สัมภาษณ์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานทปอ.
มองการศึกษา-ชีวิต “สุดโต่งด้านคุณภาพ”


 

The Disruptor - ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ... การศึกษา มหาวิทยาลัย แรงบันดาลใจ และการเปลี่ยนแปลง

“เราต้องกล้าที่จะสุดโต่งในด้านคุณภาพ”

มีอธิการบดีของมหาวิทยาลัยคนไหนอีกไหมที่นักศึกษาสามารถเรียกติดปากด้วยสรรพนามนำหน้าใกล้ชิดและเป็นกันเองว่า ‘พี่’

หลายคนคงจำได้ เมื่อสองสามปีก่อนที่มีข่าวว่า อธิการบดีปลอมตัวเป็นนักศึกษา ไปนั่งปนอยู่กับนักศึกษาปีหนึ่งในงานปฐมนิเทศ ก่อนที่จะวิ่งออกมาเมื่อมีการประกาศเรียกอธิการบดีขึ้นเวที สร้างความฮือฮาและประหลาดใจให้ทุกคน

เขาคนนั้นก็คือ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หรือ 'พี่เอ้' ของน้องๆ คนนี้นี่เอง

นอกจากความใกล้ชิดนักศึกษาได้อย่างแนบเนียนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาคือ ‘พี่เอ้’ ของน้องๆ คงเพราะเขาเป็นอธิการบดีอายุน้อย ด้วยวัยเพียง 45 ปีเท่านั้น

ปัจจุบันเขายังเป็น ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ด้วย ดังนั้น ในยุคที่มหาวิทลัยกำลังถูกคลื่นความเปลี่ยนแปลงถาโถม และอาจจะถูก Disrupt เราคุยกับเขาเรื่องการปรับตัวของมหาวิทาลัย โดยเฉพาะรูปธรรมที่เกิดขึ้นใน สจล. สถาบันซึ่งเป็นที่ได้ชื่อว่าเสาหลักของนวัตกรรม และชวนมองอนาคตการศึกษาของไทย

หมวกอีกใบในฐานะวิศวกรระดับอินเตอร์ เขาเป็นศาสตราจารย์ สาขาวิศวกรรมโยธา ด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ คนแรกของประเทศไทย และเป็นคนออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทยตั้งแต่อายุ 20 เป็นอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่ใกล้จะแล้วเสร็จก็เป็นฝีมือของเขา จากเด็กต่างจังหวัดที่มีความมานะมุ่งมั่นจนได้เรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกอย่าง MIT

เขามีเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและมุมคิดที่น่าสนใจ พร้อมจะถ่ายทอดส่งต่อเสมอ

อารัมภบทต่อไปก็คงจะยืดยาว สำหรับประสบการณ์และผลงานที่ผ่านๆ มาของเขา ซึ่งทำให้อยากรู้ต่อไปว่า คนหนุ่มคุณภาพอย่างเขาจะสร้างความเปลี่ยนและช่วยขับเคลื่อนสังคมอย่างไรได้อีกบ้างต่อไปในอนาคต แต่ก่อนจะถึงวันนั้นบทสัมภาษณ์ของเขากับ GM รอคุณอยู่บรรทัดถัดไปจากนี้แล้ว


 
1
GM: ทุกวันนี้สถาบันอย่างมหาวิทยาลัยมีการปรับตัวอย่างไรบ้างกับการที่คนเรียนน้อยลง เนื่องจากอัตราการเกิดลดลง


สุชัชวีร์: สมัยที่ผมเกิดมามีเด็กเกิดประมาณ 1.5 ล้าน เดี๋ยวนี้ประมาณ 5-6 แสนเอง หายไปครึ่งหนึ่ง แล้วพอมีลูกปั๊บคนก็อยากให้ลูกได้ดี เรียนฟรีก็ไม่เอา เพราะว่าตอบโจทย์เรื่องของฟรี แต่ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของคุณภาพ มหาวิทยาลัยปรับตัวไม่ทันครับ เหนื่อย บางมหาวิทยาลัยขายที่แล้วก็สร้างคอนโดฯ แทนแล้ว แต่ไม่ใช่ความผิดของมหาวิทยาลัยหรอก การเปลี่ยนแปลงมันถาโถมจนปรับตัวไม่ทัน ยาก

ถามว่าพอไม่ทันแล้วจะทำยังไง ผมว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องช่วยกัน ต้องรวมตัวกัน หลักสูตรบางหลักสูตรมันก็รวมๆ กันดีกว่าไหมในเมื่อคนมันน้อยลงแล้ว ทำให้มีคุณภาพ ผมเชื่อว่าเมื่อมีคุณภาพแล้ว คนไม่ได้มีปัญหากับการที่จะต้องจ่ายหรือเข้ามามีส่วนร่วมนะ แต่ที่เขากังวลที่เขาบ่นก็คือไม่มีคุณภาพ ฉะนั้นวันนี้ก็คือเน้นจำนวนไม่ได้อยู่แล้ว ต้องเน้นคุณภาพ และต้องเน้นความร่วมมือของมหาวิทยาลัย

เช่น วันนี้ทางวิศวะจุฬาฯ กับวิศวะลาดกระบังจับมือกันทำหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี ทางด้านหุ่นยนต์ แล้วก็ทางด้าน AI ปัญญาประดิษฐ์ ได้ปริญญาสองที่ อันนี้คนเรียนก็เต็มอยู่แล้ว คนให้ความสนใจเต็มที่ หรือลาดกระบังเปิดคณะแพทย์ เอาแพทย์กับวิศวะมาอยู่ในคนๆ เดียวกัน เพราะอุปกรณ์การแพทย์มันงาน engineering ทั้งนั้น แล้วทำไมเราไม่สร้างหมอกับวิศวะร่วมกันล่ะ ไม่เช่นนั้นต่างประเทศมันก็ขายของเราน่ะ ปีหนึ่งนำเข้าเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มันต้องกล้าที่จะกระโดดออกไป กล้าคิดอะไรที่แหวกแนว กล้าคิดอะไรที่สุดโต่งทางด้านคุณภาพ

เราเปิดโรงเรียนสาธิตคนสมัครถล่มทลาย เขาเรียนสาธิต เราต้องบอกให้ได้ว่าสาธิตอะไร คนเข้าใจว่า อ๋อ คำว่าเรียนสาธิตคืออยู่กับมหาวิยาลัย ไม่ใช่นะ ในความเห็นของผมสาธิตคือแสดงให้เห็นว่ายังไง demonstration school ลาดกระบังบอกชัดว่าเราจะแสดงให้เห็นว่าการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ มันจะพัฒนาการเด็กยังไง ก็ประสบความสำเร็จ ลาดกระบังเปิดคณะแพทย์ เอาคณะแพทย์กับวิศวะมาเย็บติดกันเป็นคนๆเดียวกัน แสดงให้โลกเห็นว่าในอนาคตประเทศไทยจะพึ่งพาตัวเองได้ทางด้านสาธารณสุขและทางด้านการแพทย์ มันตอบโจทย์ได้ใช่ไหม แล้วมันดูใช่มันก็ไปรอด เท่านี้แหละวิธีการแก้ปัญหาวิธีการปรับตัวต้องไปให้สุดทางสุดโต่งด้านคุณภาพ กล้าที่จะคิดกระโดดข้ามมา และทลายกำแพงระหว่างองค์กร ไม่งั้นอยู่ไม่ได้


GM: การเอาแพทย์กับวิศวะมารวมกันของลาดกระบัง ก็คือรูปธรรมของสิ่งที่คุณพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ประเทศไทยต้องเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึงจะเป็นประเทศชั้นนำได้ ใช่มั้ย

สุชัชวีร์: ครับ ลองนับดูประเทศที่ก้าวจากประเทศยากจนเป็นประเทศร่ำรวยได้ใช้วิธีเดียวใช่มั้ย นับก่อนเลย เยอรมนีแพ้สงครามโลก วันนี้เป็นประเทศร่ำรวย ขายรถยนต์ขายรถไฟ ขายเครื่องมือแพทย์ ขายเครื่องบิน ทำแอร์บัส, ทำบีเอ็ม, ทำเบนซ์, ทำรถไฟ Siemens หลังจากนั้นที่แพ้สงครามโลกอีกที่คือญี่ปุ่น ขายฮิตาชิ, โตชิบ้า, โตโยต้า, ฮอนด้า, ยามาฮ่า, โซนี่ เทคโนโลยีทั้งนั้นเลยใช่มั้ย ประเทศเล็กๆ อย่างไต้หวันทำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ASUS เกาหลี ประเทศที่แตกแยกขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจแล้วมี SAMSUNG, มี LG มีอะไรเต็มไปหมด เทคโนโลยีมั้ย ไม่มีช้อยส์อื่นครับ

เพราะฉะนั้นประเทศจะก้าวพ้นความยากจนได้ต้องใช้เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีเป็นปัจจัยเดียวเท่านั้นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร้ขีดจำกัด เราขายข้าวเกวียนหนึ่งแทบตายหมื่นหนึ่ง 3 เกวียนถึงได้โทรศัพท์ Apple สักเครื่องหนึ่ง เห็นภาพใช่มั้ย หรือฟันเทียมซี่หนึ่งแสนหนึ่ง ต้องขายของเท่าไหร่ถึงจะได้ เล็กนิดเดียวทำในสวิตซ์เซอร์แลนด์ เยอรมนี ฉะนั้นไม่มีช้อยส์อื่นครับที่จะก้าวพ้น หรือจีนวันนี้ก็ไปด้วยเทคโนโลยี Alibaba, Tencent, Huawei

