที่ผมเป็นเชลยในคุกประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศพม่า ผมจึงเลือกชื่อปาฐกถาว่า "คำให้การของชาวกรุงสยามใหม่"


ผมถือเอา ๒๔๗๕ เป็นจุดเริ่มของสยามยุคใหม่ วันนี้ผมจะมาให้การ ว่า ๗๐ กว่าปีที่ผมอาศัยประเทศไทยนี้อยู่ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเชลย ที่น่าสนใจคือ อันนี้ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึกอย่างนี้ เพื่อนผมหลายคนอย่างคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ ก็รู้สึกว่าตนเป็นผู้อาศัยประเทศนี้อยู่เช่นเดียวกัน ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์สุลักษณ์จะรู้สึกอย่างเดียวกับผมและคุณปรีดาหรือเปล่า


ตอนนี้ผมติดคุกอยู่ จึงไม่สามารถมาพบกับทุกท่านได้ ต้องให้ภรรยามาอ่านคำให้การของผมให้ทุกท่านฟังแทน


ผมดีใจนะครับที่ติดคุก ผมพูดจริง ๆ นะครับ บางท่านอาจจะคิดว่าผมพูดเล่น เพราะผมจะได้ไปเจอคนจน เพราะมีแต่คนจนที่ติดคุก ผมจะได้มีเวลาพูดคุยกับพวกเขา ได้เรียนรู้จากพวกเขา เพราะผมสนใจเรื่องคนยากจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว    


ทุกท่านคงรู้ว่าผมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเด็กเมื่อปี ๒๕๒๒  ร่วมกับท่านอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว และท่านอาจารย์ประเวศ วะสี และตอนนี้ก็มีหมอวิชัย โชควิวัฒน เพื่อนผมมาเป็นรองประธาน เราทำมูลนิธิเด็กและโรงเรียนหมู่บ้านเด็กเพื่อคนยากจน  เรารับเด็กยากจนในชนบท จากสลัมคลองเตย สลัมใต้ถุนสะพานบางกอกน้อย และเด็กชายขอบมาเลี้ยงดูและจัดการศึกษาให้ ที่มูลนิธิเด็กเราไม่ใช้การศึกษาในระบบนะครับ เราใช้การศึกษาที่เราเรียกว่าการศึกษาทางเลือก ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักชีวิตของคนจนผ่านเด็กของผม ผ่านครอบครัวของเด็ก และทำให้ผมได้รู้ว่าคนจนมีปัญหาอะไร ได้รู้จักกับความเหลื่อมล้ำของจริง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับการศึกษาที่ผมจะพูดถึง


ตัวผมเองก็เป็นคนชนบท เป็นคนจนในชนบท ซึ่งผมภูมิใจนะครับที่เกิดเป็นคนจน เป็นคนชนบท พื้นเพผมเป็นคนป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ที่ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ผมได้เรียนรู้จักชีวิตคนจนและความเหลื่อมล้ำ ตาของผม ตาสมบุญ ตระกูลแสง เป็นกรรมการอำเภอ แต่ลาออกจากราชการมาตั้งโรงเรียนของตัวเอง ชื่อโรงเรียนป่าโมกวิทยศึกษา เมื่อปี ๒๔๗๕ ปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตารับเด็กในตลาดป่าโมกมาเรียน ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง ตาผมใจดีมาก เจอเด็กคนไหนยากจนแต่ดูท่ารักการเรียน ก็จับตัวมาเรียน ตาเป็นตัวอย่างของผมในความเป็นคนมีอุดมคติ ทำงานเพื่อคนจนและมีความกล้าหาญที่จะลาออกจากราชการมาทำตามความฝันของตัว


ต่อมาผมออกจากวิเศษไชยชาญ ครอบครัวผมย้ายจากป่าโมกไปที่อยู่ที่นั่น วิเศษไชยชาญเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเก่า มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ  ผมจึงได้มีโอกาสเปรียบเทียบระหว่างเมืองกับชนบท ได้เห็นว่ามันต่างกันตรงไหนบ้าง ได้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท


การมาเรียนกรุงเทพฯ ให้ประโยชน์ผมหลายอย่าง เพราะผมได้รู้จักกับผู้ใหญ่หลายท่าน อาจารย์สุลักษณ์        ศิวรักษ์ อาจารย์ประเวศ วะสี ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ และได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ที่สนใจปัญหาสังคม เช่น โกมล หมอวิชัย โชควิวัฒน อุทัย ดุลยเกษม สันติสุข โสภณสิริ รสนา โตสิตระกูล และอีกหลายท่าน ซึ่งถ้าเอ่ยชื่อหมดก็คงจะยาว


จริง ๆ ถ้ามองย้อนกลับไป โครงสร้างอำนาจในสังคมไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ถามว่าใครเป็นคนกำหนดการเคลื่อนของสังคม ใครเป็นคนนำพาว่าสังคมจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ต่างจากเดิม วนเวียนกันอยู่ในกลุ่มเดิม ๆ คือกลุ่มข้าราชการที่นำโดยทหาร จะมีกลุ่มคุณทักษิณมาแทรกสักช่วงหนึ่ง แต่โครงสร้างอำนาจก็ไม่ได้เปลี่ยนไป คุณทักษิณไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้าง


สิ่งที่เปลี่ยนไปจากวัยเด็กของผมคือโลกาภิวัตน์ เป็นพลวัตจากภายนอก แต่เดิมมันก็มีอยู่ ที่มีผลกระทบกับสังคมไทยมากที่สุดก็สมัยรัชกาลที่ ๕  แต่ตอนนี้มันเร็วมาก เพราะอำนาจทุนจากภายนอกเข้ามาบวกกับอำนาจทุนภายใน และกุมอำนาจการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงยุคนี้เร็วมาก และลึกซึ้ง


สิ่งที่ลดทอนพลังทางสังคมลงก็คือ แต่เดิมชนบทยังไม่ถูกกระทำมาก คือโดนกระทำนะ แต่ไม่มาก ไม่รุนแรงถึงขั้นแย่งชิงทรัพยากร ไม่แย่งชิงวัฒนธรรมเพื่อเอาไปค้าขายกับตลาดโลก กระบวนทัศน์ของรัฐยุคเก่าไม่ได้ล้วงลึกมากขนาดนี้


ชนบทเมื่อ ๔๐ – ๕๐ ปีก่อน คนไม่ค่อยต่างกันนัก ชุมชนมีลักษณะเคารพธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติในลักษณะเกื้อกูล เคารพป่า เคารพดิน เคารพน้ำ เคารพแม่พระธรณี เคารพแม่พระคงคา เจ้าป่าเจ้าเขา มีความเคารพและเกื้อกูลต่อคนในชุมชนด้วยกัน การผลิตก็เป็นไปเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการพึ่งตนเองเป็นหลัก


คนหนุ่มสาวในยุคนั้นอย่างพวกผม ทั้งคนที่มาจากชนบท มาเรียนในเมือง หรือคนที่มีพื้นเพในเมือง ไม่น้อยเลยที่มีความสนใจปัญหาสังคม ปัญหาความยากจน และไม่แค่สนใจเฉย ๆ แต่อยากมีส่วนรับผิดชอบปัญหาความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก หลายคนหันหลังให้เมืองมุ่งหน้าสู่ชนบท เช่น โกมล คีมทอง เป็นต้น อันนี้เป็นอุดมคติของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น


หลัง ๑๔ ตุลา รัฐบาลทุกรัฐบาล มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก เราตามกระแสโลก เอาเงินเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย ทำให้เกิดปัญหานานาประการตามมา อุดมคติของคนหนุ่มสาวยุคใหม่ก็เคลื่อนตัวจากการทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนหรือเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น  ไปสู่การทำงานเพื่อความร่ำรวย


ไม่แค่ในเมือง ชนบทก็กระทบนะครับ มีการเคลื่อนของค่านิยมจากการมีชีวิตพอเพียงและพอดี มีเมตตาธรรมระหว่างกันแบบสังคมเกษตรดั้งเดิม มาสู่ค่านิยมที่มุ่งแข่งขัน มุ่งการสะสม และการค้ากำไรสูงสุด สร้างปัญหาที่ท้าทายและซับซ้อน ทำให้เกิดช่องระหว่างคนรวยกับคนจน กลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตอนนี้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นเรื่องของเมืองกับชนบทต่อไปอีกแล้ว ในชนบทเองก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำเช่นกัน


