สิงคโปร์นำร่องปรับหลักสูตรมัธยมศึกษา ให้นักเรียนเลือกเรียนแต่ละวิชาตามความสามารถ หวังผลทั่วประเทศปี 2024

 

 
 

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะ สเตรตส์ ไทมส์ (The Straits Times) ของสิงคโปร์ รายงานว่า การแบ่งสายนักเรียนมัธยมเป็นสายปกติ กับสายพิเศษ ในสิงคโปร์จะยุติลงอย่างสิ้นเชิงในปี 2024 และจะให้นักเรียนเลือกเรียนแต่ละวิชาตามระดับความสามารถของตัวเอง



ปัจจุบัน เมื่อเริ่มเรียนระดับมัธยมศึกษา นักเรียนในสิงคโปร์จะถูกแบ่งเป็นสายปกติ (เทคนิค), สายปกติ (วิชาการ) และสายพิเศษ ทางกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์จะเริ่มยกเลิกระบบนี้กับ 25 โรงเรียนในปีหน้า และจะค่อย ๆ บังคับใช้กับโรงเรียนมัธยมจนครบทุกแห่งภายในสิ้นปี 2024



ดังนั้น นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 รุ่นปี 2024 หรือนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 รุ่นปีนี้ จะเรียนวิชาต่าง ๆ ตามความสามารถและความถนัดของตัวเอง เช่น วิชาคณิตศาสตร์ จะแบ่งการเรียนการสอนเป็น 3 ระดับ คือ G1, G2 และ G3 ซึ่งตัว G มาจากคำว่า General หรือแปลว่า ทั่วไป G1 จะเทียบเท่ากับสายปกติ (เทคนิค) G2 จะเทียบเท่ากับสายปกติ (วิชาการ) และ G3 จะเทียบเท่ากับสายพิเศษ ในปัจจุบัน

'แม่น้ำกว้างสายเดียว'

เดอะ สเตรตส์ ไทมส์ รายงานโดยอ้าง นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ระหว่างการอภิปรายงบประมาณกระทรวงศึกษาฯ ว่า เมื่อนักเรียนรุ่นดังกล่าวเลื่อนชั้นไปเป็นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 ในปี 2027 นักเรียนทุกคนจะต้องสอบวัดระดับทั่วประเทศ และจะได้ใบรับรองการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้น

"จาก 3 สายการศึกษา ตอนนี้เราจะมี 'การศึกษาระดับมัธยมต้นแบบเดียว แต่มีหลายระดับวิชา' เราจะไม่ปล่อยให้ปลาว่ายน้ำในลำธาร 3 สายแยกกัน แต่จะเป็นแม่น้ำกว้างเพียงสายเดียว และปลาแต่ละตัวจะว่ายไปตามเส้นทางของตัวเอง" นายออง กล่าวตามการรายงานของเดอะ สเตรตส์ ไทมส์

 

 
"เราจะไม่ปล่อยให้ปลาว่ายน้ำในลำธาร 3 สายแยกกัน
แต่จะเป็นแม่น้ำกว้างเพียงสายเดียว และปลาแต่ละตัวจะว่ายไปตามเส้นทางของตัวเอง"
 
 

การที่นักเรียนต้องเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ผสมผสานกันหลายระดับ ทางกระทรวงหวังว่า โรงเรียนต่าง ๆ จะใช้โอกาสนี้ในการจัดกลุ่มนักเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ใช่ตามความสามารถของพวกเขา (ในแบบเดิม) การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดการผสมผสานทางสังคมมากขึ้น และส่งเสริมให้นักเรียนช่วยเหลือกัน



รมว. ศธ. ได้อ้างอิงถึงโรงเรียนมัธยม บุน เลย์ (Boon Lay Secondary) ซึ่งได้จัดชั้นเรียนตามกิจกรรมข้ามหลักสูตร แทนที่จะแบ่งตามสายวิชาการ และโรงเรียนมัธยมเอดจ์ฟีลด์ (Edgefield Secondary) ซึ่งแต่ละชั้นเรียนจะมีนักเรียนจากทั้ง 3 สายในปัจจุบันเรียนรวมกัน



เดอะสเตรตส์ ไทมส์ รายงานด้วยว่า เหตุผลที่กระทรวงศึกษาฯ ยกเลิกการแบ่งสายการศึกษาในระดับชั้นมัธยม นายออง กล่าวว่า การแบ่งสายเริ่มมีการใช้เมื่อ 40 ปีก่อน ใน "ช่วงที่ถูกขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ" เพื่อลดอัตราเด็กออกโรงเรียนกลางคัน ตัวเลขนี้ลดลงจากระดับราว 1 ใน 3 ของนักเรียนแต่ละรุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 เหลือไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน

ลดการตีตราเด็ก

นายอองบอกว่า ทางกระทรวงยอมรับว่า ระบบแบ่งสายมีข้อเสีย และ "มีข้อผิดพลาดบางอย่าง" เกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะถ้ามีการแบ่งสายเกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย



นอกจากนี้ระบบแบ่งสาย ยังบังคับให้นักเรียนต้องเรียนทุกวิชาด้วยอัตราการเรียนรู้ระดับหนึ่ง ขณะที่นักเรียนจำนวนมากมีความถนัดในแต่ละวิชาแตกต่างกัน

 
นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของสิงคโปร์ทำคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง
ในการทดสอบวัดผลการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ
 
 

"ที่สำคัญกว่านั้นคือ การได้อยู่สายที่ถือว่า 'ต่ำกว่า' จะมาพร้อมกับการตีตราบางอย่าง หรือการจำกัดตัวเอง นักเรียนจะมีความคิดที่ว่า 'ฉันเป็นแค่นักเรียนสายปกติ ดังนั้นก็คงดีที่สุดได้เท่านี้'" เขากล่าวตามการรายงานของเดอะ สเตรตส์ ไทมส์ โดยระบุด้วยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลายคน ได้พูดถึงผลเสียของการแบ่งสายมากขึ้น



ระบบการให้นักเรียนเลือกเรียนแต่ละวิชาตามความสามารถของตัวเอง ได้เริ่มทดลองใช้ในสิงคโปร์มานานกว่า 10 ปีแล้ว และค่อย ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในปี 2014 มีการนำร่องใช้ระบบนี้ใน 12 โรงเรียน และได้ผลที่น่าพอใจ



รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ กล่าวในช่วงท้ายของการอภิปรายว่า ทางกระทรวงกำลังพัฒนาเด็กให้มีความรู้ในอัตราการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ โดยเชื่อว่า จะเป็นผลดีที่สุดต่อตัวนักเรียน เมื่อมีความหลากหลายตามโรงเรียนต่าง ๆ และภายในโรงเรียน

"ไม่ทันสมัยสำหรับโลกปัจจุบัน"

ด้าน ดร. สันติธาร เสถียรไทย โพสต์ภาพที่มีข้อความว่า "ปฏิรูปใหญ่อีกครั้ง การศึกษาสิงคโปร์!" พร้อมกับแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย



ดร. สันติธาร ระบุว่า "ระบบการแบ่งสายแบบเก่าทำให้เกิดการขีดเส้นจัดกลุ่มว่าเด็กไหน 'เก่ง' ใคร 'ไม่เก่ง' เกิดชนชั้น สร้างปมความเหลื่อมล้ำ ทั้งยังทำลายศักยภาพของเยาวชนและลดความหลากหลาย (dversity) ในโรงเรียน โดยที่เด็กแต่ละคนอาจแค่มีความถนัดต่างกันหรืออาจยังไม่พบสิ่งที่ตัวเองชอบ จึงไม่ควรมาวัดแบ่งชั้นด้วยตัววัดแคบ ๆ"

 
 

ข้อมูลในเฟซบุ๊กของ ดร. สันติธาร ระบุข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาเองว่า เป็นนักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชียและผู้เขียนหนังสือ Futuration



ส่วนนายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ที่เรียกตัวเองว่าเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้แชร์ข่าวนี้ทางเฟซบุ๊กของเขา โดยระบุว่า เหตุผลที่ต้องยกเลิกก็คือระบบนี้เป็นการจำกัดอนาคตของคนรุ่นต่อไปด้วยกระบวนการชี้วัดที่ไม่ทันสมัยสำหรับโลกปัจจุบัน ส่งผลให้เด็ก ๆ ได้รับการดูแลด้านการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันและไม่มีโอกาสที่สองในการเปลี่ยนการศึกษาของตัวเอง



"พวกเขาเชื่อว่าการ 'เขี่ย' เด็กให้ไปอยู่คนละสายเร็วเกินไปนั้นอาจจะเคยตอบโจทย์โลกยุคอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตคนเข้าระบบ แต่นั่นก็สร้างปัญหาขึ้นมามากมายเช่น เด็กที่ถูกประเมินว่าไม่เก่ง จะถูกส่งไปเรียนสายที่ไม่เก่งเพื่อสร้างทักษะแบบนึงขึ้นมาตามมุมมองและความต้องการของอุตสาหกรรม แต่นั่นก็ทำให้เขาสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวขึ้นมาแบบนึงเพราะคิดเสมอว่า 'ฉันเรียนไม่เก่ง' ทั้งที่เขาอาจจะแค่พยายามไม่เต็มที่หรือแค่ทำข้อสอบได้ไม่ดีในตอนเด็ก" นายชาคริต เขียนในเฟซบุ๊ก

 
 

โดยเขาเห็นว่า สิงคโปร์ไม่ต้องการทิ้งคนให้หลงอยู่ในสายการศึกษาที่แยกระดับสติปัญญาด้วยการสอบไม่กี่ครั้งแบบนั้นได้อีกต่อไป พวกเขาต้องการเปิดโอกาสให้คนเลือกเรียนได้เอง สามารถข้ามสายหรือเปลี่ยนสายความรู้ที่สนใจได้ตลอดเวลา

 

 


เรื่อง/ภาพ ที่มา :
https://www.bbc.com/thai/

 

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th