จริงๆ เรื่องไทยแลนด์ 4.0 นี่เป็นความคิดที่ดีมาก อย่างน้อยที่สุดเป็นการประกาศว่าประเทศไทยจะไม่อยู่เหมือนเดิม อย่างน้อยประกาศว่าเราไม่อยากจะขายยางพารา 3 กิโลฯ 100 อีกต่อไป ขณะที่ยางรถยนต์เป็นหมื่นเป็นแสนผลิตโดยประเทศซึ่งไม่มียางพาราเลยแม้แต่ต้นเดียว เพราะ 4.0 พยายามจะบอกว่าเราอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่สร้างความรู้สร้างงานวิจัยแล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพราะฉะนั้นแนวความคิดมันใช่

ส่วนการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น บางทีก็ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลอย่างเดียว มันเป็นหน้าที่องคาพยพน่ะ สังคมไทยคุณต้องใส่ใจเรื่องความรู้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลมาถูกทาง เพียงแต่ว่ารัฐบาลต้องเข้าใจและทุ่มเทกับตรงนี้ให้มากขึ้น แล้วต้องรู้ว่าหัวจักรสำคัญของไทยแลนด์ 4.0 คือมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ วิจัย ทดลอง แล้วก็สร้างคนด้วย ฉะนั้นหัวใจของ 4.0 อยู่ที่มหาวิทยาลัยล้วนๆ เลย รัฐบาลควรจะมุ่งเป้าตรงนี้มากที่สุด ส่วนจะมุ่งยังไง ผมเคยเรียนไปแล้ว จะต้องให้แรงจูงใจเอกชนในการเข้ามาร่วมให้มากขึ้น รัฐบาลต้องมุ่งมั่นแบบสุดๆ รัฐบาลต้องกระจายให้คนทั่วๆ ไปได้เข้าใจว่าเรื่องการศึกษา เรื่อง 4.0 นี่สำคัญนะ

ของสจล.เอง เราก็ตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ที่ชื่อว่า CMKL ที่เอาคาร์เนกี้ เมลอน (Carnegie Mellon University) มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาร่วมกับเรา เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่ผมก็คือ ต้องจับมือคนที่เก่งกว่าให้เขาดึงเราขึ้นไป เราจะสู้สิงคโปร์ต้องจับมือคนเหนือกว่าสิงคโปร์ ฉะนั้นต้องเปิดกว้าง ใจกว้าง ถึงจะสำเร็จ


GM: ดูคุณค่อนข้างให้ความสำคัญกับการต้องมีคู่แข่งเพื่อที่จะมองเป็นเป้า แล้วข้ามไปหรือเอาชนะให้ได้

สุชัชวีร์: ผมเล่าเรื่องให้ฟังง่ายๆ สระว่ายน้ำที่ลาดกระบังก่อสร้างโดยประเทศญี่ปุ่น ทันสมัยมาก แข่งระดับชาติก็แข่งที่นี่ เพราะญี่ปุ่นมาตรฐานสูง สระว่ายน้ำมาตรฐาน 50 เมตร สระโอโซนอย่างดี มีแชมป์โอลิมปิคหรือเปล่า ไม่มี หรือคุณอยากจะเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจ คุณว่ายสระนี้ สระดีนะ เอี่ยมเลย คุณภาพดี คุณเป็นแชมป์ว่ายน้ำสระนี้ คุณก็ว่ายไป เพื่อนๆ ก็สู้อะไรไม่ได้ แต่อีกสระหนึ่งที่มหาวิทยาลัย Southern California สระก็อาจจะพอๆ กัน อาจจะเก่ากว่าเราก็ได้ แต่ในนั้นมีนักว่ายน้ำโอลิมปิคอยู่เต็มสระเลย ตอนตี 4 มาซ้อม ตอนเช้ากินไข่ 10 ลูก ไม่แตะไข่แดงเลย สายๆ ไปเรียน ตอนเย็นมาซ้อมอีก คุณไปว่ายสระโน้น กลับมาที่เมืองไทย ภูมิภาคนี้สู้คุณไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างสังคมที่ดึงคนเก่งมาอยู่กับเราให้มาก ถ้าเกิดเราบอกว่าแข่งกับตัวเอง ก็นี่ไงสระว่ายน้ำ คุณว่ายไปทุกวันคุณก็ว่ายเท่านั้นแหละ แต่ถ้าเกิดคุณได้มีโอกาสไปว่ายสระที่มีนักกีฬาโอลิมปิคเยอะๆ คุณเก่งขึ้นใช่มั้ย คุณกลับมาไม่มีใครสู้ได้เลย ฉันใดฉันนั้นน่ะ ผมเลยบอกว่าประเทศไทยไม่ควรแข่งกับตัวเอง ควรจะเห็นการเปรียบเทียบแข่งกับคนอื่นในประเทศที่เหนือกว่า วันนี้ผมอยากให้ประเทศไทยแข่งกับ 2 ประเทศนี้ คือสิงคโปร์ เพราะเราน่าจะชนะได้ กับเกาหลี ซึ่งมีปัญหามากมายรุมเร้า ความมั่นคงต่างๆ ขนาดก็ไล่ๆ กัน อยากให้มองแค่ 2 จุดนี้ ญี่ปุ่นประเทศยังใหญ่กว่าเรา แล้วพื้นฐานเขาวินัยสูง แต่เกาหลี สิงคโปร์ หรือแม้แต่ไต้หวัน ประเทศไทยน่าจะมองแล้วก็สู้ ไม่งั้นก็ไม่มีเป้าหมาย


GM: แล้วจากที่ได้คลุกคลีกับเด็ก เด็กวิศวะปัจจุบันนี้มีคุณลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง

สุชัชวีร์: เด็กรุ่นนี้เก่งกว่ารุ่นผมเยอะ เด็กรุ่นนี้ภาษาอังกฤษเขาดีกว่าผมตอนผมจบ ม.6 เด็กรุ่นนี้เข้าใจคอมพิวเตอร์มากกว่า เข้าใจทางด้าน digital media มากกว่า แล้วทำไมจะมาบอกว่าเราเก่งกว่าเขา ไม่ใช่เลย เขาเก่งกว่า เขาอยู่ในโลกที่ท้าทายมากกว่า เขาเป็นรุ่นที่น่าเห็นใจมาก คือเขาต้องเรียนรู้ทุกอย่าง สมัยก่อนไม่ต้องเรียนรู้มากขนาดนี้ ฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้เขาเก่งกว่าเรา แต่เขาต้องแข่งขันกับคนที่พัฒนาตัวเองเก่งกว่าเขา และห้ามดูถูกเด็กไทย เด็กไทยไม่เก่งไม่ดีความผิดที่เรา อย่าดูถูก และผมเชื่อมั่นในเด็กไทยว่าเด็กไทยไม่แพ้ใครในโลก ผมเชื่อมั่นที่สุด แต่ผมไม่ได้บอกว่าเด็กไทยยุคนี้เก่งกว่าสิงคโปร์ เก่งกว่าญี่ปุ่นนะ แต่เก่งกว่าผมในวัยเดียวกัน แต่จะทำยังไงให้เด็กไทยกลุ่มนี้เก่งกว่าประเทศที่เราต้องไปแข่งขันด้วย อันนี้เป็นความท้าทายครับ



2
GM: ในมุมมองของคนทั่วๆ ไปเวลาเราพูดเรื่องการศึกษา มองไปรอบๆ ตัวเราจะรู้สึกว่าคุณภาพคนในบ้านเรา วงการนั้นก็แย่วงการนี้ก็ดร็อปลง แล้วเราก็จะมองว่า โอเค มันต้องเริ่มที่การศึกษา ซึ่งเราก็ต้องการปฏิรูปมาตลอด ได้ยินมาตั้งแต่เรายังเด็กๆ ด้วยซ้ำ ถามคุณ ณ ตอนนี้ที่เป็นคนที่ทำอยู่ตรงนี้ มันมีความหวัง มีความเชื่ออย่างไรกับการศึกษากับการพัฒนาในบ้านเรา


สุชัชวีร์: พอพูดถึงเรื่องการศึกษา การศึกษาไทยมักจะเป็นจำเลยสังคม คนก็บอกว่าไม่ดีๆ แต่อยากจะเรียนอย่างนี้แบบให้ใจเปิดกว้าง การศึกษาเป็นเรื่องท้าทายของทุกประเทศทั่วโลกเลย ถ้าเกิดอ่านข่าวของอเมริกา เว็บไซต์อเมริกาก็บ่นว่า public school การศึกษาของอเมริกาตอนนี้จะสู้พวกประเทศยุโรปไม่ได้ สู้จีนไม่ได้ สู้เซี่ยงไฮ้ไม่ได้ ไปฟังที่มาเลเซีย ก็บอกการศึกษามาเลเซีย-ซึ่งดีมากนะปัจจุบัน ไม่ทันสิงคโปร์ละ เพราะฉะนั้นทุกที่ก็จะมีเรื่องของความไม่พึงพอใจในแวดวงการศึกษาอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นสรุปได้ข้อแรกคือ การศึกษาเป็นเรื่องไม่ง่าย เป็นเรื่องที่ยาก และยากอยู่ในทุกชนชาติในทุกประเทศเหมือนกันนะ