ผมกลับไปอ่างทองครั้งสุดท้ายเมื่อตอนงานศพแม่ ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีโรงแยกข้าวขนาดใหญ่ระหว่างอำเภอเก่ากับวัด นายทุนใหญ่มากว้านซื้อที่ดิน ชาวบ้านถูกบังคับให้ขายที่ แล้วอพยพไปอยู่ที่อื่น ทัศนียภาพที่สวยงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เสียหมดเลย ชุมชนและหน่วยงานรัฐไม่สามารถต้านทานได้


แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยนะครับ ตอนนี้เป็นเรื่องระดับโลก นักคิดสำคัญในโลกยุคนี้ เห็นเป็นปัญหาสำคัญ มีหนังสือตีพิมพ์ออกมาหลายเล่ม มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย ลองไปหาอ่านกันดูนะครับ


ประเทศที่ร่ำรวยก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ที่อเมริกาเคยมีการประท้วงชื่อ Occupy Wall Street  ประชาชนอเมริกันจำนวนหนึ่งเขาออกมาเดินขบวนประท้วง เขาตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมคนเพียงหยิบมือเดียวถึงครอบครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจน และพอมีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ตกงาน แต่คนรวยส่วนน้อยก็ยังรวยขึ้นกว่าเก่า


กลับมาประเทศไทย เวลานี้ทุกพรรคการเมืองพูดถึงนโยบายความเหลื่อมล้ำกันทุกพรรค แต่ปรากฏว่าข้อเสนอเป็นเรื่องประชานิยมหมดเลย ซึ่งไม่สามารถไปลดเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ก็แก้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ประชานิยมใช้หาเสียงได้ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบของแจก แต่ประชานิยมไม่ได้แก้โครงสร้าง


ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องของคนจนกับคนรวย ไม่ใช่เรื่องใครมีรายได้น้อย ใครมีรายได้มาก แต่เป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของระบบ


ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และการศึกษาของเราเป็นตัวสร้างความเหลื่อมล้ำ


ผมยกตัวอย่าง รัฐสภาไทยเป็นรัฐสภาของชนชั้นนำ ซึ่งชนชั้นนำในเมืองไทยมีไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ คน ในจำนวนประชากรทั้งประเทศ ๖๖ ล้านคน แต่รัฐสภาไทยถูกครอบงำโดยชนชั้นนำซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยในประเทศ คุณรสนา โตสิตระกูล คุณประสาร มฤคพิทักษ์ กับเพื่อน สว.กลุ่มหนึ่ง ที่ต่อสู้ในสภาเพื่อคนยากจน ก็เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยในสภา สภาจึงไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะสภาเองก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำเสียเอง นโยบายและกฎหมายต่าง ๆ ถูกกำหนดวิธีคิดแบบชนชั้นนำ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่เข้าใจคนยากจน ไม่เข้าใจปัญหาคนจน ไม่เข้าใจชนบท รัฐสภาจึงเป็นผู้ผลิตปัญหาความเหลื่อมล้ำเสียเอง นี่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างทางการเมือง


วันนี้คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ กัลยาณมิตรท่านหนึ่งที่มีอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงสังคม กำลังต่อสู้เรื่องธุรกิจผูกขาด ทุกท่านคงทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูล ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงเอื้อให้กับการเติบโตของกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ ไม่ใช่เศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เศรษฐกิจที่อุดหนุนคนยากจน คนเล็กคนน้อย แม้แต่คนชั้นกลางก็จะมีพื้นที่น้อยลงไปเรื่อย ๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ก็จะยิ่งถ่างกว้างออกไป อันนี้ไม่ใช่ปัญหาในเมืองไทยที่เดียวนะครับ เป็นปัญหาทั่วโลก คุณปรีดาสู้ทีเดียวนี่ สู้ให้กับทั้งโลกเลยนะครับ


จะเห็นได้ว่า การเมืองไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน เศรษฐกิจก็มีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนแค่ไม่กี่กลุ่ม ประชาชนส่วนใหญ่จะถูกกีดกันออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ  ถ้าไม่แก้ในระดับโครงสร้าง ที่ผมยกมานี่เป็นตัวอย่างแค่นิดเดียว


