การศึกษาทางเลือก



การศึกษาหลังปี 2000 ต้องเป็นการศึกษาเพื่อสันติภาพ
ด้านที่สังคมวงกว้างรู้จักพิภพ ธงไชย ในช่วงต้นๆ ของนักกิจกรรมทางสังคมก็คงหนีไม่พ้น “นักการศึกษาทางเลือกแถวหน้า” ของสังคมไทยที่อาจจะมีจำนวนไม่มากนักเช่นกัน ก็ไม่กี่คนของบรรดานักการศึกษาทางเลือกที่มีภาคปฏิบัติการเพื่อพิสูจน์ความคิดทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติการของตน สำหรับพิภพแล้วเขาและภรรยาคู่ชีวิตนาม รัชนี  ธงไชย ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ.2521 เพื่อเสนอการศึกษาแนวใหม่ที่หลุดพ้นจากการครอบงำของการศึกษากระแสหลัก

การท้าทายการศึกษากระแสหลัก แม้ดูเหมือนเป็นงานที่หนักหนาสาหัสแต่ด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่และหนักแน่ของพิภพ ทำให้การศึกษาทางเลือกกำเนิดเป็นวาระทางสังคมมีการพูดถึงถกเถียงและเป็นทางการในวงกว้างมากขึ้น แม้แต่ในช่วงของการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 หรือการตรา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เองก็ตามแม้ข้อเท็จจริงจะพบปัญหาอุปสรรคอยู่หลายประการจากความไม่สมบูรณ์ของกฎหมาย แต่สังคมไทยก็ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการศึกษาทางเลือกมากขึ้น

ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ ว่าปริมณฑลของการศึกษาทางเลือก ออกดอกออกผลแพร่ขยายทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ในขณะเดียวกันการขยายตัวของสนามการศึกษาทางเลือกในต่างประเทศก็เติบโตขยายตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คงด้วยเหตุผลประการสำคัญอันเกิดจากความตกต่ำเสื่อมถอยของการศึกษากระแสหลักที่พลัดพรากคนจากธรรมชาติ และมองข้ามจิตวิญญาณและคุณค่าของความเป็นคนนั่นเอง

เราลองศึกษาความคิดการศึกษาทางเลือกของพิภพ ธงไชย ผ่านงานวิชาการอีกชิ้นหนึ่ง หัวข้อ “การศึกษาหลังปี 2000 ต้องเป็นการศึกษาเพื่อสันติภาพ” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ “วิถีสังคมไทย ชุดที่ 7 การศึกษาเพื่อความเป็นไท ครบรอบ 100 ปี ปรีดี พนมยงค์ ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม พ.ศ.2544” สาระใจความดังนี้

ในโลกสมัยใหม่ มนุษยชาติต้องเผชิญปัญหามากมาย ที่เป็นผลมาจากการพัฒนาแบบยับเยิน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต่อสังคมมนุษย์และสังคมธรรมชาติ ดังที่เห็นกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายธรรมชาติ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อันก่อให้เกิดความผันแปรทางธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น น้ำในมหาสมุทรเริ่มสูงขึ้น โอโซนชั้นบรรยากาศเริ่มเสียหาย อันก่อให้เกิดพิษภัยแก่มวลมนุษย์ สัตว์ และพืชทั้งหมด

นอกจากนั้น ในส่วนของชุมชนมนุษย์ ได้สร้างมลพิษทางอากาศ ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะชุมชนเมืองใหญ่ ทำให้เกิดความแปลกแยกจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพักผ่อนนอนหลับ การกินอยู่ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหากับตนเองและสิ่งแวดล้อม ดังที่ทราบกันอยู่


ในเรื่องทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ก่อให้เกิดการแข่งขันและแย่งชิงทรัพยากรจนก่อให้เกิดความเกลียดชัง อันส่งผลไปถึงการเลี้ยงดูเด็ก และการให้การศึกษาแก่บุตรหลาน ที่เน้นการไปช่วงชิงทรัพยากรและการมีชีวิตที่สูงกว่าคนอื่นในสังคม และยังรวมตัวกันไปแข่งขันระดับโลก โดยมิได้มีการพิจารณาว่าสิ่งที่ดำเนินไปอยู่นั้นได้สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมและสังคมมนุษย์อย่างไรบ้าง


ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของโลกทัศน์ในการมองโลกและชีวิตรวมถึงธรรมชาติแวดล้อม  แล้วนำมากำหนดการกระทำ ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นโลกทัศน์ที่นำไปสู่ความรุนแรงและกลไกที่สร้างโลกทัศน์ที่นำไปสู่ความรุนแรงตัวหนึ่ง ก็คือ การศึกษา ทั้งที่อยู่ในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน อันได้แก่ การศึกษาที่ผ่านสื่อต่างๆ จนหล่อหลอมรวมกันเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง และมากำหนดเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เน้นการแข่งขันและการเอานะผู้อื่น ซึ่งย่อมจะเป็นการศึกษาเพื่อสงคราม หรือการศึกษาเพื่อความรุนแรงมากกว่าการศึกษาเพื่อสันติภาพ หรือการศึกษาเพื่อความสงบสันติ 
        
ถ้าพิจารณาปัญหาโดยใช้โลกทัศน์แบบพุทธศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดซึ่งกันและกัน โลกทัศน์ของคนก่อให้เกิดระบบการเมือง ระบบการเมืองก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจก่อให้เกิดการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดู การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูก่อให้เกิดโลกทัศน์ วงจรเล็กๆ ที่คิดขึ้นอย่างง่ายๆ เช่นนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย อันเป็นหลักที่อยู่ใน ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา ของพุทธศาสนา

การศึกษานั้นมี 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นเรื่องของการฝึกฝนหาความรู้และความชำนาญเพื่อใช้ประกอบอาชีพ อีกส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพภายในของมนุษย์ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้ วิธีการมองโลกและชีวิต เพื่อจัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนอื่น และต่อชุมชน ทั้งสามส่วนมีความสัมพันธ์กัน ความรู้และความชำนาญเป็นเครื่องมือของโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อสิ่งรอบๆ ตัวและต่อตัวเอง ปัจจัยภายในของมนุษย์ก็มีส่วนผลักดันวิธีคิด วิธีการมองปัญหา การศึกษาที่ผ่านมาได้สร้างโลกทัศน์ที่คับแคบ เป็นไปเพื่อตัวเองและชุมชนของตัวเท่านั้น และมุ่งเอาชนะธรรมชาติและคนอื่นทั้งที่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะรับการศึกษาแบบตะวันตก การศึกษาของสังคมไทยที่ถูกกำกับด้วยโลกทัศน์แบบพุทธศาสนาปนกับพราหมณ์และการนับถือผี ซึ่งจะกำกับมนุษย์ไม่ให้ไปรุกรานธรรมชาติจนเกินงาม

น่าสังเกตว่า ธรรมชาติแวดล้อมได้ถูกทำลายไปมากกว่าสมัยที่สังคมไทยยังไม่รับการศึกษาและพัฒนาแบบตะวันตก โลกทัศน์ที่สำคัญที่มากับการศึกษาแบบตะวันตกก็คือ โลกทัศน์ที่ละการดำเนินชีวิตแบบสันโดษ และเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ให้ประชาชนยึดถือ คือ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลความสุข ส่วนโลกทัศน์ทางการเมืองก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สำหรับการวางตัวกับสิ่งแวดล้อม ก็รับวิธีคิดของชาวตะวันตกที่ว่า คนเป็นนายเหนือธรรมชาติ

หรือถ้าจะสรุปการศึกษาแบบฝรั่งที่เรารับเข้ามาเพื่อสร้างโลกทัศน์ใหม่นั้น อาจยกข้อเขียนของ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จากบทความชื่อ “พิจารณาการศึกษาของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน และหาทางออกสำหรับอนาคต” เป็นบทสรุปดังนี้

“หารู้ไม่ว่า การรับความคิดและการศึกษาแบบฝรั่งมานั้น เป็นการย้ำยีวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวมของเรา เพราะการปรับวิถีชีวิตอย่างฝรั่งหมายความว่าต้องมีหน้าที่การงานอันต่างไปจากบ้าน ให้เน้นทางด้านหนังสือยิ่งกว่าคำพูด ให้เน้นประสิทธิภาพยิ่งกว่าคุณภาพแห่งความเป็นคน เน้นความสำเร็จของงานยิ่งกว่าคุณค่าและศักดิ์ศรีของแต่ละคน เน้นที่ประสิทธิภาพยิ่งกว่าคุณงามความดี”

การศึกษาเพื่อสันติภาพ โดยพื้นฐานก็คือ การศึกษาที่มุ่งที่ความสุขของเด็กๆ ถ้าเด็กเติบโตอย่างมีความสุข จิตใจของเด็กก็จะปราศจากความเกลียดชัง อันนำไปสู่ความรุนแรงและข้อขัดแย้งในใจ แต่การจะทำอย่างนี้ได้ ต้องให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจโลกตามความเป็นจริง โดยมีความเมตตาเป็นตัวกำกับ
การศึกษาสำหรับเด็กดังกล่าว คงต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา ตลอดถึงครอบครัวและสังคม

