ผลวิจัยบอก!!!#คนโง่จะไม่รู้ว่าตัวเองโง่!!! ???


 

“บ่อยครั้งที่ความไม่รู้เป็นบ่อเกิดของความมั่นใจมากกว่าความรู้”
“Ignorance more frequently begets confidence than does knowledge”
Charles Darwin (1871)

 


 

#คนโง่จะไม่รู้ตัวว่าตัวเองโง่” เป็นประโยคที่มักมีคนพูดถึงบ่อยๆ อันที่จริงมีการศึกษาจำนวนมากที่พบว่าคนที่ไม่มีความสามารถ(ในอะไรสักอย่าง) จะขาดความสามารถในการประเมินความสามารถของตัวเองเช่นกัน โดยงานวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็นการศึกษาของ ศาสตราจารย์เดวิด ดันนิง (David Dunning) กับ จัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) ซึ่งโด่งดังจนได้รับรางวัลอิกโนเบล*สาขาจิตวิทยาประจำปี ค.ศ. 1999


(* รางวัลอิกโนเบลคือรางวัลที่ล้อเลียนรางวัลโนเบล โดยมี 10 รางวัลเท่ากับรางวัลโนเบล แต่จะให้กับงานวิจัยที่ “ให้ความรู้คู่กับความสนุก ขบขัน” ทำให้กลายเป็นรางวัลที่มีชื่อเสียง และมีคนสนใจติดตามมากพอสมควร)



 

—ที่มาของการศึกษา—
ในปี ค.ศ. 1995 กระทาชายคนหนึ่ง นามว่าแมคอาเธอร์ วีลเลอร์ (McArthur Wheeler) ได้ทำการปล้นธนาคารสองแห่งตอนกลางวันแสกๆ โดยไม่ได้ปกปิดใบหน้าใดๆ แน่นอนว่ากล้องวงจรปิดของธนาคารจับภาพใบหน้าได้อย่างชัดเจน และนายแมคอาเธอร์ก็ถูกจับในเย็นวันนั้น เมื่อนายแมคอาเธอร์เห็นภาพตัวเองในเทปจากกล้องวงจรปิดก็โวยวายขึ้นว่า “เฮ้ย เป็นไปได้ยังไง ก็ข้าเอาน้ำมะนาวทาหน้าไว้แล้วนี่”

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านายแมคอาเธอร์ผู้นี้ไปอ่านมาจากที่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ เขาเชื่ออย่างเต็มที่ว่าการทาน้ำมะนาวไว้บนหน้าจะทำให้กล้องบันทึกภาพหน้า เขาไม่ติด -_-‘’

ศาสตราจารย์ดันนิงฟังข่าวนี้แล้วก็เกิดความคิดว่า ความไม่รู้นอกจากทำให้คนบางคนเชื่ออะไรผิดๆ และนำไปสู่การตัดสินใจอันงี่เง่าแล้ว ความไม่รู้นี้ยังน่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ไร้ความสามารถในการที่จะตระหนักรู้ได้ ถึงความไม่รู้นั้นอีกด้วย

คิดได้ดังนี้แล้วศาสตราจารย์ดันนิงจึงได้ทำงานวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่งกับครู เกอร์ ซึ่งผมได้สรุปวิธีการทำวิจัยมาไว้ดังต่อไปนี้ (ในความเป็นจริงงานวิจัยจะประกอบไปด้วยการทดลอง 4 ชิ้นย่อย แต่ในที่นี้เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ผมจะขอเขียนรวบงานวิจัยย่อยทั้งหมดเข้าด้วยกันนะครับ)

 

 

—– งานวิจัย ——-
งานวิจัยทำโดยให้อาสาสมัครซึ่งเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ทำแบบทดสอบวัดความรู้ด้าน “ตรรกศาสตร์” และ “ไวยากรณ์” โดยเมื่อทำการทดสอบแล้วจะให้นักศึกษาแต่ละคนให้คะแนนตัวเองว่า 1) ตัวเขาน่าจะได้คะแนนสักเท่าไหร่ 2) เขาน่าจะได้คะแนนเป็นอันดับที่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่น (โดยให้บอกเป็นอันดับ 1-100 อันดับ 100 คือได้คะแนนสูงสุดในห้อง



โดยตามแกนนอนผู้วิจัยแบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 4 กลุ่มตามผลคะแนนทดสอบที่ทำได้จริงๆ กลุ่มละ 25% ของคนทั้งหมด กลุ่มแรกสุดทางด้านซ้ายก็คือกลุ่มคน 1 ใน 4 ของทั้งหมดที่ได้คะแนนน้อยที่สุด และก็เรียงมาเรื่อยๆ กลุ่มที่อยู่แกนนอนทางขวาสุดก็คือกลุ่มคน 1 ใน 4 ที่ได้คะแนนสูงที่สุด ในขณะที่กราฟจุดวงกลมแสดงคะแนนทดสอบที่ทำได้จริงๆ กราฟเส้นสามเหลี่ยมแสดงคะแนนที่คาดว่าตัวเองทำได้ และกราฟเส้นสี่เหลี่ยมคือคาดว่าตัวองได้อันดับที่เท่าไหร่

