การปฏิวัติโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก 2
ความรุนแรงที่ถูกส่งต่อ ตอนที่ 1


การปฏิวัติโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก 2.
ความรุนแรงที่ถูกส่งต่อ ตอนที่ 1.

ช่วงที่ 2. ชองการปฏิวัติที่หมู่บ้านเด็ก เมื่อเด็กโตและผู้ใหญ่ได้ดู วีดีโอ.เรื่อง EF. (Executive Functions)ไปแล้ว ก็ได้เวลาประชุมสภาโรงเรียน ซึ่งปกติจะประชุมบ่ายวันพุธแต่ผมขอให้เปลี่ยนมาวันศุกร์แทน โดยก่อนประชุมจะมีการฉาย วีดีโอ.ที่เกี่ยวกับจิตวิทยา แล้วอภิปรายทั่วไป ซึ่งจะมีการอภิปรายนำ เพื่อดึงเรื่องให้มาสัมพันธ์กับพฤติกรรมของเด็กและผู้ใหญ่ในโรงเรียน


อย่างที่รู้กันอยู่ว่า เด็กๆของเรามาจากครอบครัวยากจน ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้าหรือไม่ก็ตาม เด็กชุดแรกนอกจากลูกชายแอ๊ว 2 คนแล้ว ก็เป็นเด็กผู้ชายจากบ้านที่แม่เลี้ยงดูโดยการตีและดุด่าอย่างรุนแรง เมื่อมาอยู่หมู่บ้านเด็ก ไม่ถูกตีอีกแล้ว ทั้งยังจะมีอิสระที่จะเล่นได้อย่างเต็มที่ และได้กินอิ่มท้อง นอนหลับ


เอกดินแดง เด็กคนแรกๆ จึงแสดงออกอย่างรุนแรงทั้งคำพูดคำจา แต่ก็จะถูกแทรกแซงจากผู้ใหญ่เพียงไม่ให้ทำร้ายสัตว์และเด็กอื่น ที่ตามมาจากสลัมคลองเตย สลัมใต้ถุนสะพานบางกอกน้อย มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย หลายคน ผสมกับลูกชาวบ้านที่ยากจนแถวโรงเรียนริมฝั่งแควน้อยสามสี่คน ซึ่งจะแตกต่างกับเด็กที่มาจากสลัม เพราะได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน


ผู้ใหญ่ชุดแรก ต้องอดทนและใช้ความรักความเมตตา แอ๊วจะเป็นหลักในเรื่องนี้ ไหนต้องดูแลลูกชายสองคนของตัวเอง และเด็กๆที่มานอนร่วมกัน ไหนต้องระวังอันตรายจากความซน ที่อาจจะไปปีนหน้าผาลงไปแม่น้ำแควน้อย ขณะที่เรารับเด็กเข้ามาอยู่เพิ่ม ผู้ใหญ่ก็ค่อยๆเพิ่มตาม พร้อมสร้างบ้านพักอาศัย ศาลาใหญ่ ห้องครัว ห้องเรียน ไปด้วย


เมื่อมีสมาชิกหลายคน เราเริ่มทดลองตั้ง"สภาโรงเรียน" จากเดิมที่ผู้ใหญ่เข้าไปแทรกแซงความรุนแรงของเด็กที่ติดตัวมาจากบ้าน ก็ใช้ที่ประชุมสภา ซึ่งทุกคนไม่ว่าผู้ใหญ่และเด็ก ต้องเข้าร่วมประชุม แล้วนำเรื่องความรุนแรงมาคุยกัน พร้อมกำหนดบทลงโทษ ที่มีคณะลูกขุนสามสี่คน โดยมีผู้ใหญ่ร่วมหนึ่งคน ประธานสภาที่ใครสมัครเป็นก็ได้ แม้แต่ตัวผู้ใหญ่เอง เช่นเดียวกับลูกขุน


เรื่องราวที่ถูกนำเข้าที่ประชุม จึงเต็มไปด้วยเรื่องด่าทอกัน แย่งของเล่นกัน และทุบตีชกต่อยกัน มีการกล่าวหาและแก้ข้อกล่าวหา เมื่อสรุปได้ก็กำหนดโทษ มีตั้งแต่ อดขนม กักบริเวณ อดไปดูหนังที่ตลาดท่าเสา อดไปเที่ยวข้างนอก กี่วัน กี่ครั้ง ก็ว่ากันไป แล้วการกำหนดกฎกติกาของชุมชน ก็ค่อยๆถูกนำเสนอเพิ่มขึ้น โดยจะมีการอ่านทบทวนก่อนการประชุมทุกครั้ง มีการเสนอยกเลิกและเสนอกฎใหม่ๆ กฎต่างๆค่อยๆเพิ่มขึ้น ตามปัญหาใหม่ๆ เด็กและผู้ใหญ่สามารถอุทธรณ์ความผิดได้ โดยจะมีกรรมการอีกชุดหนึ่งพิจารณา


สภาโรงเรียนอยู่ยั่งยืนสืบเนื่องมาถึงวันนี้ 38 ปีแล้ว บางครั้งเด็กๆเบื่อการประชุม เสนอให้ยุบสภาโรงเรียนเสียก็มี ให้กลับไปใช้อำนาจของครูใหญ่เหมือนโรงเรียนทั่วไปแทน แต่เมื่อลงคะแนนเสียง(Vote)แล้วกลับไม่ผ่าน สภาจึงดำเนินมาถึงวันนี้