สำหรับโรงเรียน จะต้องยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลลากหลายทางความเชื่อของครอบครัว และความแตกต่างในทางชีววิทยาของตัวเด็กเอง ให้เด็กได้มีโอกาสเลือกศึกษา เพื่อเตรียมตัวสำหรับการมีชีวิตในอนาคตได้อย่างมีความสุขที่เหมาะกับศักยภาพในของเด็กเอง ไม่มีใครมีวิตอยู่ในอนาคตได้มมากว่าเด็ก เพราะฉะนั้น เด็กควรมีสิทธิเตรียมตัว เตรียมความรู้สำหรับอนาคตของเขา โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้ให้คำปรึกษา

                ข้าพเจ้าขอยกข้อเขียนของนักการศึกษาเก่าแก่คนหนึ่ง ที่ได้จัดการศึกษาเพื่อความสุขของเด็ก และขอตั้งคำถามหลังจากนั้นว่า การศึกษาที่เราจัดกันมาในรูปแบบปัจจุบันกว่า 100 ปีนั้น ได้นำพามนุษยชาติไปทางไหน สงคราม หรือ สันติภาพ สันติสุข หรือ ความรุนแรง บุคคลผู้นั้นคือ นาย เอ.เอส.นีล นักการศึกษาชาวสก๊อต ที่ทำโรงเรียนเพื่อความสุขของเด็กในประเทศอังกฤษ ที่ชื่อว่า ซัมเมอร์ฮิล เขากล่าวว่า

“จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตในความคิดของข้าพเจ้าคือ การหาความสุข ซึ่งหมายถึงการแสดงหาความสนใจในชีวิต การศึกษาควรจะเป็นการเตรียมตัวเองเพื่อการมีชีวิตเพื่อพูดเช่นนี้ วัฒนธรรมของเราดูไม่ใช่สิ่งดีงามเลย การศึกษา วิถีทางการเมือง หรือระบบเศรษฐกิจของเรา ล้วนแล้วแต่เป็นหนทางไปสู่การทำสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ยาที่กินอยู่ก็ไม่อาจลดความเจ็บไข้ได้ป่วยของมนุษย์ลงได้ ศาสนาก็ไม่อาจช่วยให้มนุษย์พ้นจากการขูดรีดและจากการโจรกรรม เราอ้างว่า เรามีสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรม แต่เราก็ยังยอมรับให้มีกีฬาล่าสัตว์เพื่อความสนุก เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะพูดได้อย่างไรว่าเราประสบความสำเร็จ ความเจริญที่เรามองเห็นในยุคสมัยของเรานั้นที่แท้เป็นเพียงความเจริญด้านเครื่องจักรกลเท่านั้น ความเจริญในด้านวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องไฟฟ้า และเครื่องบินไอพ่นเท่านั้นเอง ทุกวันนี้เรากำลังพรั่นพรึงกับสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นผลมาจากความเจริญทางด้านวัตถุและความป่าเถื่อนล้าหลังในความสำนึกทางสังคมของเราเอง...

                ถ้าหากเราอยากจะตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา เราสามารถจะสรรหาคำถามที่ทำให้เรารู้สึกแย่ลงได้หลายคำถาม เป็นต้นว่า ทำไมคนจึงมีโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ ทำไมคนเราต้องเกลียดกันถึงขนาดทำสงครามฆ่าฟันกันในเมื่อสัตว์อื่นไม่ทำเช่นนั้น ทำไมจึงมีอาชญากรรมทางเพศมากขึ้น ทำไมคนจึงสามารถจะเกลียดคนด้วยกันได้ถึงขนาดเป็นลัทธิต่อต้านคนยิว ทำไมนิโกรจะต้องถูกเกลียดชัง และถูกดูถูกเหยียดหยาม ทำไมจึงมีการด่าทอและลอบกัด ทำไมกามารมณ์จึงกลายเป็นเรื่องลามกและหยาบคาย ทำไมคนที่เป็นลูกไม่มีพ่อจะต้องเป็นที่น่าอับอายของสังคม ทำไมศาสนาที่ไม่ได้ให้ความรักและความหวังแก่มนุษย์เลยจึงยังอยู่และอีกหลายพันคำถามที่เราอาจจะตั้งขึ้นมาได้ เกี่ยวกับอารยธรรมที่เราคุยโม้ว่าเป็นสิ่งเลิศลอย”