เพราะฉะนั้นคนที่จะดูจัดการเรื่องการศึกษา ต้องใช้คนที่ประเภทพิเศษจริงๆ

1. ก็คือต้องมีความเฉียบคม มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษา และที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาอย่างถ่องแท้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงครูนะ จะเป็นใครก็ได้แต่ต้องมีความเข้าใจว่าการจะสร้างคนดีๆ เก่งๆ สักคน จะเริ่มจากออกท้องมา การดูแล จะทำยังไงให้คนประเทศไทยสูงใหญ่เกิน 180 ต้องไม่มีนมบูด เข้ามาถึงอนุบาล บ่มเพาะยังไง สกิลเรื่องภาษา สกิลเรื่องโค้ดดิ้ง มาถึงมัธยม เข้ามหาวิทยาลัยออกไป โท เอก ต่างๆ เป็นยังไง

มันต้องมองครอบคลุมทั้งแนวตรงแนวราบทั้งหมด วันนี้ประเทศไทยยังขาดความเข้าใจตรงนี้อย่างถ่องแท้ พอเห็นฟินแลนด์ดีก็เอาฟินแลนด์มา ฟินแลนด์เรียนวันละไม่กี่ชั่วโมง ให้เด็กไทยเรียนแบบนั้นบ้าง ตายสิครับ ความรู้ก็ไม่ได้ เพราะประเทศเขาค่อนข้างเป็นคนระดับเดียวกันโดยสมบูรณ์ไง ฉะนั้นงั้นข้อ 1 คือการศึกษาเป็นเรื่องท้าทายจริงๆ

2. การจะแก้ปัญหาการศึกษาต้องใช้ผู้นำที่มีทักษะซึ่งสำคัญในเรื่องความรู้รอบตัว และต้องเป็นคนที่แก้ปัญหาเรียกว่าอย่างดุดัน ไม่งั้นไม่สามารถแก้ปัญหาที่เรียกว่าปฏิรูป การศึกษาไม่ควรใช้ปฏิรูป ควรต้องปฏิวัติเลย ต้องเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ พวกนี้จะทำยังไงให้ได้ เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะต้องแก้ที่ผู้นำ แล้วที่ถามว่าก็เห็นมีคนสนใจบอกจะปฏิรูปการศึกษามานาน เอกสารสำคัญสาระสำคัญทำไมแก้ไม่ได้สักที ผมบอกได้เลย 1. ก็คือความต่อเนื่อง 2. ก็คือเรื่องของวิสัยทัศน์ ความต่อเนื่องคืออะไร ก็คือเราเปลี่ยนรัฐบาลไป แผนพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติเลย มันยังไม่เห็นภาพชัดเจน แล้วมันไม่ส่งไปถึงคน ถามบางคน เคยได้ยินยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมั้ย มีกี่ข้อ ไม่ทราบ เขาก็ไม่ใช่คนผิดปกติอะไรเลย ฉะนั้นมันขาดการปะติดปะต่อหลายอย่าง ไม่ต่อเนื่อง คนไม่รับรู้

3. ที่ขาดก็คือ เรื่องของการมุ่งมั่นแบบสุดๆ เรื่องการศึกษามันต้องมุ่งมั่นแบบสุดๆ จริงๆ มุ่งมั่นแบบสุดโต่ง ตรงนี้ทำให้เราไม่สามารถที่จะปฏิวัติหรือปฏิรูปการศึกษาได้อย่างที่ต้องการ ผมพูดให้เห็นภาพในฐานะที่อยู่ในวงการนี้


GM: นั่นสิ แล้วทีนี้จะทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้นได้

สุชัชวีร์ : ถ้าเป็นผม ก็ต้องถามก่อนว่า วันนี้การศึกษา การกระจายแบบนี้ไปมันไม่ได้ผลอะไร เราต้องวางแผนว่า 20 ปี ตั้งเป้าก่อนว่าประเทศไทยจะสู้กับใครบนเวทีไหนของโลก ผมมองอย่างนี้ ในลักษณะ benchmarking ถ้าเกิดบอกแข่งกับตัวเองมันบอกอะไรไม่ได้ว่า 20 ปีเราจะเป็นใคร 20 ปีเราบอกต้องชนะสิงคโปร์หรือเกาหลี

ถามหน่อย วันนี้ใครจะเป็นคนที่ต้องแข่งในวันนั้น เด็กอนุบาลครับ เด็กอนุบาลที่อายุ 4-5 ขวบ อีก 20 ปีเขาอายุ 25 ออกไปทำงานพอดี ทีนี้ถ้าเกิดมาลงทุนกับผู้ใหญ่มันสายไปแล้วถูกไหม ถ้างั้นแสดงว่านักรบของเราตอนนี้อยู่ที่ 4-5 ขวบ คุณต้องทุ่มสารพัดกำลังในการดูแลกลุ่มนี้ เพราะอีก 20 ปีกลุ่มนี้คือนักรบของกองทัพประเทศไทย นักรบวันนั้นต้องมีความพร้อมอะไรบ้าง เด็กที่เข้าอนุบาลมานมต้องไม่บูด รูปร่างต้องสูงใหญ่ เป็นนักกีฬาก็ต้องสู้เขาได้ สูงเกิน 180 เพราะฉะนั้นทำทุกวิถีทาง อาหารการกินต้องดี คุณภาพของอาหารในโรงเรียนต้องดีที่สุด สมองก็เติบโตไปด้วย

สอง เด็กอนุบาลทุกที่ การเรียนการสอนในภาคอนุบาลต้องดีสุดยอดจริงๆ จนถึงประถม ฉะนั้นผมจะไม่กระจาย ผมจะโฟกัส ผมรู้ว่าเด็กกลุ่มนี้จะเป็นนักรบ โฟกัสทุ่มทุนทุ่มแรงดึงจากภาครัฐภาคท้องถิ่นภาคส่วนกลาง ทั้งบังคับ ทั้งให้ incentive และประชาสัมพันธ์ว่านี่คือนักรบเศรษฐกิจที่เราต้องบ่มเพาะคนในวัยนี้นะ จากนั้นคนกลุ่มนี้ขึ้นมาประถม ผมก็ดูแลเขาต่อ มัธยมก็ดูแลเขาต่อ แล้วผมก็จะมอนิเตอร์

คุณอยากจะรู้ไหมว่าอีก 20 ปีประเทศไทยจะสู้สิงคโปร์ได้หรือเปล่า คุณไม่ต้องดูที่ใครเลย ดูเด็กกลุ่มนี้ ถ้าเด็กประถมของประเทศไทยแพ้เด็กประถมของสิงคโปร์ อีก 20 ปีเหมือนเดิมไหม ถ้าเด็กประถมของประเทศไทยยังแพ้เด็กประถมของเกาหลี อีก 20 ปีเหมือนเดิมไหม เหมือนเดิมถูกเปล่า เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ว่า index หรือดัชนีง่ายๆวัดความเจริญของประเทศไทยใน 20 ปีก็ดูจากเด็กกลุ่มนี้

ฉะนั้นผมก็จะวัดเลยว่าเด็กอนุบาลของเราการเติบโตในเรื่องของสรีระเป็นยังไง maturity ทางด้านมันสมองเป็นยังไง การเรียนการสอนในระดับอนุบาลประถมสู้เขาได้ไหม พอเริ่มดี แพ้เขานิดหนึ่ง อัดฉีดต่อที่ประถม อาจจะยังแพ้นิดเดียว พอมัธยมปั๊บ ปรากฏเด็กไทย dominate เรื่อง Math Olympiad เด็กไทยแข่งขันกีฬาชนะ เด็กไทยไปโต้วาทีภาษาอังกฤษชนะ เด็กไทยเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนะ

ผมเริ่มรู้แล้วว่าใช่ละ ฉะนั้นผมเริ่มคิดว่าอีกไม่กี่ปีเราน่าจะชนะสิงคโปร์ได้ หลังจากนั้นเด็กกลุ่มนี้เข้ามหาวิทยาลัยก็จะโฟกัสต่อ ฉะนั้นตอบคำถามอย่างชัดเจนก็คือ นโยบายการศึกษาในยุคเปลี่ยนแปลงชาติต้องโฟกัสไม่ใช่กระจาย โฟกัสกับคนในเป้าหมายที่ผมบอกเป้าหมายใน 20 ปี คนกลุ่มนี้อยู่ที่ไหนโฟกัสกลุ่มนั้นแล้วดูแลเขาไปเรื่อยๆ จนเขาออกมาอยู่ในตลาดแรงงาน แล้ววันนั้นคนกลุ่มนี้ตอนอายุ 22 จะเป็นนักรบที่ไร้เทียบทาน แบบนี้แก้ไขได้ดีกว่าสะเปะสะปะ


GM: ขณะที่ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาที่เรารับรู้ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันขึ้นมา มักเป็นเรื่องอย่างทรงผม เครื่องแบบ ซึ่งก็พูดกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หรือพูดถึงเด็กอนุบาล เด็กอนุบาลสมัยนี้เรียนจบแล้วก็ยังต้องมีพิธีรับปริญญาด้วย คุณมองอย่างไร

สุชัชวีร์: ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องเปลือกนะ คือการที่มีเปลือกแบบนั้น มันต้องมาตอบโจทย์เรื่องการแข่งขันที่ผมบอก ต้องมาตอบโจทย์เรื่องโฟกัส ถ้าเกิดทำให้อนุบาลของรัฐคนอยากจะมาเรียนมากขึ้น คนสนใจเรื่องการศึกษา มีพิธีกรรมนั้นขึ้นมาสักหน่อยผมก็ไม่ว่า ก็อาจจะดี แต่ถ้าเกิดพิธีกรรมนั้นไม่ได้ช่วยทำให้เด็กของเราเก่งขึ้นดีขึ้น หรือผู้ปกครองหรือเอกชนสนใจมาลงทุนมากขึ้น แต่ทำให้ต้องมาจ่ายสตางค์เพิ่มแล้วไม่ได้สะท้อนเรื่องคุณภาพ อย่าทำดีกว่า ทำไปก็เปล่าประโยชน์


GM: แล้วหน้าที่การโฟกัสนี้ต้องเป็นของใคร รัฐบาล?

