แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน

 

การ ช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น นอกจากแพทย์จะให้ยากินเพื่อให้มีสมาธิในการเรียนแล้ว ครู และพ่อแม่มีส่วนช่วยอย่างมาก การฝึกทักษะหลายประการที่เด็กสมาธิสั้นยังขาดอยู่ ซึ่งการขาดทักษะเหล่านั้นแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างเช่น ดื้อ ซน พูดไม่ฟัง ไม่มีระเบียบวินัย ไม่คิดก่อนทำ ไม่รอบคอบ ประมาท เลินเล่อ เอาแต่ใจตัวเอง การแก้ไขพฤติกรรมต่างๆส่วนใหญ่จะยากลำบาก


การฝึกทักษะที่ดีให้เกิดขึ้นก่อนจึงมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันเด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมไม่ดีจนติดเป็นนิสัยไปจนโต ซึ่งการฝึกทักษะมักต้องใช้ เวลานาน ต้องอาศัยความอดทน ความเอาจริงเอาจัง ความสม่ำเสมอและร่วมมือของครูและพ่อแม่อย่างมาก เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะฝึกทักษะค่อนข้างยาก ฝึกแล้วลืมง่ายในระยะแรกๆครูและพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังผลเร็ว ไม่ควรเปรียบเทียบผลของการฝึกพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นกับเด็กทั่วไป

ถ้าต้องการประเมินผลฝึกควรเปรียบเทียบผลที่เกิดกับตัวเด็กเองโดยติดตามระยะ ยาว จะเห็นความสำเร็จชัดเจนขึ้นทีละน้อย โดยพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ดีมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนในที่สุดกลายเป็นนิสัยที่ดีและกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดีติดตัวอย่างถาวร

เมื่อพ้นจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นการพัฒนาทักษะที่ดีเพิ่มเติมขึ้นอีกจะเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาจากภายในตัวเอง ในระหว่างวัยเด็กนี้ พ่อแม่และครูจึงเป็นผู้ช่วยสำคัญ ที่จะฝึกฝนส่งเสริมให้เด็กสมาธิสั้นมีทักษะเบื้องต้นเพื่อเป็นพื้นฐานต่อการ พัฒนาตนเองในระยะยาวต่อไป


เป้าหมายการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน

ลดพฤติกรรมปัญหาที่รบกวนการเรียนรู้ อันเป็นผลจากอาการของโรคสมาธิสั้นเพิ่มทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่อการปรับตัว อยู่ร่วมกับผู้อื่นของเด็กสมาธิสั้นเพิ่มความสามารถด้านการเรียน เพื่อช่วยให้เด็กสมาธิสั้นประสบผลสำเร็จด้านการเรียน และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง


แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น

1. การช่วยเหลือด้านการเรียน
เด็กสมาธิสั้นควบคุมตนเองไม่ได้ จัดระเบียบให้ตนเองไม่ได้เหมือนกับเด็กทั่วไป ครูต้องช่วยจัดระเบียบการเรียนไม่ให้ซับซ้อน เพื่อให้เด็กสามารถประสบความสำเร็จในการเรียน สิ่งที่ครูจะช่วยเหลือเด็ก


สมาธิสั้นสามารถทำได้ดังนี้

1.1 การจัดกิจกรรมประจำวัน
1.1.1 กิจกรรมในแต่ละวันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน ครูต้องบอกล่วงหน้าและย้ำเตือนความจำทุกครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลง

1.1.2 หาป้าย ข้อความ สัญลักษณ์ หรือช่วยเหลือความจำเด็กในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น ให้เด็กเขียนชื่อวันบนปกหนังสือหรือสมุด เพื่อให้จัดตารางเรียนได้สะดวก




1.2 การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก

1.2.1 การจัดห้องเรียน
– เขียนข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน ไม่วิ่งเล่นในห้องเรียน ส่งการบ้านเป็นที่ ข้อตกลง ควรมีลักษณะเข้าใจง่าย เขียนสั้นๆ เฉพาะที่สำคัญ แน่นอนไม่เปลี่ยนไปมาทบทวนข้อตกลงบ่อยๆ ลงโทษตามที่ตกลงกันไว้
– จัดหาที่วางของห้องเรียนในตำแหน่งเดิม เพื่อให้เด็กจำง่าย วางให้เป็นที่เป็นทางซึ่งจะช่วยให้นักเรียนรู้ขอบเขตความประพฤติของตนเอง
– ภายในห้องเรียนควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งด้วยสีสัน สวยหรู เพราะจะทำให้เด็กสมาธิสั้นสนใจสิ่งเร้าเหล่านั้น มากกว่าสนใจการสอนของครู
– ช่วยเด็กจัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ และควรเก็บสมุดต่างๆ ที่เดิมเพื่อสะดวกแก่การจำและหยิบใช้
– ให้มีสิ่งของบนโต๊ะเรียนของเด็กให้น้อยที่สุด