การตั้งคำถามสำหรับการศึกษา ปี 2000 ไม่ใช่เพราะเราตื่นตระหนกกับยุคโลกาภิวัตน์ ที่สร้างทางด่านข้อมูลและโลกที่ไร้พรมแดน แต่เราควรตระหนักกับสิ่งที่เราทำมานานับศตวรรษ ว่าทำไมยังคงไม่สามารถขจัดความเกลียดชังในตัวมนุษย์ ทั้งที่มีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสัตว์และพืชพันธุ์ของโลก เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เราเกลียดชังต่อธรรมชาติหรือ ถึงเราจะปฏิเสธ แต่การทำลายและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยับเยิน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เราทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยความรักหรือความเกลียดชังกันแน่

การศึกษาเพื่อสันติภาพ จึงต้องเป็นการศึกษาเพื่อให้เกิดความรัก ความเมตตาต่อจิตใจมวลมนุษย์แบบไร้พรมแดน ต่อสรรพสัตว์ในโลกนี้ และต่อสิ่งแวดล้อมทั้งมวล จงละทิ้งการศึกษาแบบชาตินิยม การศึกษาที่เน้นการครอบครอง เน้นการแข่งขัน เน้นการช่วงชิงทรัพยากร และสุดท้ายต้องลดอิทธิพลของรัฐที่มีต่อการศึกษาลง ให้การศึกษากลับมาอยู่กับเด็ก กลับมาอยู่กับพ่อแม่ กลับมาอยู่กับครอบครัว กลับมาอยู่กับชุมชน กลับมาอยู่กับศาสนา นั่นก็คือเปิดโอกาสให้มีการทดลองการศึกษาเพื่อสันติภาพอย่างหลากหลาย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา การศึกษาก็คือการทดลองอยู่แล้ว แต่การทดลองในอดีตได้ตกอยู่ในมือของผู้ที่อ้างว่าตัวเองเชี่ยวชาญ โดยใช้อำนาจของระบบราชการเป็นตัวกำกับให้คนทำตามแล้วผลก็คือ             
การศึกษาสอนให้คนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว มากกว่าสอนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกันในสังคม ความรู้ที่ได้จากการเรียน ถูกใช้เพื่อตัวเองมากกว่าผู้อื่น ถ้าสบช่องโอกาสก็จะทำเพื่อตนเอง สอนว่า ความรู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี ขาดเนื้อหาให้คนรักทางสายกลางให้มีเมตตา มีอารมณ์ละเมียดและเรียนไปพร้อมๆ กัน เพื่อเสริมความรู้และการร่วมมือระหว่างกัน การฝึกวินัยของการศึกษา เป็นวินัยเพื่อตัวเองมากกว่าวินัยการอยู่ร่วมกันในสังคม การจัดลำดับความสำคัญของวิชาและครูผู้สอน จะจัดวิชาสมองซีกความจำเด่น สมองซีกความคิดสร้างสรรค์จะด้อย วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ จะเด่น ส่วนวิชาศิลปะ ความเป็นมนุษย์จะด้อย เป็นต้น วิชาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นความจำ ท่องจำ ทั้งที่ทุกวิชาจะมีส่วนของความจำ ความคิด และจินตนาการ แต่ครูจะสอนซีกความจำ จำข้อมูลมากกว่าการคิดข้อมูล หรือที่มาของการคิดข้อมูล

               “..การเน้นวิชาการที่สำคัญเพียงไม่กี่วิชา เป็นระยะเวลานานหลายปี บวกกับคติเอาตัวรอดเป็นยอดดี นำไปสู่การใช้ปัญญาและความรู้เอาประโยชน์เข้าตัว..”

                “..การศึกษาขาดคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงามของการอยู่ร่วมกัน และขาดรากทางประวัติศาสตร์ชุมชน..”

                “..วัฒนธรรมอะไรที่อยากให้การศึกษาสร้าง แต่ระบบการศึกษาไทยไม่ได้สร้างคือวัฒนธรรมการรู้จักแพ้รู้จักชนะ รู้จักเสียประโยชน์ส่วนตนให้สังคม มีอารมณ์ละเมียดละไม รักการกีฬา รักศิลปะ รักความยุติธรรม ทั้งหมดการศึกษาสร้างให้กลายเป็นธรรมชาติของสังคม..”

                “..การศึกษาทำไห้เกิดคติไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็จะเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็จะเอาด้วยคาถา ไม่ได้ในสภาก็จะเอานอกสภา.. การศึกษาต้องทำให้หลุดจากวิธีคิด ถูกกับผิด ใช่กับไม่ใช่ มึงกับกู ได้กับเสีย..”