สุชัชวีร์: ไม่ใช่ ต้องเป็นทุกคน ดูอย่างนี้นะ ถามว่าการศึกษาของลูกเรา คุณจะให้รัฐบาลรับผิดชอบอย่างเดียวหรือ ผู้ปกครองพาลูกไปเรียนพิเศษ เรียนเปียโน เรียนคาราเต้ เรียนว่ายน้ำ เรียนกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย ผู้ปกครองก็รับรู้ส่วนหนึ่งว่าเขาต้องรับผิดชอบ ถามว่าใครจะรับผิดชอบ ก็ต้องถามว่าใครได้ประโยชน์ คุณว่าการมีเด็กไทยเก่งๆ ขึ้นมา ใครได้ประโยชน์บ้าง อันดับแรกคือตัวเด็กเอง ผู้ปกครอง ถูกไหม ถ้าเกิดเรามีลูกดีลูกก็ช่วยดูแลเราในอนาคตได้ 2.ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์ ใครดูแลประเทศชาติ รัฐก็ต้องช่วย 3. ลูกคุณจบมาแล้วเก่งไปทำงานให้บริษัท บริษัทร่ำรวยขึ้น เพราะฉะนั้นเอกชนต้องช่วย พูดง่ายๆ ว่าการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ก็คือ 1.ผู้ปกครองและเด็ก 2.รัฐบาล 3.เอกชน

แต่ปัจจุบันรัฐทำอย่างเดียว เอกชนบอกเด็กจบมหาวิทยาลัยมาทำงานไม่ได้เป็นความผิดของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เอกชนไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดแบบนั้นนะ เอกชนอยากได้เด็กยังไง ทำไมคุณไม่บริจาคให้ทุนการศึกษา คุณไม่บริจาคอุปกรณ์ของคุณ คุณไม่มาร่วมหลักสูตร จะปล่อยเป็นหน้าที่ของรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ปกครองไทยก็น่าสนใจอนุบาลเดี๋ยวนี้เทอมหนึ่งหลายหมื่น มัธยมนานาชาตินี่หลายแสน ถึงล้านก็มี แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยปั๊บ ค่าเล่าเรียนถูกเลย ตลกมั้ย มหาวิทยาลัยที่ถูกเพราะว่ารัฐบาลอุ้ม ผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าค่าเล่าเรียนนั้นน่ะ บางทีมันต้องทำให้สะท้อนต้นทุน ไม่งั้นสอนลูกคุณไปลูกคุณก็ไม่ได้ความรู้ไม่ได้คุณภาพที่แท้จริง

แต่ความรู้สึกอย่างนี้ ผู้ปกครองจะคิดว่าภาระเรื่องการศึกษาเป็นของรัฐแต่ฝ่ายเดียว ต้องเรียนฟรีทุกอย่าง รัฐก็เลยทำให้ฟรี แต่คุณภาพไม่ได้การันตี รัฐการันตีเรื่องทุกคนเข้าถึงการศึกษาฟรี คุณก็ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกถูกไหม ฉะนั้นคำว่าฟรีบางทีไม่ได้ตอบโจทย์ ฉะนั้นแน่นอนที่สุด ผู้ปกครองต้องช่วย ถ้าผู้ปกครองไม่มีล่ะ ไม่มีไม่เป็นไร ไม่มีรัฐบาลก็ต้องช่วยอุ้ม แต่เอกชนต้องช่วย เพราะถ้าเอกชนไม่ช่วย ได้บัณฑิตออกไปไม่ตรงตามความต้องการ ไม่มีคุณภาพ เอกชนเดือดร้อนอยู่ดี อย่างที่เห็นอยู่ปัจจุบัน ผมพยายามฉายภาพให้เห็นว่าคนได้ประโยชน์ต้องช่วยด้วยกัน


GM: จะมีอะไรจูงใจเอกชนให้เข้ามาช่วยได้บ้าง

สุชัชวีร์: ไม่มี แค่อยู่รอดก็เหนื่อยแล้ว ปัจจุบันก็มีลงทุนบริจาค 100 บาท ได้ใบเคลมภาษี 2 เท่า 200 บาท ไม่พอ การจูงใจก็คือ ยกตัวอย่าง ภาษีนี่ให้เถอะ 200% 300% แต่ไม่พอ เพราะบริษัทเขามีวิธีจัดการภาษีของเขาอยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ต้องบริจาคก็ได้ แต่รัฐบาลเอง ต้องบอกอย่างนี้ เอกชนที่มาลงทุนกับสถาบันการศึกษารัฐจะให้สิทธิพิเศษในการขายของให้รัฐได้ คุณก็ทำสิ คุณจะขายสายไฟให้กับการไฟฟ้า การไฟฟ้าให้ยื่นดูว่า คุณทำสายไฟ คุณได้ร่วมกับ lab ในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ถ้าเกิดคุณร่วมมือกับ lab ในการคิดค้นสายไฟหรือหม้อแปลง ยกตัวอย่าง รัฐจะซื้อของคุณ คุณอยู่ใน vendor list ได้ คุณก็ต้องทำ

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณลงทุนในงานวิจัย คุณลงทุน 10 บาท รัฐบาลจะให้อีก 10 บาท ถ้าเกิดคุณลงทุน 20 บาท รัฐบาลลงทุน 10 บาทก็จริง แต่จะยอมซื้อของคุณ เอกชนเริ่มโอเคหรือยัง ก็ต้องถาม แบบนี้คุณโอเคมั้ย ถ้าบอกว่าโอเคอย่างนี้ดี ผมได้ 2 ต่อ ผมลงทุน 10 บาทรัฐให้อีก 10 บาท ผมลงทุน 20 บาท ผมขายของให้รัฐได้

ฉะนั้นรัฐต้องทำหน้าที่เป็นสะพานซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดเจน และของทำในเมืองไทยมันห่วยกว่าเมืองนอกอยู่แล้ว เพราะเริ่มทำ หรือของเมืองนอกอาจจะถูกกว่าก็ได้ แต่ถามหน่อย คุณดูเกาหลี เขาไม่ใช้รถญี่ปุ่นเลย รถญี่ปุ่นดี แต่ทำไมเกาหลีไม่ใช้ เกาหลีบอกจะต้องทำเองให้ได้ แล้วประชาชนก็ช่วยซื้อ รัฐบาลก็ช่วยซื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ของเกาหลีปัจจุบันเขาใช้ยี่ห้อ SAMSUNG ถ้าเกิดรัฐบาลเกาหลีโรงพยาบาลเกาหลีไม่ซื้อก่อนแล้วเขาจะไปขายประเทศไหน เพราะฉะนั้นรัฐเองต้องทำหน้าที่เป็นสะพาน ต้องหาวิธีนโยบายที่ดึงดูดเขาให้ได้ แล้วดึงดูดที่มันเกิดเป็นมรรคเป็นผลนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องบริจาคอย่างเดียว

 
3
GM: คุณเคยพูดในงานหนึ่งว่า เราควรจะรู้ว่าเด็กแต่ละคนสนใจหรือชอบอะไร แล้วเราก็ส่งเสริมสนับสนุนเขา คำถามคือ เมื่อพูดถึงการศึกษาในระบบหรือว่ามหาวิทยาลัยเอง จริงๆ แล้วถ้าเกิดคนเรารู้ว่าชอบหรือสนใจทางด้านไหน ยุคนี้เราอาจจะมุ่งไปโดยที่ไม่ต้องเข้าเรียนในระบบได้ไหม สำหรับคุณมันเป็นสิ่งที่โอเคไหม


สุชัชวีร์: สมัยก่อนไม่มีใครยอมรับวิธีคิดแบบนี้ และที่น่ากลัว คนที่ไม่ยอมรับวิธีคิดนี้คือเจ้าของงาน คุณจะรับคนเข้าทำงานคุณบอกเอา transcript มา ซีร็อกซ์ปริญญาบัตรมา ดูเกรดกับดูปริญญา จบจากที่ไหนสาขาอะไร นั่นจึงทำให้คนต้องมุ่งเอาปริญญา ทำให้ประเทศไทยมีอัตราส่วนของคนได้ปริญญามากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ทำงานได้ไม่ได้อีกเรื่อง แต่โลกใบนี้มันพิสูจน์อะไรบางอย่างแล้วว่า ทำไมมหาเศรษฐีไม่จบปริญญา ทำไมคุณตัน อิชิตัน คุณเจริญ คุณธนินท์ ก็ไม่ได้จบปริญญา ทำไมมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, บิล เกตส์, สตีฟ จอบส์ ก็ไม่จบปริญญาตรีเลย ทำไมแจ๊ค หม่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนประชาบาล แสดงว่าปริญญามันไม่ใช่ช่วยทุกอย่างใช่ไหม พิสูจน์จนคนเชื่อไปแล้วว่าพวกนี้สุดยอด ฉะนั้นแล้วต้องตอบอย่างมีตรรกะ

