รายงานการดำเนินงาน
ของมูลนิธิเด็ก
รายงานประจำปี 2551
รายงานประจำปี 48-50

รายงานตัวอย่าง โครงการโรงเรียนทางเลือก
พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็กปี2546
สาเหตุการตาย จากการบาดเจ็บ 10 อันดับแรก ในประเทศไทย ปี 2549

ขอขอบคุณ
siamwebhost.com
หจก. สยามเว็บโฮสดอทคอม
ผู้ให้ความอนุเคราะห์
ความช่วยเหลือต่างๆ

ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี
ที่ให้การสนับสนุน
นิทานภาพเคลื่อนไหว
ธนาคารกสิกรไทย

sipa

เชิญชวนร่วมบริจาค จากนิตยสารสุดสัปดาห์
บริจาคข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การเรียน แก่เด็กและผู้ด้อยโอกาส

บารากุ มฤตยูสีขาว

นายนรรัชต์ ฝันเชียร

ถ้าพูดถึง บารากุ หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แต่สำหรับบุคคลที่คุ้นเคยในวงการยาสูบแล้ว อาจจะพอรู้จักกันมาบ้าง ในฐานะของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสูบยาชนิดหนึ่ง



บารากุ หรือ บารากู่ คือ ชื่อเรียกอุปกรณ์การสูบยาอย่างหนึ่งที่มาจากอาหรับ มันมีรูปร่างเป็นเตาที่ดูคล้ายตะเกียงหลากสีต่อกับสายท่อที่ไว้สำหรับสูบ ความจริงคนอาหรับเรียกสิ่งนี้ว่า มอระกู่ ก่อนที่จะเพี้ยนไปตามสำเนียงของแต่ละภาษา การสูบบารากุนี้ถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอาหรับ ซึ่งใช้แทนการสูบบุหรี่ โดยจะเป็นการร่วมสังสรรรค์กันระหว่างเพื่อนฝูงและญาติมิตร ซึ่งนอกจากชาวอาหรับแล้ว ชาวมุสลิมในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ก็นิยมสูบบารากุด้วยเช่นกัน

สำหรับตัวยาที่ใช้ในการสูบบารากุนั้น จะเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่มาจากการนำยาเส้นมาบดผสมกับเปลือกผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งจะส่งผลให้เวลาสูบ นอกจากจะได้ไอของยาเส้นแล้ว ก็จะมีไอหอมอ่อน ๆ ของเปลือกผลไม้นั้นผสมอยู่ด้วย ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกันตามแต่เปลือกผลไม้ที่ผสมเข้าไป เช่น แอปเปิ้ล  มินต์  หรือองุ่น ซึ่งตัวยาที่ใช้ในการสูบนั้นมีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละท้องที่ เช่น ในอียิปต์และแถบเปอร์เซียจะเรียกยาสูบชนิดนี้ว่า ชิชา (shisha, shesha, shishah, sheesha, ) แต่ในปากีสถานจะเรียกว่า ฮูกาห์  (hookah, hooka, huka) นอกจากนี้ก็ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น นาจิเล  (nargile,narghile,nargila) หรือ วอเตอร์ไพร์ (Water pipe) เป็นต้น

การสูบบารากุนั้น สามารถทำได้โดยเอาตัวยาไปใส่ในเตาตรงกลาง เอาฟอยล์หุ้มด้านบนแล้วเจาะรู จากนั้นเอาถ่านร้อน ๆ จุดไฟย่างบนฟอยล์ และจะต้องมีการวัดน้ำด้วย จากนั้นก็ใส่ตัวยาด้านบนที่มีถ่านรองอยู่ พอเกิดควันก็ค่อยสูบผ่านท่อ โดยควันที่สูบนั้นจะลงไปผ่านน้ำก่อนที่จะเข้าปาก ซึ่งต่างจากการสูบบุหรี่ทั่วไปตรงที่บุหรี่จะสูบตัวยาเข้าไปโดยตรง แต่สำหรับการสูบบารากุจะสูบจากกลิ่นควันที่ผ่านน้ำแทน

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าบารากุนั้น เริ่มเข้ามาในประเทศไทยสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเข้ามาพร้อมกับชาวอาหรับและชาวมุสลิมแถบมาเลเซีย ซึ่งสมัยก่อนสำหรับประเทศไทยแล้ว บารากุ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะจากความยุ่งยากในการสูบ และตัวยาที่ใช้สูบที่ต้องนำเข้ามา จึงหายากและมีไม่มากนัก ดังนั้นทำให้การสูบบารากุในประเทศไทยจึงได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ด้วยเพราะรูปร่างและลวดลายของเตาบารากุที่ทำออกมาได้อย่างวิจิตรงดงาม จึงกลายเป็นของฝากที่คนท้องถิ่นหรือคนที่ไปท่องเที่ยว ณ สถานที่นั้น ชอบซื้อติดไม้ติดมือมาฝากคนทั่วไปกันอย่างแพร่หลาย

ต่อมาในปัจจุบัน การสูบบารากุเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ด้วยความเชื่อที่ว่า การสูบบารากุให้ผลเสียน้อยกว่าการสูบบุหรี่ และมีสรรพคุณบำรุงและรักษาร่างกายต่าง ๆ มากมาย ทำให้ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการนำเข้าเตาบารากุเข้ามาในประเทศไทยกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยราคาของเตาบารากุนั้นจะแตกต่างกันไปตามลวดลายและขนาด โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน  ซึ่งตอนแรกจะมีขายเตาบารากุในสถานที่เฉพาะเท่านั้น เช่น ถนนข้าวสาร ซอยนานา หรือตามร้านอาหารของชาวอาหรับ แต่ต่อมาการสูบบารากุก็ได้รับความนิยมถึงขนาดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในผับ บาร์ ทั่วไป จนมาถึงในปัจจุบันนี้ จากที่มีการนำเข้าเตาบารากุมาเป็นจำนวนมาก ประจวบกับตัวยาสูบที่หาได้ง่ายขึ้น ทำให้ค่านิยมการสูบบารากุของกลุ่มคนที่สนใจนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยออกไปสูบตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ ก็กลับกลายเป็นการซื้อเตามาไว้ในครอบครอง และหาสูบเองที่บ้าน

การสูบบารากุนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบอื่น ๆ จริงหรือไม่ ในเรื่องนี้  น.พ.หทัย ชิตานนท์ ประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลกและประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ได้ชี้แจงให้เห็นถึงการวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า ยาเส้นประเภทสูบผ่านน้ำหรือฮูกาห์นั้น มีอันตรายมากกว่าการสูบบุหรี่ตามปกติ เพราะมีสารนิโคตินและสารทาร์มากกว่าบุหรี่ทั่วไป รวมทั้งวิธีการสูบผ่านน้ำ และการปรุงแต่งรสของยาเส้นกับผลไม้หรือกลิ่นต่าง ๆ นั้น ทำให้ความเข้มข้นของควันจางลง ซึ่งส่งผลให้สามารถสูบได้ลึกมากขึ้น และสูบจำนวนมากนั้นก็ถือว่าเป็นการสูบที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเวอร์จีเนียแห่งอังกฤษ ก็ได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การสูบบารากุ 45 นาที จะมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่า 36 เท่าคาร์บอนมอนอกไซด์ 15 เท่า และมีนิโคตินสูงขึ้น 70% เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่หนึ่งมวน นอกจากนี้ ยังมีการพบว่าบางครั้งมีการใช้สารเคมีอันตรายบางตัวเพื่อให้ตัวทำความร้อนติดไฟได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 30% ของผู้ที่สูบบารากุมีโอกาสจะติดโรคร้ายแรงในช่องปาก ขณะที่ผู้สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคในช่องปาก 24% ส่วนคนที่ไม่สูบอะไรเลย 8 % สามารถติดโรคทางช่องปากได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีนิโคตินหรือใบยาสูบอยู่เลย แต่ก็ยังมีสารพิษตัวอื่นทำร้ายเราได้

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างมากที่การสูบบารากุนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่โทษของการสูบบารากุนั้นมีมากกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า ซึ่ง นายอมรชัย ไตรคุณากรวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ ของกองตรวจและพิสูจน์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กล่าวว่า จากที่เคยมีเจ้าหน้าที่นำชิ้นส่วนบารากุมาให้ตรวจพิสูจน์นั้น มีลักษณะคล้ายสมุนไพร จากการตรวจสอบพบว่าในบารากุนั้นมีส่วนผสมของสารนิโคตินคล้ายกับยาสูบ และยังพบสารคูมารีนที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม พร้อมกับกากผลไม้ต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง และจากองค์ประกอบที่ตรวจพบนี้ ก็ไม่ได้มีการระบุในพระราชบัญญัติใด ๆ เลยว่า บารากุเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะสิ่งที่พิสูจน์ไปนั้นไม่มีสารเสพติดใด ๆ ผสมอยู่

อย่างไรก็ตาม การที่พบสารนิโคตินในบารากุ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า การสูบบารากุอาจจะทำให้เกิดอาการติดยาได้ ซึ่งมีผลไม่ต่างอะไรกับยาเสพติดเลย
แต่ด้วยการที่มันไม่เป็นของผิดกฎหมาย ทำให้การสูบบารากุในหมู่วัยรุ่นได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุในวัยรุ่นนั้นจะแพร่หลายออกไปในวงกว้าง และด้วยความเข้าใจผิดของกลุ่มวัยรุ่นที่มองว่าการสูบบารากุให้โทษน้อยกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า ก็น่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุจะกลายมาเป็นวัฒนธรรมที่ผิดของหมู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด

ถึงแม้ว่าบารากุจะเป็นแค่วิธีการหรือเครื่องมือในการสูบ แต่ถ้าตัวยาที่ใช้สูบนั้น เปลี่ยนไปเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดอื่น ๆ ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มวัยรุ่นมากมายขนาดไหน สิ่งที่น่ากลัวของการสูบบารากุในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การสูบบารากุ แต่เป็นผู้สูบบารากุ ที่จะเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นและมีแนวโน้มว่าจะเป็นวัยเด็กลงเรื่อย ๆ

ทั้งไม่ผิดกฎหมาย ปลอดภัยกว่าและหาซื้อได้ง่าย สามข้อนี้ก็สามารถจูงใจวัยรุ่นให้ทดลองเสพบารากุได้แล้ว ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเห็นว่ามันกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ หรือจะมองผ่านไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังจนไม่อาจรับมือได้ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านเหล่านั้นที่จะดำเนินการเช่นไร


อ้างอิงข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000009567

   มูลนิธิเด็ก 95/24 หมู่ที่ 6 ซ.กระทุ่มล้ม 18 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220 TEL. 0-2814-1481-7 FAX. 0-2814-0369
   Foundation for Children 95/24 Moo 6 Soi Kratoomlom 18, Buddha Monthon 4, Sampharn Nakhon Pathom 73220 TEL. (662) 814-1481-7 FAX. (662) 814-0369

  | Home | E-card | webmail | FAQ | ติดต่อสอบถาม | map |

 
   ©1999 Foundation For Children All rights reserved. This site is best viewed with 1024x768 resolution. | donation@ffc.or.th