                “..อาจารย์ผู้สอนในอุดมศึกษาส่วนใหญ่  ใช้ความรู้เก่าที่เคยเรียนมาแล้ว..การบริหารจัดการเป็นแบบราชการ ซึ่งมีลักษณะคงที่ ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลง”

                “..การเรียนการสอนขาดเสรีที่จะให้นักศึกษาคิด ข้อสอบเป็นแบบท่องจำ อาจารย์ไม่ทำการบ้านในการสอนและสอบ นักศึกษามุ่งท่องจำไม่ชอบห้องเรียน”

                “..การศึกษาก้าวไม่ทันการวิวัฒนาการสังคม.. ความไม่ไว้วางใจในการคุมมาตรฐานการศึกษา โดยเฉพาะการโกงและการช่วยกันในข้อสอบซึ่งมีอยู่ทั่วไปที่ครูช่วยเด็กแม้แต่ในการกีฬา จะมีปัญหาในกรณีเสนอคิดคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากคะแนนในโรงเรียน... มีคนรู้มากขึ้นแต่คิดไม่เป็น ทำงานเป็นกลุ่มไม่ได้.. ครูมีหนี้สิน 30,000 ล้านบาท”

                “..ภาษีอุปกรณ์การศึกษาสูงมาก..บรรยากาศมหาวิทยาลัยด้านประชาคมขาดหาย ทำให้การเรียนการสอนเป็นเพียงภารกิจระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา.. รัฐควรอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้คนจนมีโอกาส.. การยุบสภาเมื่อ 19 พฤษภาคม 2538 ทำให้ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิตตกไป พ.ร.บ. นี้ มุ่งแก้วิกฤตการณ์ทางการศึกษาการขาดแคลนครูสอน การหลั่งไหลคนชนบทเข้าเมืองหลวง”

                “วงการครูขาดแคลน 70 สาขาวิชา ในขณะที่ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมีมากกว่า 600,000 คน.. ขาดการอบรมครูประจำการ ต้องอบรม 5-6 เดือน มีการประเมินคุณภาพทุกปี โดยให้โรงเรียนประเมิน มีห้องสมุดให้ครูศึกษา ..แก้ไขการสอนให้รู้จัดถ่ายทอดความรู้เป็น ... มีการสอนแบบใหม่ นำเทคโนโลยีมาใช้... บทบาทครูเป็นผู้อำนวยการชั้นเรียนดูแลกิจกรรมให้กำลังใจเด็ก... สอนเฉพาะในห้องไม่ได้ เด็กต้องการมีส่วนร่วมการจัดการเรียนการสอน”

                “..ครูใช้บทบาทครอบงำ ต้องเปลี่ยนมาใช้เหตุผลโต้แย้ง ใช้การถกเถียง... จัดสื่อมวลชนศึกษาระหว่างครูกับเด็ก.. การศึกษามุ่งผลิตคนตลาดแรงงานเฉพาะกิจ แรงอุตสาหกรรม ราชการเศรษฐกิจและธุรกิจ ไม่ได้มุ่งการศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ แนวคิดแรกได้ครอบงำการศึกษาทั้งระบบ ทำให้เด็กๆ ที่ถูกเกณฑ์ให้เข้าโรงเรียนกลับถูกทอดทิ้ง เพราะเรียนแล้วกลับทำงานไม่ได้..”

                นี่คำให้สัมภาษณ์ของครูโรงเรียนประถม มัธยม ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ปลัดกระทรวง เลขาธิการสภาการศึกษาฯ คณะบดีคณะครุศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักสื่อมวลชน ในช่วงปี 2538 – 2539 ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ซึ่งคัดมาเป็นบางส่วน เพื่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาทางการศึกษาไทยนั้นเป็นที่ตระหนักและรู้สึกกันทั่วไป แต่ยังหาทางออกไม่ได้ว่าจะแก้กันอย่างไร

แต่ที่อยากให้ตราไว้ก็คือ คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีอำนาจหน้าที่ทางการศึกษาในระดับต่างๆ กัน แต่ไม่สามารถรวมตัวกันแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และเชื่อแน่ว่าจะแก้ไม่ได้ ถ้าไม่คิดดึงปัญหานอกระบบ และทำให้ระบบราชการที่ตนเองกำกับดูแลอยู่เล็กลง โดยให้เด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ประชาชน มีส่วนร่วมในการทดลองทางการศึกษา

ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเกิดระลอกคลื่นทางการศึกษาขนานใหญ่ อันนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาโดยองค์รวม

ขบวนการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือก
ต่อไปนี้ เป็นผลึกความคิดอีกก้อนของพิภพ ธงไย ในวัย 60 ปี ที่กลั่นกรองจากทฤษฎี หลายสำนักคิดทุกมุมโลกที่เขาค้นคว้าศึกษา และประสบการณ์จริงจากปฏิบัติการในภาคสนามทั้งจากในเมืองไทยและต่างประเทศ ถ่ายทอดผ่านบทปาฐกถาในงานปาฐกถาประจำปีเสม พริ้งพวงแก้ว ประจำปี ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ.2545