ถามผมนะ ปริญญาสำคัญไหม สำคัญสุดๆ เลยครับ ถ้าเกิดคุณบอกให้ลูกไปเป็นแบบสตีฟ จอบส์ เป็นแบบคุณตัน เป็นแบบเจ้าสัวต่างๆ ที่ไม่ต้องจบ ไม่ได้นะ ยังไงปริญญาผมก็ยังเชื่อว่ามีความสำคัญอยู่มากๆ แต่สังคมไทยไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุด ยกตัวอย่างเป็นยังไง สมัยที่ผมเด็กๆ เรียนเก่ง พ่อแม่ ครูแนะแนวบอก เอ้า เอ้เรียนเก่งให้ 2 อาชีพ หมอหรือวิศวะ ผมอยากจะเป็นนักประวัติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ชอบรัฐศาสตร์ชอบนิติศาสตร์ อยากจะเรียนสายสังคม แต่ครูแนะแนวบอกคุณต้องมาทางนี้ ก็มาจนถึงวันนี้แหละ แต่ไม่รู้ถ้าเกิดเราเป็นนักประวัติศาสตร์เราอาจจะเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ดีคนหนึ่งก็ได้ถูกไหม สมัยนั้นสุดโต่งไปทางนู้น สมัยนี้เป็นยังไง เด็กบอกพ่อแม่ว่าหนูอยากเรียนดนตรี ไปเลยลูก ยังไม่รู้เลยลูกชอบจริงหรือเปล่า จ่ายเงินไปเรียน พอจบออกมาปั๊บ ทำโรงงานที่บ้าน เพราะไม่ได้ชอบจริง สังคมไทยไม่มีพอดี สมัยก่อนปริญญาสำคัญ ตอนนี้ห่วงเหลือเกินคนไทยจะสอนลูกไม่เอาปริญญา

ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเดินทางสายกลาง ยังไงคุณต้องเรียนเพื่อเอาความรู้จริงๆ ส่วนความรู้จะนำมาซึ่งปริญญาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คุณบอกว่าคุณจะไม่เรียนหนังสือเลย คุณจะไปหาประสบการณ์อย่างเดียว คงจะไมได้ สังคมไทยยังไม่พร้อมตรงนั้น แต่คุณควรจะต้องหาความรู้ ความรู้ในที่นี้อาจจะสายวิชาชีพก็ได้ การเรียนที่โรงเรียนยังสำคัญอยู่ในเมืองไทย ยังไม่ถึงขนาดซ้ายสุดที่ไปเรียนในอินเทอร์เน็ตได้อย่างเดียว แต่ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง และผู้ปกครองต้องมีหน้าที่คอยไกด์ไลน์ ไม่ใช่ลูกบอกจะเรียนอย่างนั้นแล้วก็ตามใจ หรือลูกบอกจะเรียนอย่างนี้แล้วขัดใจ อยู่กับลูกมาอายุ 18 คุณต้องบอกได้บ้างสิครับ


GM: อันนี้เน้นว่าเป็นสังคมไทย

สุชัชวีร์: สังคมไทย เพราะสังคมไทยยังไม่ maturity เด็กอายุ 18 ไม่ใช่เด็กโตนะคนไทย เลี้ยงตัวเองไม่ได้นะ เมืองนอก 18 นี่ก็ต้องดูแลตัวเองแล้ว เป็นหนี้แล้วนะ 18 เป็นหนี้ค่าเล่าเรียนแล้ว


GM: แล้วอย่างเดี๋ยวนี้การเรียนออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทล่ะ

สุชัชวีร์: แน่นอนๆ แต่ต้องควบคู่ไปด้วย ออนไลน์เป็น information แต่ยังไม่ใช่ interaction ร้อยเปอร์เซ็นต์ สัมภาษณ์โทรศัพท์กับสัมภาษณ์อย่างนี้ ก็อัดเทปเหมือนกัน ทำไมต้องต่อหน้า ทำไมคุณต้องเสียเวลาลำบากมาหาผม การสัมภาษณ์โทรศัพท์อาจจะได้ข้อมูล แต่คุณมาสัมภาษณ์ต่อหน้า คุณได้เข้าใจความเป็นตัวตนของผมชัดเจนได้เห็นสีหน้า มัน get the feeling ฉะนั้นการเรียนออนไลน์มาแน่นอน จำเป็น แต่ว่าก็ยังทิ้งการเรียนแบบในมหาวิทยาลัยไม่ได้หรอกครับ ต้องไปควบคู่กัน


GM: แต่ก็มีการพูดถึงกันว่ามหาวิทยาลัยอาจจะถูก disrupt

สุชัชวีร์: แน่นอน ทำไมจะไม่ถูก disrupt ล่ะ คุณอยากจะเรียนวิชาฟิสิกส์ มาเรียนที่ลาดกระบัง อาจารย์ฟิสิกส์ก็สอน แต่ว่า youtube มีอาจารย์ฟิสิกส์ nobel prize ที่ Harvard ที่ MIT สอน คุณก็เข้าถึงตรงนั้นได้ สอนดีกว่าใช่ไหม ชัวร์อยู่แล้ว nobel prize นี่ครับ ฉะนั้นโลกยุคดิจิทัลมันทำให้คุณเข้าถึง แล้ววันหนึ่งถ้าเกิดบอกว่า ถ้างั้นก็เอาคนที่เก่งที่สุดในโลกสอนคนทั่วโลก แล้วให้ตัดเกรดได้ไหม มันก็เป็นไปได้

แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด ฟิสิกส์มันก็ต้องมีการปฏิบัติ มีการสัมผัส เคมีก็ต้องสัมผัส สื่อสารมวลชน เรียนกับคนที่ inspire ระดับโลก ได้ แต่ว่าถ้าเกิดเด็กไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ตัวตนจริงๆ ไม่มีโอกาสไปเขียนข่าวจริงๆ คุณบอกเดี๋ยวนี้เขียนข่าวใช้ AI ตรวจ ก็พอได้ แต่มันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการมีตัวตนของมหาวิทยาลัยยังจำเป็นต้องมีอยู่ แต่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเอง disrupt ตัวเองให้มีทั้งออนไลน์หรือดิจิทัล และการปฏิบัติควบคู่กัน ถึงจะได้บัณฑิตที่มีคุณภาพ ออนไลน์อย่างเดียวอาจจะไม่ได้คุณภาพ หรือทำอย่างเดียวก็จะไม่เคยเห็นแรงบันดาลใจระดับโลก ฉะนั้นสองอย่างต้องเชื่อมกัน นี่คือการ disrupt แบบที่ไปถูกทาง




4
GM: คุณบอกว่าตอนนี้ passion ของคุณคือเรื่องการศึกษาใช่ไหม


สุชัชวีร์: ที่จริง passion ผมคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว ผมเป็นนายกวิศวกรรมสถานด้วย เป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จ ออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นประธานวิศวกรไทย ตึกถล่มช่วยเหลือหมด ไปสร้างโรงเรียนป้องกันแผ่นดินไหวที่เชียงราย เรื่องน้ำท่วมอะไรต่างๆ ผมอยู่ในองค์กรไหน คติของผม ผมต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ทุกคนไม่เคยคาดหวังมาก่อน แต่ก่อนเรียก game changer แต่ตอนนี้เรียกว่าเป็น disruptor อยู่องค์กรไหนองค์กรนั้นต้องวิ่งแบบหักศอกได้เลย ไม่งั้นเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ฉะนั้นถามว่าผมมองตัวเองเป็นยังไง ผมมองว่าผมเป็นนักเปลี่ยนแปลง นักพัฒนา นักแก้ปัญหา นักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มากกว่า

ผมน่ะเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ได้มาจากโรงเรียนชั้นนำในประเทศไทยหรอก พ่อแม่เป็นครู ผมก็เรียนอนุบาลระยอง แล้วก็เรียนระยองวิทยาคม โรงเรียนประจำจังหวัด ตอนม.3 ผมสอบได้ที่หนึ่งของจังหวัด แต่ก็มาสอบโรงเรียนเตรียมฯ ไม่ติด แต่เพื่อนอีก 7 คนสอบติดหมด เราที่หนึ่งไม่ติดอยู่คนเดียว มันอายมากเลยนะ คุณพ่อคุณแม่ก็หาทุกวิถีทางเพราะมีความคิดเหมือนกับพ่อแม่ทุกคนว่า ถ้าเกิดลูกเข้าโรงเรียนเตรียมฯ ได้ก็จะได้เข้าไปเรียน 1 2 3 4 แล้วออกมาประสบความสำเร็จ ก็พยายาม แต่สุดท้ายก็ตกลงกันบอกว่าเอาผมกลับบ้านดีกว่า แทนที่จะเรียนในกรุงเทพฯ

ผมก็กลับไปเรียนโรงเรียนเดิม แล้วก็สอบได้ที่หนึ่งของจังหวัดอีก ก็ได้โควต้าช้างเผือกไปเรียนที่วิศวะลาดกระบังโดยไม่ต้องสอบเอนทรานซ์ เรียนปีแรกเกือบถูกรีไทร์เพราะทำแต่กิจกรรม เป็นนักกีฬา เป็นประธานนักศึกษา ไม่เรียนหนังสือ กว่าจะรอดพ้นมาแทบตาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันพาผมมาถึงวันนี้ ทั้งที่เรามาจากต่างจังหวัดไม่ได้เปรียบใครมาเลย คือผมมีความมุ่งมั่น มี passion