พูดกันถึงปัญหาไปเยอะแล้ว ก็ต้องพูดทางออกด้วย ทางออกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นความเชื่อของผมนะครับ ท่านจะไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ไม่เป็นไรครับ เราเห็นต่างกันไม่เป็นไร แต่ขอให้มีจุดยืนตรงกัน เห็นปัญหาตรงกันเสียก่อนว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในเวลานี้ และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่วนเรื่องจะหาทางออกกันอย่างไรนี่แลกเปลี่ยนกันได้


ผมเห็นว่าต้องทำให้การเมืองเป็นประชาธิปไตย ให้เศรษฐกิจเป็นประชาธิปไตย ถึงจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ แต่จะทำได้ ต้องปฏิรูปให้การศึกษาเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน เพราะการศึกษาเป็นรากฐาน


แต่ก่อนจะพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา เราต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาก่อน คนมักจะคิดว่า เมื่อเอาลูกเข้าโรงเรียนแล้วจะลดความเหลื่อมล้ำได้ ผมขอบอกเลยว่า ไม่จริง เพราะคนจนจะอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ มีงบประมาณน้อย ครูไม่เพียงพอ ส่วนคนที่เรียนสาธิต เรียนสวนกุหลาบ เรียนเตรียมอุดม และสมัยนี้มีโรงเรียนอินเตอร์ด้วย จะกลายเป็นชนชั้นนำ


คนยากจนไม่มีทางส่งลูกหลานเรียนระดับสูง ไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะกลายเป็นชนชั้นนำ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือในการสร้างความเหลื่อมล้ำ


ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็มีเช่นกัน ผมยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ อังกฤษจะมีสถาบันการศึกษาสำหรับชนชั้นปกครองที่จะไปปกครองประเทศอาณานิคม เช่น โรงเรียนอีตัน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ เป็นต้น


เมืองไทยก็เลียนแบบมาจากอังกฤษ จะเห็นได้ว่า นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ไปปกครองประชาชน จะจบมาจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้ง ๒ มหาวิทยาลัยนี้เป็นสถาบันที่ฝึกคนไปปกครองคนอื่น


แล้วคนจนจะปลดแอกจากระบบการศึกษาได้อย่างไร คนจนต้องรู้ก่อน ว่าการส่งลูกเข้าโรงเรียน ตนเองกำลังถูกรัฐใช้ระบบการศึกษาล้างสมองให้ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐและอำนาจทุน ให้ยอมจำนนต่อวิธีคิดของชนชั้นนำ ซึ่งเรื่องนี้ชนชั้นกลางก็ไม่เข้าใจ


ในโรงเรียน เด็กไม่กล้าสู้กับครู เด็กถูกสอนให้ยอมจำนนต่อครู เมื่อโตขึ้นก็ยอมจำนนต่อรัฐ ครูเป็นตัวแทนของอำนาจ รัฐต้องการให้คนจนยอมจำนน โดยเริ่มต้นจากให้เด็กยอมจำนนต่อครู


ผมยกตัวอย่าง เวลาประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อปกป้องสิทธิของตนเนี่ย ชนชั้นนำจะมองการต่อสู้ของประชาชนว่าเป็นการก่อความวุ่นวาย คนชั้นกลางในเมืองก็คิดแบบนี้นะครับ รัฐบาลมักมองการเคลื่อนไหวของประชาชนว่ามีเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า แทนที่จะมองว่า การมาชุมนุมของประชาชน เขามีปัญหาอะไร เพราะเขาคิดว่า เมื่อคุณถูกทำให้ยอมจำนนแล้ว ให้เชื่องแล้ว คุณจะลุกขึ้นมาสู้ทำไม นี่เป็นความคิดของชนชั้นนำ


ไม่ใช่แต่รัฐนะครับ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็คิดมากเหมือนกัน เวลาจะออกมาเคลื่อนไหวเนี่ย ทั้ง ๆ ที่การเคลื่อนไหวของเขา เป็นการปกป้องสิทธิของเขา ปกป้องสิทธิของชุมชนของเขา เป็นการบอกให้รัฐรู้ว่ารัฐกำลังสร้างปัญหาให้พวกเขา และรัฐต้องแก้ไข เป็นหน้าที่รัฐที่ต้องแก้ปัญหา แต่พวกเขาจะวิตกกังวล เพราะพวกเขาถูกสอนมาตลอดให้ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ ให้เป็นผู้อาศัย ไม่ใช่เจ้าของประเทศ