พิภพ เสนอ “การศึกษาทางเลือก” (Alternative Education) ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความแตกต่างกับคำว่า “การศึกษาในระบบ” (Formal Education) และ “การศึกษานอกโรงเรียน” (Informal Education) ที่เป็นการศึกษาในระบบที่จัดโดยรัฐ ทั้งหลักสูตรและจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวและระบบเดียว เพื่อให้ยอมรับแนวคิดของรัฐ และไม่ปฏิเสธการชี้นำโดยรัฐ ซึ่งกำลังเป็นระบบการศึกษาที่สร้างปัญหาให้กับเด็ก เพราะไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กและความรู้สึกของเด็กๆ รวมทั้งบวนการเรียนรู้ในเด็กแต่ละวัย และในบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาที่จัดโดยรัฐแบบนี้ ยังสร้างลัทธิความเชื่อในกระบวนการพัฒนาตามแบบโลกตะวันตก ให้ยอมรับวิถีชีวิตแบบตะวันตก เพราะฉะนั้นถ้าจะปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์และการครอบงำจากรัฐส่วนกลาง พ่อแม่เด็กที่เป็นชนชั้นกลางและระดับรากหญ้า จะต้องเริ่มต้นที่การปฏิเสธระบบการศึกษาที่กระทบกับเด็กๆ และครอบตรัวของตนเป็นจุดแรก

สำหรับประชาชนในระดับรากหญ้า ที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวสังคมแบบใหม่ที่เริ่มจากปัญหาในท้องถิ่น ที่ถูกคุกคามจากแนวทางการพัฒนาประเทศ ตามระบบทุนนิยมก็เริ่มเห็นความสำคัญของการศึกษาทางเลือก ว่าเป็นระบบการศึกษาที่จัดขบวนการเรียนรู้และเนื้อหาสาระ ที่ไปพ้นจากการครอบงำแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตกที่ไหลบ่ามากับกระแสโลกาภิวัตน์

กรณีการเคลื่อนไหวของ “สมัชชาคนจน” ในประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อการเคลื่อนไหวยาวนานนับปี ติดต่อกันหลายสมัยรัฐบาล คนในขบวนการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน เริ่มคิดถึงกระบวนการศึกษาหาความรู้ ทั้งในระดับเด็กและระดับผู้ใหญ่ว่าควรจัดอย่างไร และที่สุดได้ตัดสินใจเลือกระบบการศึกษาที่เป็นทางเลือกใหม่ โดยขอให้โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ของมูลนิธิเด็ก จัดตั้งโรงเรียนทางเลือกสำหรับเด็กๆ ขึ้นในที่ชุมนุม ทั้งที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในกรุงเทพมหานคร และที่สันเขื่อนปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี สำหรับการศึกษาระดับผู้ใหญ่ ก็มีการจัดตั้ง “โรงเรียนการเมือง” ขึ้นทั้งสองแห่งเช่นกัน เพื่อศึกษาระบบการเมืองแบบใหม่ ซึ่งต่อมาทำให้เกิดมหาวิทยาลัยทางเลือกสำหรับนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ หลายแห่ง จนกลายเป็นกระแสศึกษาทางเลือกระบาดไปทั่วประเทศ

ขบวนการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือก ใน ๔ ประเทศที่ศึกษา มีเด่นชัดอยู่เพียง ๒ ประเทศ คือประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย

ในประเทศญี่ปุ่น การศึกษาทางเลือกเริ่มที่เมืองหลวงของประเทศ ที่ Tokyo Shure เมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว ด้วยประเด็นที่เกี่ยวกับธรรมชาติและจิตวิทยาเด็กกับขบวนการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับเด็กแต่ละวัย รวมทั้งความรุนแรงและการแข่งขันในโรงเรียนที่มีมากขึ้น ผู้ปกครองเด็กที่เป็นชนชั้นกลางที่ก้าวหน้า ได้รวมกันจัดการศึกษาทางเลือกทั้งที่เป็นระบบโรงเรียนแบบใหม่ที่มีปรัชญาการศึกษา และขบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างจากโรงเรียนของรัฐกับสถานที่การศึกษานอกระบบที่เรียกว่า Free Space หรือ Global school หรือ Alternative Juku ซึ่งปัจจุบันการศึกษาทางเลือกในประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ ๒๐ แห่ง แต่มีเด็กที่แสดงตัวปฏิเสธระบบโรงเรียนถึง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน (ข้อมูลจาก National Institution for Education policy Research TOKYO, JAPAN) โดยที่ยังไม่มีระบบการศึกษาทางเลือกรองรับเด็กๆ เหล่านั้นได้พอ ความรุนแรงในโรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นจึงมีมากขึ้น