ตอนที่อยู่ลาดกระบังผมก็อยากจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก MIT ผมทำยังไงรู้ไหม ผมต้องทำโปรเจ็กต์ที่จะจบปี 4 ผมอายุ 20 ออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินเส้นแรกของประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่มี BTS พอทำเสร็จแล้วมันยังไม่เกิดอิมแพ็คอะไรเลย ผมต้องทำให้เกิด ก็เลยจะไปขอพบผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่อายุ 20 ผมนั่งรถเมล์ไปเสาชิงช้าเพื่อจะเข้าพบผู้ว่าฯ สมัยนั้นคือผู้ว่าฯ กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ไปเจอเลขาผู้ว่าฯ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวฝากเขาไว้ก็ได้ ผมบอกไม่ครับ ผมต้องเจอผู้ว่าฯ ต้องมอบให้กับตัวเอง เขาบอกท่านผู้ว่าฯ ภารกิจเยอะจริงๆ ไม่มีเวลาหรอก ผมไปนั่งรอไปเกือบ 2 สัปดาห์

สุดท้ายเลขาออกมาบอกว่าไม่เคยเจอเด็กอย่างเอ้เลย เอางี้ พี่จะให้เอ้พบผู้ว่าก็ได้ แต่ว่าเอ้ต้องไปเอาคณบดีมาด้วย ผมดีใจมากเลยนะ นั่งรถเมล์จากเสาชิงช้ามาที่ลาดกระบังมาขอเข้าพบคณบดี ซึ่งผมเป็นประธานนักศึกษาก็เข้าพบได้ง่ายอยู่แล้ว แกก็เซ็นแฟ้มอยู่เต็มโต๊ะเลย สุชัชวีร์คุณมีอะไรว่าไป งานผมเยอะ ท่านคณะบดีครับ ผมจะพาท่านไปพบผู้ว่าฯ กทม. ท่านวางปากกาเลย ไหนว่าใหม่สิ คือผมทำโปรเจ็กต์ปี 4 ครับ เรื่องออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกเพื่อแก้ปัญหาการจราจร จะขอให้ท่านคณบดีไปพบเอาไปให้ท่านผู้ว่าฯ กทม. สุดท้ายท่านคณบดีไป

พอไปศาลาว่าการกทม. คณบดีบอกว่า นักศึกษาของเราทำออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินจะมอบให้ท่านผู้ว่าฯ ไปพิจารณาทำใต้ดิน แต่ตอนนั้นเขาคิดอยู่ว่าจะเป็นลอยฟ้าหรือใต้ดินดี ท่านผู้ว่าฯ ก็บอกว่าเดี๋ยวจะเอาไปให้กับรองผู้ว่าฯ ตัดบทละ ผมก็พูดข้ามท่านคณบดีมาเลย บอก ท่านผู้ว่าฯ ครับ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกเพื่อแก้ปัญหาการจราจร ท่านบอก ใช่ผมอยู่ต่างประเทศ เขาทำเยอะแยะแล้ว แต่ท่านผู้ว่าฯ ครับ ยังไม่มีคนไทยจบทางด้านการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินในดินอ่อนแบบกรุงเทพฯ เลย

ท่านบอกเหรอ โอ้โห มันจำเป็นมากๆ นะ ผมขออาสาเป็นคนไทยคนแรกที่ไปเรียน ท่านบอกดีมากเลย แล้วจะไปเรียนที่ไหนล่ะ ผมบอก ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับท่านผู้ว่าฯ แหละครับ เพราะเราสืบมาว่าท่านผู้ว่าฯ จบ MIT มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ท่านจบสถาปัตย์ พอพูดถึงมหาวิทยาลัย MIT ที่ท่านจบมา ท่านก็เล่าใหญ่ ตอนนี้ท่านไม่รีบละ ท่านมีเวลาให้กับผมละ แล้วสุดท้ายผมบอก ถ้างั้นผมขอให้ท่านผู้ว่าฯ ช่วยเขียน recommendation ให้ผมด้วยได้ไหมครับ ท่านผู้ว่าฯ เป็นครูเป็นอดีตคณบดีสถาปัตย์จุฬาฯ ท่านก็ช่วยผมเขียน recommendation

แต่เท่านั้นยังไม่พอนะ ผมมีความมุ่งมั่นสูงมาก เชื่อมั้ย ผมต้องสอบ TOEFL ถึง 14 ครั้งถึงจะผ่าน เพราะผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ แล้วเท่านั้นไม่พอ มหาวิทยาลัยระดับโลก เวลาจะรับคน เขาไม่ได้ดูที่เกรดกับภาษานะ เขาดูแต่ไม่ได้ดูเป็นหลัก เขาให้เขียนเรียงความ 1 หน้ากระดาษ 300 คำ ว่าทำไมถึงอยากจะเรียน เขาไม่รู้จักลาดกระบัง ไม่รู้จักผม ผมเขียนบอกว่า ผมมาเรียนวิศวะลาดกระบังนั่งรถเมล์ 2 ชั่วโมงครึ่ง กลับอีก 2-3 ชั่วโมงวันหนึ่ง 5 ชั่วโมง เวลาโหนรถเมล์มองออกไปนอกหน้าต่าง มองออกไปแล้ว เมืองไทยสมัยก่อนได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้ม Land of smiles ตอนนี้รอยยิ้มหายหมด เพราะว่ารถมันติด มีแต่มลภาวะ คนหงุดหงิด ก็คิดว่าเป็นประธานนักศึกษาเรียนโยธาจะแก้ปัญหายังไง

สุดท้ายรู้เลยว่าต้องทำระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้น ก็คือรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็เลยรวบรวมกับเพื่อนๆ อีก 3 คนทำโครงการออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดิน เขียนโปรแกรมภาษา C++ คนแรกเลยนะสมัยนั้น แล้วไปมอบให้ผู้ว่าฯ กทม.เพื่อจะมาทำจริง แล้วก็บอก MIT มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก เรารู้ว่ามีคนเป็นผู้นำประเทศ ไปเหยียบดวงจันทร์ก็มีมาแล้ว แต่ผมน่ะไม่ขออะไรมาก ขอไปเรียนเพื่อจะเรียนรู้เรื่องการก่อสร้างใต้ดินมาทำในเมืองไทย และเพื่อเป็น the man who bring back the land of smiles เป็นคนที่นำรอยยิ้มกลับสู่กรุงเทพฯ ผมเขียนอย่างไปรับเลย เพราะชุดความคิดของมหาวิทยาลัยระดับโลกต้องการคนที่ make the different ต้องการคนที่กล้าทำอะไรสุดๆให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้โลกมันดีขึ้น สุดท้ายผมก็เลยเป็นคนที่เข้าเรียน MIT ได้คนเดียวในปีนั้น คือปี 2533 มหัศจรรย์ไหม คิดดูสิอายุ 20 ทำเรื่องพวกนี้

เด็กอายุ 20 สุชัชวีร์ในวันนั้นเก่งกว่าวันนี้อีกนะ วันนี้เรามีความพร้อมมีอะไรมากกว่านั้น แล้วย้อนถามตัวเองว่าเรามีความกล้าเท่าเด็กอายุ 20 ในวันนั้นหรือเปล่า บ้าไหม ไปเฝ้าผู้ว่าฯ 2 สัปดาห์ สอบ TOEFL 14 ครั้งน่ะ แล้วเขียนเรียงความนี้ไป ทำไมผมมาถึงวันนี้ ก็เพราะเด็กอายุ 20 วันนั้นมันบ้าจริงๆ แล้วถ้าเกิดมีคนแบบบ้าๆ อย่างนี้ในเมืองไทยพอสมควร เมืองไทยมันน่าเปลี่ยนไหมล่ะ ในทางที่ดีนะ แล้วถามว่าเด็กวันนี้เก่งกว่าผมเยอะแยะ เราต้องสร้าง เปิดโอกาสให้กับเขา ต้องมีเวทีให้เขาเล่น แต่วันนี้ไม่มีเวที

เชื่อไหมคนที่จบวิศวะเก่งๆ ส่วนใหญ่ไม่ประกอบอาชีพวิศวะ ไปเป็นนายธนาคาร นักการเงิน อะไรต่างๆ เพราะไม่มีทางวิ่งให้เขา เขาจบวิศวะเรียนซะเก่งเชียว เขาจบวิศวะการบินแต่สุดท้ายทำงานบริษัทรถยนต์ เพราะไม่มีอุตสาหกรรมการบิน เขาจบชีวการแพทย์ แทนที่จะประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ สุดท้ายเขาก็ไปทำพวกโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ น่าเสียดายไหม ไม่ใช่เสียดายแทนเขาอย่างเดียวนะ เสียดายแทนประเทศ อุตส่าห์ได้คนแบบนี้มา ทุกวันนี้เราต้องสู้แล้ว แล้วทุกอย่าง ทั้งหมด ปัญหารถติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารสุข ทุกอย่างมาจากเรื่องของการศึกษาทั้งนั้น นี่คือรากฐานที่สำคัญที่สุด


GM: คุณก็จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้บ่อยๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