เมื่อมาพิจารณากลุ่มซ้ายสุดซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุด จะเห็นว่าคนกลุ่มนี้คิดว่าตัวเองน่าจะได้คะแนนเยอะ และคิดว่าตัวเองน่าจะได้คะแนนดีเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ดังจะเห็นว่าว่ากลุ่มนี้คิดว่าตัวเองน่าจะได้อันดับประมาณที่ 60 จาก 100 (อ้อ … อย่าลืมนะครับ อันดับ 100 คือคะแนนสูงที่สุดในห้อง) ทั้งๆ ที่ ผลการทดสอบจริงตัวเองอยู่ในอันดับประมาณ 20 โน่น (เกือบโหล่) ผลการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า
********************
1) คนไม่มีความรู้จะไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้
2) คนกลุ่มนี้จะประเมินระดับความสามารถของตัวเองไม่ได้ ทำให้คิดว่าตัวเองเก่งเกินจริง
3) นอกจากนี้คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถประเมินความสามารถของคนอื่นได้อีกด้วย จึงทำให้ไม่รู้ว่าเราเก่งหรือด้อยกว่าคนอื่น


ในการทดสอบเพิ่มเติมอันหนึ่งผู้วิจัยได้เอากระดาษคำตอบของคนอื่นส่งให้ กลุ่มผู้ที่ได้คะแนนน้อยดู (สรุปคือได้เห็นกระดาษคำตอบของคนอื่นที่ส่วนใหญ่คะแนนมากกว่าตัวเอง) แล้วให้จัดอันดับของตัวเองเมื่อเทียบกับเพื่อนใหม่ ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ก็ยังจัดอันดับตัวเองอยู่พอๆ เดิม คือคิดว่าตัวเองน่าจะได้อันดับประมาณ 60 ทั้งๆ ที่ของจริงอยู่อันดับ 20 ซึ่งตรงข้ามกับกลุ่มคนที่ทำคะแนนได้สูงๆ พอเห็นกระดาษคำตอบของคนอื่น จะจัดอันดับตัวเองได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของข้อสรุปอันที่สาม คือคนที่ไร้ความสามารถต่อให้เห็นความสามารถของผู้อื่น ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าตัวเองเก่งหรือด้อยกว่า


********************

คำอธิบาย ซึ่งแม้จะฟังแล้วเจ็บปวด
แต่การศึกษาพบว่า ความสามารถที่จะรู้ว่าตัวเองไม่รู้นั้นอาศัยความรู้ในเรื่องนั้นในระดับ หนึ่ง ว่ากันง่ายๆ คือ หากเราจะรู้ว่าเราเขียนหนังสือได้ดีถูกไวยากรณ์หรือไม่ จำเป็นต้องมีความสามารถระดับหนึ่งที่สามารถแยกได้ว่าเขียนแบบไหนถูกแบบไหน ผิด ซึ่งหากไร้ซึ่งความรู้ ก็จะบอกไม่ได้ว่าตัวเองเขียนดีหรือไม่ ทำให้ประเมินความสามารถของตัวเองไม่ได้ ซึ่งรวมไปถึงจะประเมินความสามารถคนอื่นก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน หรือถ้าพูดอย่างแรงหน่อยก็คือ  คนโง่จะบอกไม่ได้ว่าใครฉลาดหรือไม่ฉลาด เพราะขาดความรู้เกินกว่าที่จะสามารถแยกคนฉลาดออกจากคนโง่ได้ 


คราวนี้มาดูฝั่งกลุ่มผู้ได้คะแนนสูงบ้าง (ในกราฟคือช่องขวาสุด)
จะเห็นว่าคนกลุ่มนี้ประเมินความสามารถตัวเอง และอันดับของตัวเองได้แม่นกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ได้คะแนนน้อย และพบว่าการประเมินตัวเองจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือประมาณความสามารถและอันดับของตัวเองน้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะคนเก่งมักจะคิดว่ายังมีอะไรอีกมากที่ตัวเอง ไม่รู้เลยไม่ให้คะแนนตัวเองสูงๆ


—————————————


ความรู้เป็นบ่อเกิดแห่งความแม่นนำในการประเมินตนเอง
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วมีทางแก้ไขไหม คำตอบคือมีครับ ในการทดลองย่อยอันสุดท้าย ศาสตราจารย์ดันนิ่งได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมโดยเอานักศึกษาที่เข้าร่วมวิจัย นี้จำนวนหนึ่งไปอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม พบว่าหลังฝึกอบรม นักศึกษากลุ่มนี้จะประเมินความสามารถของตัวเอง และความสามารถของตัวเองเมื่อเทียบกับคนอื่นได้ดีขึ้น

จึงทำให้สรุปได้ว่า สำหรับผู้ที่ไม่รู้ การได้รับความรู้เพิ่มเติมเข้าไปจะช่วยให้ตระหนักถึงความสามารถตัวเองมาก ขึ้น หรือหากพูดแบบบ้านๆ เลยก็คือ คนโง่เมื่อได้รับความรู้ ก็จะรู้ตัวมากขึ้นว่าตัวเองโง่และสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ครับ

เรื่อง/ภาพ ที่มา :
http://kruvoice.com/ผลวิจัยบอกคนโง่จะไม่ร/

อ้างอิง:
//หมอคลองหลวง
เปเปอร์ Kruger J and Dunning D. Unskilled and unaware of it: how difficulties in recognizing one’s own incompetence lead to inflated self-assessments. Journal of Personality and Social Psychology, 1999; 77: 1121-1134.

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 02-814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369
Foundation For Children
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481, 097-213-0647, 097-213-0648, 063-150-0060 FAX. 02-814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th