เห็นไหมครับว่า การศึกษาไทยเป็นตัวสร้างความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุด เพราะการศึกษานี่ลงลึกไปถึงระดับความคิด ระดับจิตใจ

แล้วคนจนจะปลดแอกจากความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร คนจนต้องเห็นก่อนว่า การศึกษาไทยเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการล้างสมองให้ยอมจำนนต่อชนชั้นปกครอง จึงจะปลดแอกได้ จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการศึกษาเสียใหม่ ต้องทำให้คน โดยเฉพาะคนจน มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ความเสมอภาคถึงจะเกิดขึ้นได้ ความเสมอภาคไม่ใช่มีเงินเท่ากันนะครับ แต่มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะรวยหรือจน แต่คุณมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน


การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่ดี นโยบายจังหวัดปกครองตนเองเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายอำนาจจะได้ผล ประชาชนจะต้องปกครองตนเองก่อน ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการศึกษาเสียก่อน การศึกษาที่ไม่ทำให้คนยอมจำนน ให้คนเป็นตัวของตัวเอง รู้จักสิทธิของตนเอง รู้สึกว่าตนเองก็เป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ผู้อาศัย ไม่เช่นนั้นกระจายอำนาจไป อบจ. อบต. ก็จะกลายเป็นชนชั้นปกครองใหม่ ที่มาปกครองคนในท้องถิ่น


การศึกษาจะลดช่องว่างนี้ได้ ต่อเมื่อทำให้เกิดคุณภาพที่เท่าเทียมกัน จะโรงเรียนในเมือง ในต่างจังหวัด ต้องมีคุณภาพเท่าเทียมกัน อันนี้ต่างประเทศเขาทำกันแล้วนะครับ ผมทำรายโทรทัศน์ ชื่อรายการสะพานสายรุ้ง รายการโทรทัศน์ของมูลนิธิเด็ก สัมภาษณ์คนที่รู้เรื่องการศึกษาในประเทศต่าง ๆ  เขาบอกเลยว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขาทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะไม่งั้นมันเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น แล้วจะลามไปเกิดความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ๆ  เห็นไหมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีตัวอย่างมาแล้ว ต่างประเทศเขาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเริ่มต้นจากปฏิรูปไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาเสียก่อน


อีกประการหนึ่ง การศึกษาไทยไม่จำแนกเด็กในทางจิตวิทยา และไม่จำแนกเด็กตามพื้นเพของครอบครัว ตามโภชนาการและการเลี้ยงดู เด็กยากจนส่วนใหญ่ จะว่าไปก็เกือบทั้งหมด ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ได้กินอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ฉะนั้นสมองของเด็กยากจนจะไม่พัฒนาได้เท่าสมองของชนชั้นกลางและชนชั้นนำ และเมื่อไปเข้าระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพอีก ช่องว่างระหว่างเด็กจนกับเด็กรวยก็ยิ่งห่างออกไปใหญ่


ที่มูลนิธิเด็ก เราทำเรื่องนี้กัน เรามีฝ่ายวิชาการของมูลนิธิเด็ก เชิญหมอ นักจิตวิทยา นักวิชาการด้านเด็ก จากมหาวิทยาลัยมหิดลและที่อื่น ๆ มาจำแนกเด็ก เชื่อไหมครับ เราพบเลยว่า เด็กของเราซึ่งทั้งหมดมาจากครอบครัวยากจน มีพัฒนาการช้าและเป็นเด็กพิเศษถึง ๑๐๐ กว่าคน ครึ่งนึงของเด็กทั้งมูลนิธิเด็กนะครับ น่าตกใจมาก เราไม่เคยรู้เลยว่าเรามีเด็กพิเศษเยอะขนาดนี้ เด็กเหล่านี้ถ้าให้เรียนในชั้นเรียนปกติ ไม่มีทางเรียนสู้เด็กอื่นได้เลย ต้องจัดการศึกษาพิเศษให้กับเขา ที่เหมาะกับพัฒนาการของเขา เหมาะกับความเป็นเด็กพิเศษของเขา อันนี้เป็นหัวใจเลยนะครับ เราต้องจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เหมาะกับสิ่งที่เขาเป็น มิฉะนั้นแม้แต่เด็กยากจนด้วยกัน ก็จะมีความเหลื่อมล้ำกัน เพราะฉะนั้นต้องรวมงานด้านการศึกษากับงานสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ซึ่งตอนนี้งานทั้ง ๒ ส่วนนี้แยกกัน