สุชัชวีร์: บ่อยมาก เล่าเป็น 100 รอบ ผมไปบรรยายให้โรงเรียนเก่าที่ระยอง เขาไม่สนใจนะว่าผมมาเป็นศาสตราจารย์อายุน้อยๆ ประสบความสำเร็จในอาชีพ ไม่มีใครสนใจ แต่พูดถึงว่าจะถูกรีไทร์ พูดถึงสอบ TOEFL 14 ครั้ง ไปเฝ้าผู้ว่าฯ 2 สัปดาห์ คนฟัง ฉะนั้นคนไม่ต้องการฟังเรื่องราวความสำเร็จหรอก คนต้องการอยากจะฟังว่าคุณลำบากอะไรมา มันเป็นแรงบันดาลใจ เพราะทุกคนรู้จักแพ้ ผมแพ้มามากกว่าชนะ แต่ถ้าเกิดเด็กวันนี้ ตามแผงหนังสือ รวยเร็วอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่น่ะ มันต้องเหนื่อยสุดๆ ถึงจะประสบความสำเร็จ ผมอยากจะถ่ายทอดว่า ถ้าเกิดคุณมุ่งมั่นและคุณทุ่มเทจริงๆ ยังไงคุณก็ถึง


GM: เหมือนที่คุณเคยบอกว่าคนเราต้องรู้จักชนะบ้างแพ้บ้าง

สุชัชวีร์: ใช่ รู้ไหมที่ MIT คนจะจบปริญญาตรีได้ต้องให้ว่ายน้ำเป็น แปลกไหม ถ้าเกิดคุณว่ายน้ำไม่เป็น ไม่ผ่านสอบว่ายน้ำ ไม่ให้จบ บอกจะบ้าเหรอ ก็มหาวิทยาลัยสอนวิศวะที่เก่งที่สุดใน เป็นวิชาการ แล้วเกี่ยวอะไร เขาพบอะไรรู้ไหม เขาบอกเด็ก MIT เวลาจบออกมาไปทำงานแล้วมีปัญหากับคน ไปทำงานแล้วเวลาแข่งขันมันเกิดปฏิกิริยาเวลาที่ต้องเจอคู่แข่งอะไรต่างๆ เพราะเด็กพวกนี้ชนะมาทั้งชีวิต เรียนได้ที่หนึ่งมาทั้งชีวิตแพ้ไม่เป็น ทีนี้จะสอนให้คนแพ้ทำยังไง MIT ถึงบางอ้อ ให้เล่นกีฬา เล่นกีฬาเราชนะทุกครั้งไหม ไม่มีทาง เฟเดอเรอร์ตีเก่งจะตายก็แพ้ ไมเคิล จอร์แดนก็แพ้ ไทเกอร์ วู้ดก็แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชนะทุกครั้งไหมล่ะ

ฉะนั้นจะสอนให้คนเล่นกีฬาก็ยาก MIT ก็เลยใช้วิธีบอก เอางี้ละกัน ให้ว่ายน้ำให้เป็น ว่ายน้ำได้อะไรบ้าง 1.คือให้คนรู้จักออกกำลังกาย เด็กมันอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่ออกกำลังกายเลย 2. ความเป็นผู้นำ ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน พอตกน้ำไปแล้วช่วยใครไม่ได้เลยนะ อย่างน้อยต้องช่วยตัวเองก่อน นี่แหละครับ ดีไหม แต่เมืองไทยไม่มีคนคิดแบบนั้น ไม่บังคับให้ออกกำลังกาย ลาดกระบังก็พยายามจะส่งเสริมมากขึ้น ผมเลยคิดว่า คนเราอย่าคิดว่าชนะทุกครั้ง ผมแพ้มามากกว่าชนะ แต่สำคัญก็คือ fighting spirit never give up ถ้าเกิดคนคิดว่าจะชนะครั้งแรก รวยเร็วๆ ผมว่าคิดใหม่ดีกว่าไหม

 


 

5
GM: ทุกวันนี้ชีวิตส่วนตัว ไลฟ์สไตล์นอกเวลางานเป็นอย่างไร


สุชัชวีร์: ผมมีไลฟ์สไตล์เป็นนักผจญภัย ลักษณะเป็น adventure ตอนเรียนก็เล่นกีฬา ชอบกีฬามาก ทุกชนิด ตอนนี้ถ้าเกิดยังว่างอยู่ก็ออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ยกเวทบ้าง แล้วก็ขับเครื่องบิน ไปเรียนบินมา ตอนนี้มีโรงเรียนการบินของเราเอง มีเครื่องบินของเราเอง แต่ก็ไม่ค่อยละ ขี่มอเตอร์ไซค์ที่ชุมพรบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาละ ที่จริงชอบไลฟ์สไตล์ outdoor สุดๆ เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่เนื่องจากชีวิตเป็นอย่างนี้ ตอนนี้งานอดิเรกก็คือเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เพราะว่าเราทำกลางคืนได้ ตี1 ตี2 ไม่รู้จะไปทำอะไร ก็อ่านหนังสือ อ่านให้เยอะที่สุด แล้วก็เขียนคอลัมน์ลงโพสต์ทูเดย์ทุกอาทิตย์ และก็ชอบร้องเพลง ถึงไม่เก่งแต่ก็ชอบ วันหนึ่งก็อยากจะร้องให้เก่งเหมือนกัน ไม่รู้ต้องทำยังไง

ผมมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ อยู่ง่ายกินง่ายมาก และมีความสุขแบบง่ายๆ เปิดเพลงฟังก็มีความสุข ได้ออกไปวิ่งรอบหนึ่งก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้มีความสุขกับอะไรที่มัน complex มีความสุขกับเรื่องที่ simple อันนี้เป็นข้อดี ตอนเรียนอยู่อเมริกามีจักรยาน 1 คันขี่เล่นริมแม่น้ำ มีความสุขละ กลับมาทำงาน ตอนเย็นไปว่ายน้ำ มีความสุข อยู่กับตัวเองได้ ไม่เรียกร้องอะไรที่พิสดาร พอเติบโตมีโอกาสก็มีกิจกรรมที่พิสดารมากขึ้นแต่ก็ไม่ใช่เพราะว่าไปเรียกร้อง มันมีโอกาสเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็คือมีความสุขกับเรื่องเบสิคๆ มากๆ เลย


GM: อันนี้เป็นคุณสมบัติที่มีติดตัวอยู่แล้วหรือเปล่า หรือว่าเป็นวิธีคิดที่ได้มาจากไหน

สุชัชวีร์: มีอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเด็กต่างจังหวัด ตอนอยู่ที่บ้านคุณพ่อสอนวิทยาลัยเทคนิค ผมเล่นอะไรรู้ไหม เอาอิฐมาก่อเป็นรูปแล้วดูว่าจะเป็นตึกสูงที่สุดแค่ไหนก็มีความสุข เสาร์อาทิตย์ก็ยิงหนังสติ๊กขี่จักรยานรอบปากน้ำระยอง ก็เท่านั้นเอง เราไม่มีอะไรที่ complex เพราะงั้นเราก็เติบโตจากความสุขที่มันง่ายๆ กินอยู่แบบง่ายๆ อันนี้ก็เป็นจุดดีไม่ต้องใช้อะไรที่มัน complex ในการสร้างความสุข


GM: คิดบวกด้วย

สุชัชวีร์: โอ้โห สุดๆ เลย very positive thinking in a very dark day เจอเรื่องที่แย่ที่สุดก็ยังคิดบวกได้ ชีวิตผมเด็กต่างจังหวัดสอบเตรียมฯ ไม่ติด สอบ TOELF 14 ครั้ง เกือบถูกรีไทร์ เชื่อไหมสมัยก่อนคิดว่าไอ้พวกนี้มันเป็นปม ซึ่งเพื่อนที่เรียนสู้เราไม่ได้กลับได้ แต่วันนี้มันไม่ใช่ปมแล้วนะ มันเป็นทรัพย์สิน มันกลายเป็นเสน่ห์ไปแล้ว ฉะนั้นการคิดบวก ถ้าเกิดวันนี้ผมไม่มีตรงนั้นไม่มีใครฟังนะ ผมไปเล่าๆให้น้องๆ เด็กมัธยมว่าผมมีทุกอย่างแล้วชนะทุกอย่างใครจะมาฟัง ไอ้เรื่องความล้มเหลวของผมมันกลายเป็นทรัพย์สินของผมไปแล้ว ตรงนี้ก็เลยอยากจะบอกทุกคนว่า อย่ามองความล้มเหลวเป็นปมเป็นสิ่งเลวร้าย ความล้มเหลวของคุณเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตคุณเลยแหละ เพราะวันที่คุณประสบความสำเร็จ ความสำเร็จมันไม่น่าพิศวาสเท่ากับความล้มเหลวที่ผ่านมาหรอก ตอนนี้พอไปคิดถึงแล้วมันมีความสุขมากเลย เราผ่านจุดนั้นมา แล้วเราคิดบวก แล้วเราก็จะคิดบวกต่อไปถึงแม้หนทางข้างหน้ามันจะมีแต่เรื่องลบๆ ก็ตามเถอะนะ