1.2.2 การจัดที่นั่ง

– จัดให้นั่งข้างหน้า หรือแถวกลาง
– ไม่อยู่ใกล้ประตูหรือหน้าต่างที่มองเห็นข้างนอกห้องเรียน
– จัดให้นั่งใกล้ครูเพื่อดูแลได้อย่างใกล้ชิด
– ไม่ให้เพื่อนที่ซุกซนเล่นนั่งอยู่ใกล้ๆ จัดให้มีเด็กเรียบร้อยนั่งขนาบข้าง




1.3 จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก

1.3.1 การเตรียมการสอน การเตรียมการสอนครูจะต้องเตรียมและดำเนินการ ดังนี้
– งานที่ให้ทำต้องเหมาะสมกับความสนใจและความสามารถของเด็ก ก่อนสอนครูควรสังเกตความสนใจ ความรู้ ความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
– แบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงสมาธิของเด็ก ให้เด็กทำทีละขั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงให้ทำขั้นต่อ ๆ ไปตามลำดับ
– การจัดกิจกรรม ควรมีช่วงเวลาให้เด็กเปลี่ยนอิริยาบถ และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่เด็กทำได้ เพื่อช่วยลดความเบื่อของเด็ก ทำให้เรียนได้นานขึ้น เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง ลบกระดาน เป็นต้น
– เลือกกิจกรรมการเรียนการสอนที่ต้องใช้ประสาทรับรู้หลายด้าน ทั้งด้านการฟังการใช้สายตาหรือการลงมือปฏิบัติ เช่น การสาธิตหรือการแสดงบทบาทสมมติ
– ใช้สื่อทางสายตา อาจใช้เป็นรูปภาพประกอบ เพื่อให้เด็กจับประเด็นได้ง่าย

1.3.2 ระหว่างการสอนเขียนงานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดาน พยายามสั่งงานด้วยวาจาให้น้อยที่สุด

– ตรวจสมุดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบถ้วน
– ใช้การสอนเเบบตัวต่อตัว เพื่อควบคุมให้เด็กมีสมาธิ โดยสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็ก โดยเฉพาะในรายวิชาหลักหรือวิชาที่ยาก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นต้น เนื่องจาก 1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้นมักจะมีภาวะบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ร่วมด้วย โดยครูสามารถช่วยเด็กได้


1) ให้เด็กทำงานเป็นขั้นตอน เช่น ทำทีละข้อ หรือทีละหน้า อย่าให้งานมากเกินไป
2) ฝึกเด็กให้ทำงานทีละอย่างให้สำเร็จ แล้วจึงเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อไป
3) การฝึกให้เด็กควบคุมตนเองเพื่อทำงาน เมื่อเด็กทำได้ดีแล้วครูค่อย ๆ ถอนตัวออกแต่ก็อย่าทิ้งไปเลย ควรตรวจการทำงานเป็นครั้งคราว
4) ให้เด็กทำงานตามเวลาที่กำหนดให้ เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วถ้ายังไม่เสร็จครูต้องตรวจงานของเด็ก


– ฝึกให้เด็กจัดระเบียบการเรียน การทำตามคำสั่ง การตรวจสอบทบทวนผลงาน การจดบันทึก และการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
– ช่วยให้เด็กสนใจบทเรียน โดยใช้สีระบายคำสำคัญ ข้อความสำคัญ วงรอบหรือตีกรอบข้อความสำคัญที่ครูเน้น

– ใช้วิธีเตือนหรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียนโดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า เช่น เคาะที่โต๊ะเด็ก หรือแตะไหล่เด็กเบาๆ
– ให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆน้อยๆเมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
– หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ประจาน ประณามที่จะทำให้เด็กรู้สึกอับอาย และไม่ลงโทษเด็กรุนแรง เช่น การตี
– ใช้วิธีการตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด


1.3.3 การมอบหมายงาน

– ครูควรใช้คำพูดให้น้อยลง พูดช้าๆ ชัดเจน กระชับ ครอบคลุม ไม่ใช้คำสั่งคลุมเครือ ไม่บ่น ตำหนิติเตียนจนเด็กแยกไม่ถูกว่าครูให้ทำอะไร
– ให้เด็กสมาธิสั้นพูดทบทวนที่ครูสั่งหรืออธิบายก่อนลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด อีกทั้งเป็นการฝึกให้เด็กพูดถ่ายทอดความคิดของตนเอง
– ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก ควรมอบหมายงานที่มีระยะเวลาการทำงานสั้นลงเพื่อให้เด็กสามารถใช้เวลาไม่นาน นัก พยายามเน้นในเรื่องความรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ




1.4 การช่วยเหลือด้านทักษะเฉพาะในการเรียน ครูสามารถช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้มีทักษะเฉพาะที่จำเป็นต่อการเพิ่มความ สามารถด้านการเรียนได้ดังนี้


1.4.1 ทักษะในการอ่านหนังสือ การฝึกอ่านหนังสือทุกวันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากครูอาจเลือกหนังสือที่ เด็กชอบมาให้เด็กอ่านเสริม โดยหนังสือที่อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเรียน อาจเป็นหนังสือผจญภัย หนังสือสอบสวน หนังสือชีวิตสัตว์ชีวประวัติ ประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก็ได้ จากนั้นควรพูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่อ่าน ให้เล่าเรื่อง หรือให้สรุป ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในการอ่านหนังสือที่ดี และชมเชยเป็นระยะ