อีกข้อเสนอหนึ่งที่ผมพูดบ่อยก็คือ การแก้ความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ต้องทำเรื่องสวัสดิการการศึกษา ผมพบว่าเด็กมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาประมาณ ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน รัฐควรจะจัดสวัสดิการเป็นคูปองการศึกษาตรงไปที่ตัวเด็กเลยได้ไหม แทนที่จะจัดงบประมาณไปที่โรงเรียน จัดงบประมาณตรงไปที่ตัวเด็กเลย เหมือนบัตรสวัสดิการคนจนที่จ่ายตรงไปที่คนจนเลย และให้เด็กไปเลือกโรงเรียนหรือที่เรียนเอง ให้เด็กมีเสรีภาพในการเลือก ถ้าโรงเรียนไหนไม่ดี เด็กก็จะไม่เลือก โรงเรียนจะได้ถูกกระตุ้นให้ปฏิรูปคุณภาพตัวเอง


อีกวิธีนึงที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจโรงเรียนทุกโรงเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ มีการคอรัปชั่นหรือไม่ แล้วจะเห็นเลยว่า โรงเรียนแทบทั้งหมดนี่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น แค่นี้ก็จะก่อให้เกิดการปฏิรูประบบโรงเรียนได้ โดยไม่ต้องมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะครับ การปฏิรูปการศึกษาจะทำการเรื่องการศึกษาโดด ๆ อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องทำการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยด้วย ทำเศรษฐกิจให้เป็นประชาธิปไตยด้วย เศรษฐกิจต้องไม่ผูกขาด ต้องทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว ทุกวันนี้การศึกษาสอนเรื่องพลเมืองเหมือนกัน แต่สอนให้เด็กเป็นประชาชนที่ยอมจำนนต่อรัฐ เพราะฉะนั้นเราต้องสอนเรื่องพลเมืองแบบใหม่ สอนให้รู้ว่ารัฐมีหน้าที่รับใช้ประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตประเทศ


อันนี้ผมดูตัวอย่างจากเยอรมันนะครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมันมีการศึกษาที่เรียกว่า civic education แปลเป็นภาษาไทยว่าการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง เพราะเขาเคยมีเผด็จการมาก่อน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์นี่ขึ้นมาจากการเลือกตั้งนะครับ มาจากประชาธิปไตย แต่สุดท้ายเป็นเผด็จการ เยอรมันเขาสรุปบทเรียนตรงนี้ เขาต้องการทำประเทศของเขาให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ให้มีเผด็จการอีก เขาเลยมีหลักสูตรสอนให้คนของเขาเป็นพลเมือง ไม่ใช่ให้เป็นเชลยอย่างผม ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนให้เป็นพลเมือง ให้เป็นเจ้าของประเทศ


ผมขอสรุปสิ่งที่พูดมาทั้งหมดในวันนี้นะครับ ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงและความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าไม่รีบแก้ไข สังคมไทยจะไปไม่รอด


และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยทุกส่วน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา และต้องทำไปพร้อม ๆ กัน จึงจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโครงสร้างได้ ขอขอบคุณมากครับ



พิภพ ธงไชย 

กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒


 


#มูลนิธิเด็ก
www.ffc.or.th

มูลนิธิเด็ก ๙๕/๒๔ หมู่ที่ ๖ ซ.กระทุ่มล้ม ๑๘ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐
โทร. ๐๒-๘๑๔-๑๔๘๑ ถึง ๗ แฟ็กซ์ : ๐๒-๘๑๔-๐๓๖๙
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220 
TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369
Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th