GM: ดูคุณมีความอยากเป็นนักเขียนมากเหมือนกัน

สุชัชวีร์: โอ้โห สุดๆเลย พูดแล้วก็ตลกนะ ผมชอบอ่านหนังสือมาก หนังสือนี่เหมือนขนมเลย เป็นเด็กต่างจังหวัด เข้าไปในร้านผมอ่านทุกเรื่องหมดเลย กีฬา ดารา แต่ก่อนชอบอ่านหนังสือ Strarpics แล้วเขาก็ให้โทรไป ออสการ์ปีนี้ใครได้รางวัลอะไรต่างๆ ผมตอบได้หมดเลย แล้วเขาจะแจกตั๋วหนัง เสียดายเราอยู่ระยองเลยไม่ได้ ปัจจุบันนี้ก็ยังเขียนอยู่ทุกสัปดาห์ เหนื่อยนะแต่ต้องทำ ผมเขียนเพราะอะไรรู้ไหม ผมไม่ได้สนใจนะว่าจะมีใครอ่านไม่อ่าน แต่จริงๆ ก็พอจะมีแฟนคลับอยู่ แต่ผมอ่านหนังสือ มันไม่ตกผลึก แต่คุณลองเขียนสิ โคตรตกผลึกเลยนะเพราะต้องอ่านแล้วอ่านอีก ตัวเลขผิดก็ไม่ได้ ความรู้ผิดคนก็บอกอันนี้ไม่รู้จริง เสียเหลี่ยม ฉะนั้นถึงต้องเขียนไงแล้วผมเขียนถึงตี 2 ตี 3 วันเสาร์ จะเขียนล่วงหน้าก็ไม่ได้เพราะมันต้องอัปเดท ตอนนี้เขียนได้ 160 ตอนแล้วในโพสต์ทูเดย์

GM: แต่ก็มาเรียนวิศวะด้วยเหตุผลอย่างที่บอกไปตอนต้น

สุชัชวีร์: ส่วนหนึ่งก็ชอบด้วย แต่มีความฝันว่าอยากจะเขียน ตอน ม.6 ไปเดินเซ็นทรัลลาดพร้าว มีแมวมองให้ไปเป็นดารา 2 รอบเลย เสียดายนะผมมาทางผิด ไม่งั้นวันนี้ผมได้แสดงเป็นพ่อแล้ว


GM: อ้าว ทำไมไม่ไปล่ะครับตอนนั้น

สุชัชวีร์: เออ นั่นน่ะสิ ผมยังคาใจอยู่เลย นี่เรื่องจริงนะ ผมยังขำเลย ไปเล่าให้แฟนฟังหัวเราะก๊ากเลย ต้องโทษครูแนะแนวที่แนะนำให้มาเรียน ไม่งั้นได้เป็นดาราแล้ว ชีวิตก็อย่างนี้ บางสิ่งก็เป็นลิขิตฟ้า ผมมาสายนี้ก็ประสบความสำเร็จ แต่ก็ตอบไม่ได้นะว่า ถ้าเกิดผมเป็นดาราไป อาจจะประสบความสำเร็จก็ได้ หรือไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ ก็ตอบไม่ได้ เราก็อยู่กับวันนี้ แต่ย้อนเวลาไปได้ แหม เสียดายนะ


GM: ณ จุดนี้ของชีวิต แน่นอนว่าโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว แต่มองไปข้างหน้าอย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้ก็เหมือนประสบความสำเร็จแล้ว

สุชัชวีร์: ที่สุดแล้วในสายนี้ ทุกอย่างแล้ว ศาสตราจารย์ก็ได้เป็น เป็นประธานอธิการ ก็ยอดภูเขาแล้วของอาเซียน อยู่วิศวะก็ยอดภูเขา คนก็บอกจะเป็นอะไรต่อ ผมอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง มีใจที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงให้ได้ ฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้กับชีวิต ไม่ปิดหัวใจตัวเองจากการที่อยู่ใน comfort zone พอพูดถึงวิศวะ ผมก็โดดเด่น การศึกษาโดดเด่น ผมอยู่ใน comfort zone แล้วใช่ไหม ก็ยังอยากจะเป็นนักผจญภัยอยู่ต่อไปเรื่อยๆในชีวิต

อย่าคิดว่าผมมาตอนลาดกระบังมันเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยท็อปอย่างวันนี้นะ ผมมาในช่วงที่มหาวิทยาลัยเจอเรื่องยักยอกเงินพันหกร้อยล้าน จำได้ใช่ไหม ผมมาในวันนั้นนะ มากอบกู้สถานการณ์ วันนี้ไม่มีใครพูดถึงแล้วใช่ไหม ฉะนั้นผมชอบอะไรที่มันท้าทาย ยังชอบอะไรที่มัน underdog ต้องการทำอะไรที่คนว่าทำไม่ได้ แล้วทำให้ได้ นั่นแหละคือความมุ่งหวังของผม ชอบเป็นนักต่อสู้ ชอบเป็นนักเปลี่ยนแปลง ชอบ make impossible possible ส่วนจะเป็นอะไรต่อไปนั้น ก็ดูจังหวะและโอกาส แต่จะไม่ยึดอยู่ที่ตำแหน่ง เช่นบอกว่าคุณจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่ ต้องไปแก้ปัญหา ต้องไปสร้างความเปลี่ยนแปลง อันนี้แหละคุยกัน ถึงจะไป


GM: การเมืองล่ะ

สุชัชวีร์: ถ้าเกิดไปสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ไปโดยตำแหน่ง


GM: เป็นอะไรก็ได้แต่ขอให้ได้ทำ

สุชัชวีร์: ถูกต้อง ต้องเป็นแล้วได้เปลี่ยนแปลงนะ อย่างนี้โอเค ต้องเปลี่ยนแปลง และต้องเป็นของยาก ของง่ายไม่ไปทำ


GM: ไม่ท้าทาย?

สุชัชวีร์: คนลักษณะผมถ้าไปทำของง่ายมันฝ่อ พอฝ่อแล้วติดนิสัย เสร็จเลย ผม alert อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กมามันชกตลอด มัน alert แล้วไง กล้ามเนื้ออยู่ตัว ให้ไปนั่งแปะแล้วมีทุกอย่าง ใครก็ชอบความสบายนะ แต่สุดท้ายแล้วผมจะดาวน์เลย แล้วผมกลับมาสู้อีกครั้งไม่ได้ เกิดเขาไม่ให้ผมอยู่เก้าอี้ตัวนั้น ยกผมไปตัวอื่น กล้ามเนื้อผมไม่มีแล้ว เสร็จสิ ฉะนั้นผมต้องการเข้าไปแล้วได้ชกนะ ให้มานั่งไม่เอา เหมือนทำร้ายตัวเอง ไปแล้วต้องชกต้องทำต้องเปลี่ยนแปลง อันนี้ชอบมาก บอกไม่ได้ ทำไม่ได้ ไม่มีทาง ชอบเลย ผมทำได้มากี่ครั้งล่ะ ไป MIT ไม่ได้ ไม่มีใครรู้จัก อ้าว ไปได้ เรียนได้เกรดน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไปก็ยังได้ จบโยธาไปสอนไม่ได้ เป็นคณะบดีไม่ได้ เป็นอธิบการไม่ได้ ก็ได้หมดนี่ ปฏิรูปได้หมด ฉะนั้นต้องท้าทายเท่านั้น และจะทำให้เห็นว่าทำได้

GM: มีมุมที่อยากอยู่ในโลกสงบๆ แบบพัก รีไทร์ อะไรอย่างนี้ไหม คิดถึงอะไรแบบนั้นบ้างไหม หรือคิดแต่อยากทำงาน

สุชัชวีร์: ภรรยาผมก็บอก เออ ผมเป็นคนที่น่าสนใจ คืออยู่กับคนเยอะๆ แล้วมีพลัง ผมไปพูดกับคน พูดงาน IT โลก คนฟัง 22,000 คน สะกดคนได้หมดเลย พูดได้ดี แต่พูดกับคนสิบยี่สิบคนพูดเสียงอ่อย พูดไม่ดี แต่เชื่อไหม ผมเป็นคนที่อยู่มีโลกส่วนตัวได้ ชอบรดน้ำต้นไม้ ชอบซ่อมของ ชอบอะไรต่างๆ ถ้าเกิดวันหนึ่งไม่มีงานทำในเมืองไทยแล้ว ผมอยากจะไปช่วยต่างประเทศ อาจจะไปช่วยแอฟริกา นี่พูดจริงนะ มันท้าทายไง เขายังลำบากยากจน อยากจะไปช่วย นี่เป็นความฝันนะ

วันหนึ่งอาจจะเห็นผมไปอยู่ตรงนั้นก็ได้ อยากไปทำงาน UN อย่างนี้ อยากจะไปช่วยคนลำบากจริงๆ ไปอยู่แอฟริกาจนถึงอายุสัก 70 กว่าแล้วกลับมาเมืองไทย มาเขียนหนังสือ มาดูแลต้นไม้ แล้วก็อยากจะกลับมาเรียนดนตรีตอนอายุสัก 70 กว่า อยากเรียนเปียโน ซึ่งเคยเรียนแต่เด็กแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คุณดูความฝันผมมัน simple เห็นไหม นั่นคือความฝันสุดท้ายบั้นปลายชีวิต อยากจะทำอย่างนั้น แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ ตอนนี้ก็คิดว่าอยากจะชก แต่ก็ต้องหาเวทีที่เหมาะที่มันท้าทายจริงๆ



นักเขียน : ณัฐพล ศรีเมือง
ช่างภาพ : กฤตธี อ้วนอร่ามวิไล
เรื่องจาก : GM #478
Update : 23 May 2018

 

เรื่อง/ภาพ ที่มา :
https://gmlive.com/interview-dr-suchatvee-suwansawat-education-and-inspiration-vision

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th