ในระดับอุดมศึกษา มีการดำเนินงานในประเทศญี่ปุ่น ในบางพื้นที่แล้ว เช่น ที่ Tokyo Shure ใน Tokyo และ Universe City ใน Shizuoka ที่นี่ผู้ริเริ่ม คือ Ms.Mayumi นอกจากจะสร้างเครือข่ายทั้งในหน่วยงานราชการระดับสูงแล้ว ยังประสานกับภาคประชาชนที่จัดการศึกษาทางเลือกด้วย ทำให้มีพลังที่จะนั่งเจรจากับระดับผู้นำในองค์การสหประชาชาติ โดยเสนอหลักสูตรการศึกษาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายการศึกษาที่ “ความรักและความว่าง” (Love and Emptiness) ซึ่งเป็นการหาทางออกจากความรุนแรงที่เป็นผลจากโลกาภิวัตน์ ภายหลังเหตุการณ์ “๙-๑๑” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในญี่ปุ่น ได้ขยายตัวไปในกลุ่มพ่อแม่ ข้าราชการครูในระบบโรงเรียน นักการเมืองท้องถิ่น องค์การพัฒนาเอกชน (NGO,s) รวมตัวกันเป็นสมาคม และพันธมิตรการศึกษาทางเลือก โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันในระดับสากลเพื่อให้เกิด สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการศึกษาในระดับองค์การสหประชาชาติ เฉกเช่นเดียวกับปริญญาตรีสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิสตรี

สำหรับในประเทศไทย การศึกษาทางเลือกเริ่มที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมูลนิธิเด็ก จัดตั้งโรงเรียนทางเลือก ที่ชื่อว่า “โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก” ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๒๒ โดยทำเป็นรูปแบบเช่นเดียวกับโรงเรียนในระบบ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นกระแสให้เกิด “โรงเรียนที่บ้าน” (Home school) และโรงเรียนทางเลือกในรูปแบบต่างๆ จนถึงการศึกษาทางเลือกในระดับชุมชน ตั้งแต่ระดับอนุบาลและระดับอุดมศึกษา โดยเริ่มจากความคิดในเรื่องจิตวิทยาเด็ก ธรรมชาติของเด็ก สิทธิและเสรีภาพของเด็ก ขบวนการปกครองตนเองของเด็กและครู ขบวนการเรียนรู้ของเด็ก จนถึงเนื้อหาสาระของหลักสูตรและแบบเรียน ที่มุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาของทุนนิยมจนถึงการครอบงำของโลกาภิวัตน์ และแสวงหาทางเลือกการพัฒนาใหม่ อันผิดกับระบบการศึกษาของรัฐ ที่มุ่งส่งเสริมความเชื่อแนวทางการพัฒนาของทุนนิยม

เพราะฉะนั้น การศึกษาทางเลือกในประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวสังคมและการเมืองแบบใหม่ ที่ป้องกันหรือต่อต้านการพัฒนาอันเกิดจากระบบทุนนิยมที่มากับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ลงไปถึงระดับชุมชน โดยทั้งประเทศมีการจัดการศึกษาทางเลือกในรูปแบบต่างๆ ที่สำรวจได้ในขณะนี้ ถึง ๔๐๐ กว่าแห่ง

ขบวนการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือก ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยได้นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เพราะการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือกเป็นการวิพากษ์ระบบการศึกษาปัจจุบันที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดการจัดการ ติดต่อกันมากว่า ๓๐ ปี ว่ามีความผิดพลาดและล้มเหลวอย่างไร ทำให้เด็กขาดความสุขในการเรียนรู้ อีกทั้งเนื้อหาสาระในการเรียนรู้ก็ไม่ก่อให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญา และเป็นการครอบงำทางการเมือง และแนวทางการพัฒนาประเทศที่เดินตามประเทศตะวันตก ในโรงเรียนเองก็มีสภาพเป็นพื้นที่อันตรายของเด็กๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรณีของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งยาเสพติดและความรุนแรง มีการละเมิดสิทธิเด็กในโรงเรียนทั่วไปที่นักสิทธิมนุษยชนก็ไม่เอาใจใส่เป็นผลให้เกิดระบบอุปถัมภ์กับระบบศักดินา และอำนาจนิยมในโรงเรียนของประเทศไทยสูงกว่าโรงเรียนในประเทศอื่นๆ ที่ศึกษามา

เมื่อเปรียบเทียบกับระบบโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้สร้างความคับแคบทางทัศนคติของการแข่งขันและความสำเร็จ สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนได้สร้างความรุนแรง สร้างความสิ้นหวัง เพิ่มขึ้น และการช่วยเหลือระหว่างครูกับเด็กน้อยลง ความรู้สึกของความแปลกแยกที่เกิดจากความอ่อนแอทางสังคมที่ไม่สามารถสร้างจิตสำนึกของความรับผิดชอบ และยังสร้างวิกฤตทางจริยธรรมและจิตวิญญาณ เนื่องจากการขาดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราเป็นอยู่กับสัจธรรม ระบบโรงเรียนในประเทศไทยก็กำลังเดินตามระบบโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน เพราะดูจากความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของประเทศญี่ปุ่นที่เดินตามประเทศตะวันตกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นตัวอย่าง

ในกรณีประเทศไทย พื้นที่ในโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่อันตราย ที่ล่อลวงให้เด็กทดลองเสพสิ่งเสพติดและกลายเป็นเด็กติดยาในที่สุด นอกจากนี้ยังส่งเสริมระบบอำนาจนิยมและศักดินานิยม ในขณะที่พ่อแม่รุ่นใหม่ใช้การเลี้ยงดูเด็กแบบประชาธิปไตยภายในครอบครัวมากขึ้น ทำให้เด็กขัดแย้งในความสัมพันธ์ชิงอำนาจ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาเด็กให้ดีขึ้น พื้นที่ในโรงเรียนแทนที่จะป้องกันระบบบริโภคนิยมกับกลายเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการรุกคืบของระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม โดยมีการจัดพื้นที่ให้บริษัทข้ามชาติเข้าไปวางสินค้าเพื่อสร้างนิสัยบริโภคสินค้าต่างชาติตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื้อหาการเรียนรู้และขบวนการเรียนในระบบ ก็ไม่สร้างเสริมสติปัญญาและจินตนาการให้แก่เด็กๆ และที่สำคัญได้สร้างทัศนคติให้เกลียดคนจน เกลียดคนระดับรากหญ้า ทั้งที่เด็กส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนยากคนจน

การวิพากษ์วิจารณ์ระบบโรงเรียนและระบบการศึกษาทั้งระบบ ได้ทำอย่างต่อเนื่อง จนประชาชนที่ก้าวหน้าเห็นว่าประชาชนต้องดึงอำนาจจัดการศึกษากลับมาอยู่ในมือของประชาชนและชุมชน เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ถูกดึงไปให้รัฐจัดการ แต่ท้ายที่สุดรัฐได้โอนการจัดการนั้นกลับให้กลุ่มทุน และสุดท้ายได้โอนกิจการจากกลุ่มทุนในประเทศ ไปสู่กลุ่มทุนข้ามชาติ กรณีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนานาชาติเป็นตัวอย่าง หรือกรณีเหล้าพื้นบ้าน จากในอดีตชาวบ้านและชุมชนสามารถผลิตเหล้าเองได้ ก็ถูกรัฐดึงไปจัดการเอง ท้ายที่สุดก็โอนให้นายทุนระดับชาติเป็นผู้ผูกขาดการผลิตเหล้า สุดท้ายก็เปิดตลาดให้ต่างชาติส่งเหล้าต่างประเทศมาขายให้คนไทย ในขณะที่คนไทยสามารถผลิตเองได้แต่รัฐกลับห้ามผลิต เป็นต้น

โดยสรุป “ขบวนการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือก” เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ ที่มุ่งจะให้บุตรหลานของตนหลุดพ้นจากกรอบคิดที่ครอบงำทางการเมืองโดยรัฐกับแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตก ในประเทศไทยขบวนการเคลื่อนไหวการศึกษาทางเลือก ได้ลงไปเชื่อมกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในระดับรากหญ้า และเชื่อมกับขบวนการเคลื่อนไหวการเมืองแบบใหม่ด้วย ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นการเชื่อมกันในสองขบวนการเคลื่อนไหวยังไม่ปรากฏชัด..


พิภพ   ธงไชย

ชื่อหนังสือ
            60 ปี     พิภพ   ธงไชย “ทางเลือก” ที่ข้ามพ้นวาทกรรม

Share
  มูลนิธิเด็ก
95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
TEL. 0-2814-1481-7 FAX. 0-2814-0369
95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220
TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369

©1999 Foundation For Children All rights reserved. | donation@ffc.or.th