เราเรียกระบบนี้ว่า "การปกครองตนเอง" เพื่อสร้างสมดุลย์ระหว่าง เสรีภาพ เสมอภาค และภารดรภาพ ซึ่งทำให้ชุมชนหมู่บ้านเด็กเดินมาจนถึงวันนี้ แน่นอน ยังมีปัญหาบางปัญหาที่ลึกกว่านี้ ที่สภาโรงเรียนแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องเป็นเรื่องของครูใหญ่และคณะครูพิจารณาร่วมกัน


คนภายนอกมาดูการประชุมสภา มองว่าเป็นของเล่น ที่ไม่มีความหมายอะไร หารู้ไม่ว่า สภาโรงเรียนเป็นตัวกำหนดวิถึชีวิตของชุมชน มาถึงวันนี้ แต่ก็ต้องอาศัยผู้ใหญ่ที่เข้าใจขบวนการประชาธิปไตย และหลักการความยุติธรรม หลักการสิทธิเสรีภาพ มาช่วยอธิบายเสริมเป็นบางครั้ง เพื่อเขื่อมทฤษฎีกับการปฎิบัติเข้าด้วยกัน


นั่นคือ เราถือหลักว่า เสียงในที่ประชุมสภาบ่งบอกถึงปัญหาและความต้องการของเด็กกับผู้ใหญ่แต่ละคน แต่ความถูกต้องนั้นต้องอาศัยความรู้และสติปัญญา มาแลกเปลี่ยนกัน การศึกษาและการอ่านหนังสือเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญของชุมชนเรา แต่ที่น่าสังเกตคือ อัน"ความยุติธรรม"นั้น เด็กๆรู้สึกและสำนึกได้ โดยไม่ต้องอาศัยคำนิยามใดๆ


เด็กๆและผู้ใหญ่ที่นี่ ต่างเข้าใจคำยากๆกันได้ดี เช่น คำว่า สิทธิส่วนตัว สิทธิส่วนรวม ความเสมอภาค และเสรีภาพ เป็นต้น แน่นอนที่สภาโรงเรียนคงจะไม่สามารถแก้ปัญหาเด็กและผู้ใหญ่ทุกปัญหาได้ เพราะบางเรื่องปัญหานั้นลงลึกถึงที่สุดของจิตใจและอารมณ์ เราผู้ใหญ่จึงต้องมีการเรียนรู้เรื่องจิตวิทยากันอยู่เสมอ ว่าปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญาและจิตใจแค่ไหน จะต้องนำไปแก้ไขเพิ่มเติมนอกที่ประชุมสภา หรือส่งจิตแพทย์ ให้การรักษาทางยา หรือส่งนักจิตวิเคราะห์ หรือส่งไปบวชเรียนในระบบของวัด หรือโรงเรียนประจำอื่นๆ เพื่อแก้ไขบางเรื่อง แต่ก็ไม่สำเร็จไปเสียทุกราย ซึ่งเราก็จะไม่ไปโทษเด็ก แต่โทษตัวเองและชุมชน ที่ยังขาดความสามารถและความรู้ ที่รู้จักเด็กไม่ดีพอ


เราพยายามรักษาเด็กๆที่ถูกบ่มเพาะความรุนแรงจากครอบครัว ไม่ให้ความรุนแรงนั้นถูกส่งต่อไปสู่ผู้อื่นและสังคม อย่างที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ โดยให้ลดน้อยไปจากตัวเขาให้มากที่สุด


แต่อย่าเข้าใจผิดว่า เด็กยากจนเท่านั้นที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรุนแรง แล้วส่งต่อความรุนแรง จากรุ่นสู่รุ่น คนมีเงิน ชนชั้นกลาง ชนชั้นต่างๆ ไม่ว่ายากดีมีจน มีการศึกษาระดับไหน ถ้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจจะสะสมความรุนแรงนั้นที่อยู่ในตัวเองส่งต่อไปยังผู้อื่นได้


โรงเรียน สังคม ครอบครัว ต้องทำงานเรื่องนี้ร่วมกัน แม้แต่เรือนจำที่คุมขังนักโทษต่างๆ ต้องถามตัวเองว่า ได้ช่วยขจัดความรุนแรงที่แต่ละคนติดตัวมา ออกไปได้มากน้อยแค่ไหน


เพื่อความรุนแรงนั้นจะไม่ได้ถูกส่งต่อไปอีก


นี่คือการปฏิรูปครอบครัวและโรงเรียน ไปพร้อมกัน นอกเหนือจากการปฏิรูปการเรียนรู้


พิภพ ธงไชย
11 มิย. 2560

#มูลนิธิเด็ก
www.ffc.or.th


มูลนิธิเด็ก ๙๕/๒๔ หมู่ที่ ๖ ซ.กระทุ่มล้ม ๑๘ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐
โทร. ๐๒-๘๑๔-๑๔๘๑ ถึง ๗ แฟ็กซ์ : ๐๒-๘๑๔-๐๓๖๙
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220 
TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th