1.4.2 ทักษะการเขียนหนังสือการฝึกให้เด็กเขียนหนังสือบ่อยๆ จะทำให้สายตาและมือทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เช่น ฝึกให้เขียนสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เขียนบรรยายความรู้สึกต่อพ่อแม่เขียนแผนที่คาดว่าจะทำในช่วงปิดเรียน จนในที่สุดสามารถเขียนเรื่องราวที่มีคำขึ้นต้น เนื้อหาและสรุปได้1.4.3 ทักษะในการฟังและจับประเด็น การฝึกเด็กให้สรุปสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้ลองทำตาม จะเป็นรากฐานที่ดีในการช่วยฝึกสมาธิ ถ้าทำซ้ำๆ จะคล่องขึ้นและช่วยการเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้


1.4.4 ทักษะในการวางแผนทำงาน การทำการบ้าน การทำรายงาน การสรุปข่าว การทำป้ายนิเทศ วิชาการ ฯลฯ เป็นงานที่ต้องการการวางแผนและมีการบริหารจัดการจึงจะได้ผลดีทันเวลา การฝึกฝนให้ทำงานหลายๆ อย่างที่มีแผนการชัดเจนและฝึกซ้ำๆในหลากหลายกิจกรรมจะช่วยให้ระบบการทำงาน คล่องขึ้นเกิดเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นในตัวเป็นการวางรากฐานในการทำงานแต่ละ อย่างให้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การเรียงลำดับงานสำคัญ ก่อน-หลัง ตั้งสมาธิกับงานและลงมือทำ


1.4.5 การบ้าน
– การแบ่งงานให้พอเหมาะจัดแบ่งการบ้านออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้เด็กสามารถลงมือทำจนสามารถทำสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเด็กทำเสร็จเองบ่อย ๆ จะทำให้เด็กอารมณ์ดี พอใจในตนเอง และรู้สึกว่า “ฉันเป็นคนทำงานอะไรแล้วต้องเสร็จเสมอ” จะเสริมความมานะพยายามให้เด็กทำงานเพิ่มขึ้น

– เรียงลำดับความสำคัญและความยากง่ายของงานโดยช่วยจัดลำดับความง่ายไว้ข้อแรกๆ เพื่อให้เด็กเริ่มทำจากงานที่ง่ายแล้วเสร็จเร็วไปสู่งานที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือมีปัญหาที่ต้องใช้เวลาแก้นานขึ้นหรือให้เริ่มทำจากงานด่วนก่อน

– มอบหมายการบ้านให้ฝึกอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนจนติดเป็นนิสัยทำทุกวันสม่ำ เสมอจนเกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับสูงที่ต้อง ใช้วินัย และพึ่งพาตนเองในการเรียน


1.4.6 สอนเทคนิคในการเรียนและการเตรียมตัวสอบ สอนให้เด็กใช้เทคนิคช่วยจำ เช่น การใช้แถบปากกาสี การขีดเส้นใต้ข้อความที่สำคัญ การย่อประเด็นสำคัญการจดสูตรหรือคำยากๆในสมุดบันทึกการหัดคิดเลขกลับไปกลับ มาการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการหาข้อมูลความรู้ การเลือกอ่านรวมทั้งควรฝึกสอนเทคนิคในการทำข้อสอบ เช่น ข้อสอบที่จับเวลา หรือมีเวลาทำจำกัด ข้อที่ทำไม่ได้ให้ข้ามไปก่อนอย่าลืมวงหน้าข้อเพื่อกลับมาทำซ้ำ หรือเพื่อไม่ให้วงสลับข้อกัน เป็นต้น



1.5 ช่วยเด็กจัดการเกี่ยวกับเวลาเด็กสมาธิสั้นจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่สนใจว่าเวลาหมดหรือยัง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำงานเมื่อไรเด็กจะแบ่งเวลาไม่เป็น การแบ่งเวลาไม่เป็นทำให้เด็กไม่ส่งงานตามเวลา ผิดนัดมาโรงเรียนสาย ซึ่งครูต้องช่วยสอนเทคนิคการจัดสรรเวลา ดังนี้


1.5.1 เตือนให้เด็กตรงต่อเวลา โดยส่งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลานัด หรือเวลาต้องส่งงาน

1.5.2 ช่วยเด็กจัดทำกำหนดเวลาหรือปฏิทินงาน
ทำลงกระดาษแล้วติดไว้ที่โต๊ะเรียนของเด็ก

1.5.3 ใช้นาฬิกาเตือน
โดยอาจใช้นาฬิการะบบสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการรบกวน

1.5.4 ให้แรงเสริมทางบวก
เมื่อเด็กส่งงานตามเวลา

 



เรื่อง/ภาพ ที่มา :
trueplookpanya
http://kruvoice.com/แนวทางการช่วยเหลือเด็ก/
Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th